Yamaha MM6

Yamaha MM6 "มนุษย์ติดปีก(ไก่)" โดย Showpan


จริงๆ แล้วผมมีเจ้า MM6 อยู่ในสวนสนุกเสียงนานมากกกกแล้วครับ (ตั้งแต่ก่อนสร้างห้องด้วยซ้ำไป...) แต่ไม่เคยมีซักครั้งที่ผมคิดจะกดเปิดมันแล้วลองเล่นดู อาจจะเป็นเพราะว่าซินธ์อื่นๆที่ผมมีอยู่มันช่างน่าเล่นแคะแกะเกาซะเต็มไปหมด จนทำให้ผมลืมเจ้าตัวน้อยๆตัวนี้ไป ทำให้ Review อันนี้ต้องเป็นโรคเลื่อนเลื่อนแล้วเลื่อนอีก จนกระทั่งมีรุ่นพี่ท่านหนึ่งจากเว็บบอร์ด pianoandsinging จะมารับตัวนี้ไปดูแลต่อ จึงได้มีโอกาสลองจริงๆจังๆซักครั้งดู เพราะถ้าพี่เค้าเอาไปแล้ว ก็ไม่แน่ว่า Review อันนี้อาจจะไม่มีโอกาสได้เกิดเลยก็ได้ครับ


หนึ่งในเหตุผลที่ผม ไม่ได้สนใจจะลองตัวนี้เป็นเรื่องเป็นราวเลยก็คือ ต้องยอมรับครับว่าผมค่อนข้างมีอคติกับซินธ์รุ่นเล็กของ Yamaha โดยเฉพาะซินธ์รุ่นเล็กของ Yamaha ก่อนหน้าเจ้า MM6 นี้ นั่นก็คือ S03 ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่าเจ้า S03 คือหนึ่งในซินธ์ที่แย่ที่สุดที่ Yamaha เคยสร้างมาเลย คือโดยปกติแล้ว ซินธ์แต่ละตัว มันจะมีหมัดเด็ดของมันเสมอ มันจะมีสิ่งที่ดี สิ่งที่แย่ สิ่งที่ดีจนน่าเหลือเชื่อ และสิ่งที่แย่จนเกินอภัย คละเค้ากันไป แต่สำหรับ S03 เป็นซินธ์ตัวแรกเลยที่หลังจากเล่นจบแล้วผมถามตัวเองว่า จริงหรือที่สิ่งๆนี้ จะมีแต่สิ่งที่แย่ และสิ่งที่แย่จนเกินอภัย โดยปราศจากซึ่งความดีเลย...(ผมรู้สึกว่า คุณภาพเสียงของ S03 นั้น มันไม่ต่างอะไรกับแบงค์ GM, XG เลย ในบางครั้ง Microsoft Wavetable ของ Windows ยังเสียงดีกว่าไอ้เจ้า S03 เลย นี่ผมไม่ได้เว่อร์นะครับ...) มันแย่ซะจนผมต้องมานั่งทบทวนว่าผมทำอะไรผิดไปเองหรือไม่.. ตรงนี้ล่ะครับคือความ "เข็ด" จนเกิดเป็นความ "ขี้เกียจ" และความ "ไม่อยากจะให้อภัยซินธ์รุ่นเล็กของ Yamaha" ก็เลยพาลเป็นความไม่อยากและไม่ตื่นเต้นที่จะลอง MM6 เท่าไหร่นัก


