รู้จักกับโหมดและการสร้างเสียงของคีย์บอร์ด
บางครั้งเราอาจสงสัยว่าในการเล่นเสียงต่างๆจากคีย์บอร์ดของเรานั้น แหล่งกำเนิดเสียงในโหมดต่างๆมีความแตกต่างกันอย่างไร และความแตกต่างระหว่างชื่อเรียกของโหมดของแต่ละยี่ห้อมีนัยสำคัญอะไรหรือไม่ บทความนี้ จะแนะนำให้ท่านได้เข้าใจถึงโครงสร้างการกำเนิดเสียงของคีย์บอร์ดสมัยใหม่ ทั้งในรูปแบบ Synthesizer และ Workstation
โดยปกติสำหรับคีย์บอร์ดสมัยใหม่ จะมีโหมดการแต่งเสียงและเล่นเสียงอยู่สองแบบใหญ่ๆ คือแบบเฉพาะเจาะจงไปที่เสียงใดเสียงหนึ่ง เช่น เปียโน ออร์แกน และรูปแบบที่ใช้การแบ่งเสียง (Split) หรือซ้อนเสียง (Layer) ความสามารถในการปรับแต่งและคุณภาพของเสียงมักขึ้นอยู่กับระดับ (และราคา) ของอุปกรณ์
สำหรับในแบบเฉพาะเจาะจง เรามีชื่อเรียกว่า Voice, Patch, Program ตามแต่ผู้ผลิตจะเรียก แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือการใช้เสียงจากเนื้อเสียงใน ROM (เช่น Sine Wave, Saw Wave, Siren, SynString) ซึ่งจะเป็น Waveform, Sample หรือ Multisample ก็ได้ อย่างใน Yamaha Motif ก็จะเรียกเสียงที่ประกอบกันเหล่านี้เป็น Element โดย 1 Voice บรรจุได้ 8 Elements ทางด้าน Korg เช่นในตระกูล Triton แบ่งโดยใช้เป็น OSC1 กับ OSC2 ซึ่งแต่ละ OSC สามารถใส่เนื้อเสียงได้ 2-4 เสียง และ Roland จะบรรจุ 4 Tone ได้ใน 1 Patch จะสังเกตได้ว่าแต่ละยี่ห้อก็จะมีวิธีการใช้เสียงจาก ROM ไม่เหมือนกัน
![[Image: yamvoiceyj1.jpg]](http://img110.imageshack.us/img110/8360/yamvoiceyj1.jpg)
Figure 1: Yamaha Motif Voice Structure การสร้างเสียงจะเริ่มด้วยการประกอบเนื้อเสียงเข้าด้วยกัน และวิ่งผ่าน IFX A/B โดยแยก Chorus/Reverb ออกต่างหาก (อันเป็นที่เข้าใจกันว่าสองสิ่งนี้เป็น FX ที่ใช้กันแทบทุกเสียงอยู่แล้ว) จากนั้นผ่าน MFX/MEQ
![[Image: fantomvoicekb0.jpg]](http://img186.imageshack.us/img186/5191/fantomvoicekb0.jpg)
Figure 2: Roland Fantom Patch Structure ในตระกูล Fantom แต่ละเนื้อเสียงสามารถใช้อัลกอริธึมของ Roland ได้แยกจากกัน และก็จะวิ่งผ่านระบบ IFX คล้ายๆกับของ Yamaha Motif