แต่ มาครั้งนี้ Yamaha ไม่เหมือนเดิมแล้วครับ ส่วนนึงคงเนื่องมาจากการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นในซินธ์รุ่นเล็ก สมัยของ S03 นั้น ทาง Korg ก็มี X5D ส่วนทาง Roland ก็ส่ง RS-50 และ Juno-D เข้ามาแข่งขันกันในตลาดนี้ ซึ่งนาทีนั้น ไม่ว่าจะเป็น X5D เอง หรือ RS-50 หรือ Juno-D เอง เสียง ฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง มันช่างต่างกับรุ่นกลางและใหญ่อย่างฟ้ากับเหวทีเดียว แต่ในปัจจุบันนี้ซินธ์รุ่นเล็กนั้นพัฒนาไปไกลเอาซะมากๆ อย่างเช่น Korg ก็ส่งเจ้า X50 ส่งเข้าประกวด ซึ่งผมจำได้ดีเลยครับว่าในช่วงที่ X50 ออกมาแรกๆนั้น M3 ยังไม่ได้ออก ในตลาดยังมี Triton Extreme เป็นรุ่นท๊อปอยู่ ซึ่งพับผ่าเถอะ ในเรื่องของเสียงเพียงอย่างเดียว เจ้า Extreme มันไม่ได้ดีกว่า X50 ซักเท่าไหร่เลย ในตอนนี้รุ่นกลางของ Korg เป็น TR ซึ่งมี Rom เหมือนกับ X50 เป้ะ นั่นก็คือพูดได้เลยว่าเสียงไม่ได้ด้อยไปกว่ารุ่นกลางเลย ส่วนทางค่าย Roland ปัจจุบันนี้ก็มี Juno-Di ซึ่งก็ขอใช้คำนี้อีกที พับผ่าเถอะ มันใช้ Soundset ชุดปาร์ตี้ทีเด็ดของ Roland มาจาก Fantom G บ้าง Fantom X บ้าง Sonic Cell บ้าง ยำๆ รวมกัน ผลที่ได้ออกมาก็คือ soundset ใหม่อย่างคุณภาพ ซึ่งส่วนตัวแล้วผมชอบมากกว่าเจ้า Juno-G ซึ่งเป็นรุ่นกลางในปัจจุบันด้วยซ้ำไป... เห็นแล้วใช่มั้ยครับว่าครั้งนี้ไม่ได้เหมือนครั้งนั้น สมรภูมิรบของคีย์บอร์ดรุ่นล่างตอนนี้จึงเดือดมาก ทุกค่ายส่งแต่ทหารฝีมือชั้นแนวหน้าเข้าประกวดอย่างไม่มีกั้กถึงแม้จะเป็น เพียงรุ่นเล็ก แล้วทีนี้ Yamaha จะสู้กับเค้ายังงัย????


คำตอบก็ คือ... ปล่อยให้เจ้า Korg กับ Roland ต่อยกันไปสองคนครับ ส่วน Yamaha ขอถอนตัว 555 ไม่ได้ถอนตัวเพราะยอมแพ้นะครับ แต่ถอนตัวเพราะว่า เอาวะ เปลี่ยนไปรบที่อื่นดีกว่า (ตลาดใหม่) จะได้ไม่ต้องไปแข่งกับไอ้เจ้าสองตัวข้างบนนั้นโดยตรง... ทำไมผมถึงพูดแบบนี้ล่ะ? ตรงนี้ มันเริ่มตั้งแต่ "จุดกำเนิด" ของซินท์ทั้งสามตัวนี้แล้วครับ...


.......สำหรับ X50 และ Juno-Di เห็นได้ชัดว่ามันคือการนำรุ่นใหญ่ มาตัดโน่นตัดนี่ไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นรุ่นเล็ก แต่ยังงัยซะมันก็ยัง based on รุ่นใหญ่ครับ ถ้าจะให้เปรียบเทียบ ก็คงเหมือนเอาเทวดามาดึงปีกออก ให้บินไม่ได้ แล้วส่งกลับไปโลกมนุษย์ ให้ลองมาคลุกฝุ่นซะบ้าง... อย่างไรก็ตาม มันก็ยังพอดูออกครับ ว่าไอ้นี่อดีตเคยเป็นเทวดา


...... แต่สำหรับ MM6 สิ่งที่ไม่คาดฝันได้เกิดขึ้นมาครับ  นั่นก็คือ แทนที่ Yamaha จะส่งเทวดาลงมา แล้วดึงปีกออก เหมือนคู่แข่ง Yamaha กับเลือกที่จะเอาคนเดินถนน ธรรมด้าา ธรรมดา มาติดปีก ให้กลายเป็นเทวดา แต่จะบินขึ้นไม่ขึ้นนั้น อีกเรื่องนึง เพราะพื้นฐานแล้ว มันก็คงยังเป็นมนุษย์อยู่ 555
____________________________________________

มนุษย์ ติดปีก(ไก่)

อาจ จะงงสงสัยว่าผมบ้าไปแล้วเหรอ เปรียบเทียบอะไรก็ไม่รู้ไม่เห็นเกี่ยวกันเลย ใจเย็นนะคร้าบบบ ใจเย็น ผมกำลังจะอธิบายให้ฟังเดี๋ยวนี้น่ะแหละ ที่บอกว่าคู่แข่งนั้นเค้าเลือกที่จะเด็ดปีกเทวดาออก ก็เพราะว่าเห็นได้ชัดเจนว่ารุ่นเล็กของคู่แข่งเหล่านั้น มันคือรุ่นใหญ่ แล้วตัดๆๆๆๆๆๆๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของ waverom, sequencer, sampler, วัสดุของเครื่องและคีย์, จอ, ความสามารถในการ expand ฯลฯ ลงจนเหลือเป็นรุ่นเล็ก แต่สำหรับเจ้า MM6 แทนที่ Yamaha จะเอา Motif ES หรือ XS มาตัดอะไรหลายๆอย่างลง Yamaha กลับเลือกที่จะเอา PSR…. ใช่แล้วครับ PSR… Personal Keyboard ที่เป็น auto-accompaniment นี่ล่ะ มาใส่เสียงจาก Motif เข้าไป และไม่ใช่เอาทั้ง Waverom ของ Motif ใส่เข้าไปนะครับ แต่เป็นเสียง “รวมฮิต” ของ Motif ประมาณว่า ให้มันมีอยู่ในทุกๆ category แต่ในแต่ละ category ก็มีเสียงฮิตๆจาก Motif อยู่ไม่เท่าไหร่หรอก ที่เหลือก็เป็นเสียงประมาณ PSR รุ่นล่างๆกลางๆนั่นล่ะครับ… แต่ก็นับว่ายังโชคดีครับ ว่าเสียงหลายๆเสียงที่มาจาก Motif นั้น ตัวที่เป็น Megavoice มันก็ยังคงอยู่ ไม่ได้ตัดออกจนเหลือเป็นเสียงเปล่าๆ

อีก อย่างที่เป็นหลักฐานของ PSR ชัดเจน นอกจากเสียงของมัน ก็คือ pattern mode ของมันครับ pattern mode ของเจ้า MM6 นี้ ถ้าเติมอีกสองปุ่มเข้าไป นั่นก็คือ Intro และ Ending มันจะเป็น PSR ได้สมบูรณ์แบบเลยครับ pattern A B C D ของเจ้า MM6 นี้ จริงๆแล้วก็คือ variation 1 2 3 4 ใน PSR นั่นเอง.. หาใช่ Arpeggiator แบบโปรๆแบบคู่แข่งไม่ (อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่รากฐานมันเป็น PSR จึงทำให้ pattern mode ของเจ้า MM6 มันเล่นได้โคตรจะง่ายเลยครับ สำหรับมือใหม่ รวมถึงมืออาชีพ ก็น่าจะถูกใจ และเป็นสิ่งที่คู่แข่งไม่มี)

ยังมีอีกอย่างที่เป็นตัวบอกชาติกำเนิด และอยากจะขอด่าซักครั้งเพื่อให้เกิดการพัฒนา นั่นก็คือ Polyphony ที่มีเพียงแค่ 32 เท่านั้นครับ!!!??? (ในนาทีนี้ ยังกล้าให้มาเท่านี้เนอะ) เท่ากับ PSR รุ่นกลางๆล่างๆเป้ะ ซึ่งหากมองไปที่คู่แข่ง จะเห็นว่าเค้ามีให้มากกว่านั้นทั้งสิ้น Korg X50 มี 62 Polyphony และ Roland Juno Di มี 128 Polyphony
____________________________________________

เสียง จาก Motif…. แล้วงัย?

Yamaha บอกอยู่เสมอว่า MM6 ใช้เสียงจาก “ซินท์รุ่นโปรของ Yamaha นั่นก็คือ Motif!!!!”…. เอ่อ…. ตกจ้ายยย ตกจายยย ครับ…  ใช่ครับ Motif คือ Synth รุ่นโปรของYamaha และก็ใช่อีกครับ ที่ MM6 ใช้เสียงจาก Motif แต่!!!!!

1.    มันไม่ได้เอาเสียงจาก Motif มาทั้งหมด แต่จะมีเสียงเด่นๆจาก Motif ในแต่ละ Category มาประปรายพอจะเป็นน้ำจิ้ม ที่เหลือ ก็จะเป็นเสียงจากพวก PSR และก็ GM XG ทั่วไป

2.    อันนี้สำคัญครับ คือว่า Motif เนี่ย มันออกมาตั้งแต่ปี 2001 แล้วนะ มาถึงนาทีนี้เนี่ย ก็เกือบจะ 10 ปีแล้ว พูดกันตรงๆก็คือ เสียงของ Motif มันเริ่มจะเก่าแล้วครับ… และเพราะอย่างนี้ สมมุติว่า MM6 ให้ Waverom Motif Classic มาทั้งดุ้น ผมก็ยังรู้สึกเลยครับว่าไม่ใช่ละ นาทีนี้ที่ XS ออกมาแล้ว Yamaha ควรจะเอา Rom ของ ES ที่อยู่ใน Mo6 Mo8 นั่นล่ะ มาใส่ในตัวเล็กได้แล้ว แล้วไปตัดอย่างอื่นออกเอา นี่อะไรกัน ขี้เหนียวเอา ROM ตัวเก่ามาใส่ให้ไม่พอ ยังกั้กไม่ให้มาหมดอีก… อย่างงี้จะไปสู้รุ่นเล็กของยี่ห้ออื่นเค้าได้ยังงัย (อย่างที่ผมกล่าวไปข้างต้นครับ ปัจจุบันรุ่นเล็กนี่ Waverom เค้าชนรุ่นกลางได้แล้วทั้งนั้น แต่ในกรณีนี้ waverom ที่อยู่ใน MM6 ยังห่างกับที่อยู่ใน Mo6 Mo8 อยู่หลายปีแสงเลยครับ…)
____________________________________________

ฟังก์ ชั่นการทำงานต่างๆของ MM6: สุดจะแตกต่าง

MM6 เป็นหนึ่งในซินธ์ที่มีฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆเป็นเอกลักษณ์ที่สุด ส่วนนึงก็คงเป็นเพราะว่า มันเหมือนจะเป็นลูกครึ่ง (ที่ยังขาดๆเกินๆ) ของ PSR และ Synth ทำให้มันมีหลายๆอย่างที่ไม่เคยมีซินธ์ตัวไหนมีมีก่อน และขาดอะไรไปหลายๆอย่างที่ควรจะมี หรือจำเป็นต้องมีในนาทีนี้ครับ
เด่น ที่สุดของ MM6 เห็นทีจะเป็น Pattern Mode เนี่ยล่ะครับ ด้วยหลักการเนี่ยโอเคเลย คือการเป็น auto-accompaniment ที่ขาดไปเพียงปุ่ม Intro และ Ending แต่ในภาคปฏิบัติจริงแล้ว จำนวนจังหวะที่ให้มายังน้อยมากๆอยู่ แถมยังวนซะด้วยสิ (ถ้าเอาของ PSR มาได้ทั้งดุ้นโดยที่ไม่ต้องเอา Intro, Ending, Break มาก็ได้ ก็จะดีมากๆ) ตรงนี้ประโยชน์มันก็มีเยอะครับ คือจะใช้เล่นคนเดียวสนุกๆก็ได้ หรือจะเอา loop กลอง หรือกลองเบสจากภาค pattern นี้ไปใช้ ก็แสนจะสบาย และเพราะบรรพบุรุษของตัวนี้มันเป็น PSR ทำให้แม้แต่จอที่มันใช้ ก็ยังเป็นจอแบบ PSR-S550, DGX-620, DGX-630 เลยครับ ซึ่งเป็นจอที่ใหญ่แต่ไร้ซึ่งประสิทธิภาพ นั่นก็คือ ใหญ่แต่ตัว แต่แสดงอะไรไม่ค่อยจะได้มาก ต่างกับจอของ X50 ที่ถึงแม้จะเล็ก ต้องเพ่ง แต่แสดงผลได้เรียกว่าแทบจะเทียบเท่ากับรุ่นกลาง (ซึ่งคือ Korg Tr ในขณะนั้น)

MM6 หากเทียบกับคู่แข่งทั้ง Juno-Di และ X50 ในด้านความสามารถในการ edit นั้น ต้องยอมรับว่าแพ้ทั้งคู่อย่างราบคาบครับ เพราะตัวมันเองแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย สำหรับ X50 นั้นความสามารถในการ edit patch นั้นไม่ได้แพ้ Tr เลย ส่วน Juno-Di นั้น ถึงแม้ในตัวมันจะ edit ได้เพียงพื้นฐานเท่านั้น แต่เมื่อใช้ software Synthesizer Editor ของ Juno-Di จะสามารถ edit ได้ลึกมากๆ ท้าชนรุ่นใหญ่ได้สบาย อย่างไรก็ตาม ความ “น้อย” เนี่ยล่ะครับที่เป็นจุดเด่นของ MM6 เพราะการที่มันไม่มีอะไรที่รกยุบยับเหมือนคู่แข่ง ทำให้ใครๆ ไม่เว้นกระทั่งมือใหม่ที่พึ่งมีซินธ์เป็นครั้งแรก จะสามารถใช้งานมันและเข้าใจมันได้อย่างง่ายๆ โดยแทบจะไม่ต้องเปิดคู่มือด้วยซ้ำไป ซินธ์ที่มีอะไรเยอะๆนั้น บางที สมมุติว่ามี 100 อาจจะใช้ได้แค่ 10 แต่ซินธ์อย่าง mm6 ถึงแม้อาจจะมีเพียงแค่ 20 แต่หากใช้ได้ 15 มันก็คงจะทำอะไรได้เยอะกว่าและคุ้มค่ากว่าตัวแรกจริงมั้ยครับ

ส่วน ที่น่าผิดหวังที่สุดก็คงเป็นเรื่องของ Polyphony ที่ได้กล่าวไปแล้วว่าให้มาเพียงแค่ 32 เรื่องของวัสดุ พลาสติก การประกอบ ที่ดูจะเป็นรองคู่แข่งทั้ง X50 และ Juno-Di ส่วนที่ขาดไปอื่นๆ คืออาจจะไม่ได้จำเป็น แต่ถ้ามีแล้วจะดีมาก ก็อาจจะเป็นฟังก์ชั่น usb mp3, midi, aiff player เหมือนทางค่าย Roland ซึ่งเป็น feature ที่น่าจะเหมาะสมเลยสำหรับตลาดกลุ่มนี้ครับ
____________________________________________

เสียง ของ MM6: พอจะมีดี(ถึงแม้อาจจะสายไปหน่อย) แต่ไม่ลงตัว

ผม รู้สึกว่า Yamaha จะประเมินเสียงของ Motif Classic ซึ่งมีอายุจะครบ 10 ปีแล้ว (ณ ปี 2010) สูงไปหน่อยครับ อย่างที่บอกไปว่า ต่อให้ให้ waverom Motif Classic มาทั้งชุด ผมยังลังเลใจเลยว่ามันจะดีพอให้เจ้าmm6 ชนะคู่แข่งได้หรือเปล่า และในกรณีนี้ มันคือรวมฮิต Motif + PSR… แล้วจะเกิดอะไรขึ้น?


Piano: 6.5/10 Powergrand ครับ เสียงพระเอกของเจ้า mm6 ซึ่ง powergrand นี่ก็เป็นเสียงเปียโนพระเอกของ Motif Classic เช่นกัน ซึ่งมันเป็นเปียโนสไตล์ Typical Yamaha หรือ Yamaha ของแท้และดั้งเดิมเลยครับ มันเป็นเปียโนที่มีเสียงโดยรวม Bright ในทุกช่วง มีเสียงเบสที่ชัด เสียง mid ที่เด่น Hi ที่แหลมใส และเป็นเปียโนที่ใช้ได้กับเพลงแทบจะทุกแนว เล่นได้ดี แต่อย่าคาดหวังความเหมือนจากมันครับ เทียบกับคู่แข่งอย่าง X50 หรือ Juno-Di ก็เรียกได้ว่า.. แพ้ขาดไปแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็น X50 ที่ให้เสียง StereoPiano ff ที่ใช้ได้ดีมากๆใน band และ Juno-Di ที่เป็น 88 key multi-sampling grand ที่กินขาดเรื่องความสมจริง จริงอยู่ที่ PowerGrand ไม่ได้ห่วยเลย  แต่เมื่อโดนรุมโดยสองตัวนี้ ก็ต้องยอมรับว่าสู้ไม่ได้จริงๆครับ ส่วนเปียโนอื่นๆ ก็ เฉยๆเลยครับ ก็ออกแนวๆ Powergrand มาปรับโน่นนิดนี่หน่อยน่ะแหละ หลังจากเสียงที่ประมาณห้าหกเป็นต้นไป ก็เป็นพวก GM หมดแล้ว ซึ่งใช้ไม่ค่อยได้หรอกครับ (ยกเว้นเสียงชื่อ MIDI Grand ประมาณนี้ล่ะครับ ผมว่าเสียงนั้นใช้ accom เพลงยุค 80 90 ต้นๆได้ดีทีเดียวเลย)

EP:  7.5/10 ถึงแม้จะมี EP มาจาก Motif อยู่พอสมควร โดยเฉพาะที่เด่นๆเช่นพวก sweetness, Chorus EP แต่ฟีลมันไม่ได้เหมือน Motif ซักเท่าไหร่ครับ มันไม่ได้ชุ่มชื่นเหมือน Motif และไม่ได้เป็นเสียงที่สัมผัสได้ถึง “วิญญาณ” เหมือน Motif ถึงแม้ “เนื้อเสียง” มันคือ Motif Classic แต่ด้วย effects และ D/A Converter มันไม่ใช่ EP มันจึงอยู่ในระดับเสียงดีเฉยๆ ขาดความลึกเหมือน Motif ไปครับ

มีจุดนึงที่น่าชมเหมือนกับของ EP เครื่องนี้ คือมันมีเสียงบางเสียงที่ Motif ไม่มี เป็น Cool Voice! ของ PSR (แต่มีใน Motif XS) นั้นก็คือ Galaxy EP ซึ่งส่วนตัวผมชอบเสียงนี้มากกก (จินตนาการนะครับ เสียงสไตล์ DX7 เนี่ยล่ะ แต่บางแหลมจนไม่มีเนื้อ ชัด มีความฟุ้งๆอยู่ด้านหลัง) และ Suitcase EP, DX Modern EP ครับ

อย่าง ไรก็ตาม มันมีดีก็จริงในภาคของเสียง FM อย่าง DX Piano แต่ในด้านของ Rhodes และ Wurly นั้นยังขาดเสียง Rhodes และ Wurly ที่โดนจังๆอยู่ครับ (ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่า คนที่ใช้ mm6 ไม่น่าจะฝักใฝ่ในเสียงพวกนี้หรอก) โดยรวมแล้ว ในหมวดนี้ถือได้ว่าเจ้า mm6 พอจะฟัดเหวี่ยงได้กับคู่แข่งครับ อาจจะแอบดีกว่าเล็กๆด้วยซ้ำไป

Organ:  4/10 ไม่มีเข้าตาผมเลยครับ เล่นแล้วคิดถึง Organ แน่นๆดุ แบบของ Juno-Di หรือ Organ ชัดๆ แจ๊ดๆ บู๊ๆ ของ X50 คือใน mm6 นี้มันไม่มีออร์แกนที่พอจะเล่นกับ band ได้เลยคือมันจะออก บางๆ จมๆ แต่ balanced แนวๆ PSR นั่นล่ะครับ

Strings: 5/10 ก็น่าผิดหวังอีกเช่นกัน คือเสียง strings ที่เราใช้กันบ่อยที่สุด คือพวก strings ensemble ที่เป็น background อะไรแบบนี้มันไม่เป็น background จริงๆอ่ะสิครับ strings อย่างพวกเสียง Live! Orchestra มันจะออกไปทางเม็ดๆ และค่อนข้างสั้น ทำให้ใช้งานจริงไม่ค่อยจะได้เท่าไหร่นัก Strings หลายๆเสียงติด Vibrato แบบเอาออกไม่ได้เหมือน Motif เป๊ะเลยครับ

Brass: 7/10 จริงๆเสียงในหมวด brass ก็ค่อนข้างน่าผิดหวัง แต่โชคดี ที่ดันมีพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย นั่นคือเสียง Pop Brass ที่ให้ผมเดาได้เลยว่า เพลงไหนที่เจอเสียง Brass จะต้องมาลงที่ไอ้เสียง Pop Brass นี่หมดแน่ๆ มันเป็น Brass ที่ลงตัวระหว่างความเหมือนจริงกับความใช้ง่าย เล่นได้จริง cut เวลาอยู่ในวง คือถ้าเป็นใน Roland ก็จะเป็นเสียงประมาณ SC Brt Brass อย่างนั้นน่ะแหละครับ ส่วนพวก Synth Brass ก็มีเสียงฮิตๆที่มาจาก Motif มากันครบนะครับ เช่นพวก After 1984 ซึ่งเป็นเสียงที่ผมโคตรจะชอบเลย (อารมณ์ T-Square, Casiopea ประมาณนั้นล่ะครับ)

Wind: 8.5/10 อยากจะบอกว่าจริงๆแล้วผมไม่ค่อยชอบพวก flute, saxes บน Motif Classic ซักเท่าไหร่หรอกครับ แต่ใน mm6 มันดันมีพวก Sweet! Flute, Sweet! Panflute, Sweet! Tenor, Sweet! Soprano จากพวก PSR มา ซึ่งผมชอบเสียงชุดนี้เอาซะมากๆเลย คือพวกนี้มันเป็น wind ที่เหมือนนะครับ แต่บางจ๋อย แต่ก็เพราะไอ้ความบางจ๋อยอีกนี่ล่ะ ทำให้มันไปอยู่เพลงไหนก็ฟังดูดีไปหมด เข้ากับใครเค้าก็ได้ แล้วมันเป็นเสียงที่เล่นง่ายด้วยครับ ไม่ต้องใช้ mod wheel เก่งๆ เข้าใจ sax ลึกๆ ก็สามารถที่จะเล่นแซ็กออกมาดูดีได้ ลองใช้เสียง Sweet! Soprano เล่นเพลงพวก Kenny G ดู แล้วเปิดเบาๆ รับรอบ มีเคลิ้มได้เลยครับ สำหรับเสียงหมวดนี้ผมให้คะแนนดีกว่า Motif classic อีกครับ (และให้คะแนนดีกว่าทั้ง X50 และ Juno Di - ตอนยังไม่แต่ง ด้วย)

Guitars: 7/10 พวก Steel กับ Nylon นี่โอเคเลยนะครับ โดยเฉพาะ Steel ที่มีเสียง Live! Steel จาก PSR ที่ Motif ไม่มี แถมหลายๆเสียงยังจะมี Mega Voice เหมือนใน Motif มาให้อีก ไอ้ Mega Voice นี่อย่าล้อเล่นกับมันไป มันสามารถใช้งานได้จริงนะครับ เวลาจะหากีต้าร์ไปใส่ในเพลง เพราะด้วย pattern การเล่นที่สามารถปรับเปลี่ยนได้หลากหลาย tempo ที่เราสามารถคุมได้ ทำให้เวลาเราใช้งานคล่องๆแล้ว สามารถอัด pattern กีต้าร์ตรงนี้ไปตัดแปะได้อย่างไม่อยากเย็นอะไรเลยครับ อีกอย่าง Mega Voice ตัวนี้มันจะช่วยทำให้เราเล่นอะไรที่โดยทั่วไปเราจะไม่มีวันเล่นได้ เช่นการ strum กีต้าร์บนคีย์บอร์ด ที่ทำยังงัยก็ไม่เหมือน แต่สำหรับ Mega Voice เพียงแค่กดคอร์ด ก็จบเลยครับ... เอ ฟังดูเหมือนจะดี แต่ทำไมได้แค่ 7? ก็เพราะผมหาพวก overdriven, distortion guitars ดีๆไม่เจอเลยน่ะสิครับ ซึ่งพวกนี้ส่วนตัวแล้ว ผมว่าก็มีโอกาสได้ใช้มันอยู่เรื่อยๆเหมือนกันนะ
เอา เข้าจริงๆ ผมว่าเสียงทั้ง Nylon, steel และ electric ในทั้ง X50 และ Juno-Di ทำได้ดีกว่าทั้งหมดนะครับ เพียงแต่ว่ามันไม่มี Mega Voice ที่ทำให้การเล่นกีต้าร์สนุกขึ้นเป็นหลายสิบหลายร้อยเท่าเลยทีเดียว

Synth Lead/Pad: 2/10  ถูกครับ สองเต็มสิบ และนี่คือคะแนนอย่างปราณีที่สุดแล้วนะครับ เนื่องมาจากเสียง solo ของมันที่ออกมาอย่างไม่ดูตาม้าตาเรือเลยว่าคู่แข่งเค้าไปถึงไหนกันแล้ว เสียง solo ออกแนว ตุ๊ด มากกกกกกกก เลยครับ คือผมไม่รู้จะพูดงัยดีเลยอ่ะครับ มันไร้ซึ่งความดุดัน พลัง อย่างสิ้นเชิง ชนิดที่เรียกว่า ขอไม่โซโล่ดีกว่าถ้าต้องมาเจอเสียงโซโล่แบบนี้  ข้ามๆเสียงหมวดนี้ไปได้เลยครับ
____________________________________________

สรุป: ถ้ายังอยากไปได้ดีกับซินธ์ Entry-Level ต้องทำการบ้านมามากกว่านี้

หาก mm6 ออกมายุคเดียวกับ S03 เพื่อมาแข่งกับ X5D และ Juno D ผมจะไม่ว่าซักคำเลยครับ แต่ในนาทีนี้คู่แข่งเค้าไปถึงไหนต่อไหนแล้ว Yamaha จะมาจับเอา PSR มาใส่เสียง Motif Classic บางส่วนเข้าไป แล้วมาโฆษณาว่าตัวเล็ก แต่เสียง Motif แล้วเรียกมันว่า Mini Mo ไม่ได้แล้วครับ จริงอยู่ครับที่  mm6 เป็น product ที่มีเอกลักษณ์ มีแนวทางที่เป็นของตัวเองอย่างชัดเจน แต่นั่นไม่ใช่คำตอบครับ การที่มีเอกลักษณ์และแนวทางที่ชัดเจนเป็นเรื่องดี แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่าอะไรที่ควรจะต้องมี เพื่อ match กับคู่แข่ง ก็จะต้องมีให้ครบถ้วนด้วยเช่นกัน ในนาทีนี้ผมกล้าพูดเลยว่า mm6 อาจจะมีอนาคตเฉพาะกับกลุ่ม Beginner ที่พึ่งจะซื้อซินธ์ครั้งแรก ต้องการซินธ์ที่ใช้ง่าย เข้าใจได้ง่าย เล่นสนุก ไม่ยาก เพียงเท่านั้น ในขณะที่ผมเชื่อเหลือเกินว่าทั้ง X50 และ Juno-Di สามารถตอบโจทย์ได้ไปอีกขั้น นั่นก็คือการตอบโจทย์มือโปรที่ต้องการซินธ์อีกตัวเอาไว้แบกไปแบกมาไม่หนัก มากได้อย่างดีในระดับหนึ่งทีเดียว เนื่องจากตัวสินค้าเองที่เสียงใกล้เคียงรุ่นกลางและไม่ได้หนีรุ่นใหญ่ซัก เท่าไหร่เลย.... Yamaha ครับ… รอไม่ได้แล้วนะครับ

ไม่บ่อยครั้งนัก ที่ผมจะฟันธงลงไปเต็มๆว่า ตัวนั้น ดีกว่าตัวนี้ เพราะผมเชื่อเสมอว่า ซินธ์ในแต่ละตัวมันจะมีข้อดีข้อเสียจุดแข็งจุดอ่อนที่แตกต่างกัน จนไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันตรงๆได้ แต่สำหรับ mm6 ผมคงจะต้องบอกว่า ผมรู้สึกอย่างชัดเจนว่ามันถูกคู่แข่งทิ้งห่างไปเป็นช่วงตัวแล้ว ฉะนั้น Yamaha อาจจะต้องการทำการบ้านหนักซะหน่อยในการส่งซินธ์รุ่นล่างตัวถัดไปเข้าแข่งขัน ครับ

ท้ายที่สุดนี้ การที่ผมไม่ค่อยปิ๊งเจ้า mm6 ไม่ได้หมายความว่าท่านควรไม่ชอบด้วยนะครับ ถ้าชอบ ก็ซื้อเลยครับ กฎง่ายๆมีอยู่เพียงเท่านี้ เชื่อในความรู้สึกตัวเอง ไม่ต้องมาเชื่อผมครับ  ถ้าท่านชอบในความง่ายของมัน ชอบเสียงแนว Motif ชอบ Pattern Mode ของมัน ก็ไม่มีเหตุผล ที่ท่านจะต้องปฏิเสธมัน จริงมั้ยครับ?

__________________________________________________________________________

Specifications:

Keyboards
MM6 61 keys (Initial touch)

Tone Generator block
Tone Generator AWM2
Polyphony 32 notes
Multi Timbral Capacity 16 parts
Wave 70MB (when converted to 16-bit linear format)
Voice Preset: 418 normal voices + 22 drum kits
GM: 128 normal voices + 1 drum kit
Performance 8 banks x 8
Effect System Reverb x 25 types, Chorus x 30 types, Variation x 189 types
Master Equalizer 5 types

Sequencer block
Note Resolution 96 ppq (parts per quarter note)
Tempo 11–280
Recording type Real time replace
Tracks 8 + 8 (Pattern track)
Patterns 168 patterns (x 4 sections)
Songs Preset: 3 songs User: 5 songs USB: 400 songs maximum
Arpeggio Preset x 213 types

Others
Connectors OUTPUT L/MONO, R (standard phone jack), PHONES
(standard stereo phone jack), FOOT CONTROLLER, SUSTAIN,
MIDI IN/OUT, USB (TO HOST, TO DEVICE), DC INLET
Power Consumption 12W
Dimensions, Weight 948.5(W) x 374.2(D) x 122.8(H) mm, 5.0kg
Specifications and appearance subject to change without notice.

******************************************************************************************

***** จบเนื้อหาแล้วนะครับ ขอบคุณรีวิวดีๆจาก Showpan อีกครั้งครับ ******

Comments (0)
Only registered users can write comments!
 
Login - Register
Facebook