หลังจากเลือกเนื้อเสียงแล้ว แต่ละรุ่นก็จะมีกระบวนการของการปรับแต่งเสียงในขั้นตอนต่างๆ อาทิ Modulation, Pitch Envelope, Filter, Gain แล้วแต่โครงสร้างของแต่ละผู้ผลิต ระหว่างนี้ ก็จะมีกระบวนการควบคุม Controller ต่างๆ การใช้คีย์และปุ่มปรับแต่ง อาจสามารถ Split หรือ Layer ได้บ้าง ตามจำนวนเสียงที่เรามี และปิดท้ายด้วย Insert Effect และ Master Effect ทั้งหมดนี้ ทำให้เราได้ยินเสียง ต่างๆในโหมดนี้ ซึ่งความซับซ้อน ก็จะถูกจำกัดอยู่ตามจำนวน "เนื้อเสียง" ที่เราใส่ได้ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นใจความสำคัญของคีย์บอร์ด เพราะเสียงทั้งหมดเกิดขึ้นเริ่มต้นจากที่นี้ หากมีความเข้าใจก็จะสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ แต่ละยี่ห้อก็จะมีวิธีการจัดการเสียงเป็นของตนเอง โดยมีเทคนิคหรือวิธีการที่แตกต่างกันและเป็นเอกลักษณ์
ในโหมดนี้ เราสามารถกำหนดลักษณะของเสียงได้ค่อนข้างละเอียดถึงระดับ OSC, Waveform และลักษณะของ Envelope ต่อ Filter และ Amplify เพื่อออกแบบ character ของเสียง ซึ่งจะแตกต่างจากโหมดต่อไปที่เราจะปรับแต่งได้ในภาพรวมว่าเสียงอะไรควรจะอยู่ตรงไหน อย่างไร ดังหรือเบา และส่วนใหญ่ถูกนำไปปรับใช้กับการสร้างเสียงใหม่ๆ และการเล่นแสดงสด
![[Image: phd0-1.gif]](http://www.karma-lab.com/oasys/oimages/oshots/phd/phd0-1.gif)
Figure 3: Program Mode illustrates two OSC with tweak การปรับแต่งของ Korg ใช้เสียงจาก OSC1/OSC2 โดยสามารถเลือกเนื้อเสียงได้ 1-4 เสียง ซึ่งจะใช้หลักการแบบ Low/High (Multi)Sample และแยก Filter, Amp ออกจากกัน จากนั้นวิ่งผ่านระบบ IFX แบบ Matrix
รูปแบบต่อมาก็คือ การผสมเสียงต่างๆที่เราได้ทำไว้แล้วใน Voice, Patch, Program ให้กลายเป็นเสียงใหม่ การประกอบกันหลายๆเสียงเพื่อความสะดวกในการเล่นสด ความต้องการให้ไฟล์ Midi เล่นผ่านชุดของเสียงต่างๆ หรือต้องการเล่นผ่าน Appregiator ที่ประกอบด้วยจังหวะกลองหรือเบสคลอด้านหลัง สรุปอย่างง่ายคือ โหมดที่ทำให้เราสามารถเล่น Voice ได้หลายๆเสียงพร้อมๆกัน
![[Image: yamperfax2.jpg]](http://img232.imageshack.us/img232/6324/yamperfax2.jpg)
Figure 4: Yamaha Motif Perform Structure สังเกตว่าในโหมดนี้ การดึงเสียงมาใช้นั้นจะดึง IFX A/B มาด้วย แต่ใช้ Reverb/Chorus และ MFX/MEQ แยกกันต่างหาก
Yamaha เรียกโหมดนี้ว่า Perform โดยคุณสามารถใส่ Voice ได้ 4 เสียง แต่การมี Voice 4 เสียงไม่ได้แปลว่า คุณจะเล่นได้ "แค่" 4 เสียงเท่านั้น เพราะถ้ามองลึกไปกว่านั้น Voice มันประกอบด้วย 8 Elements สำหรับ Yamaha แล้ว ระบบ Insertion Effect จะถูกดึงมาจาก Voice Mode เลย และจะมีส่วน Reverb, Chorus, MFX แยกต่างหาก ลักษณะจะคล้ายๆกับ Roland แต่ Roland สามารถใส่ได้ถึง 16 Patch ต่อ 1 Perform สำหรับใน Korg เราเรียกว่า Combi ซึ่งหลักการก็คล้ายคลึงกัน แต่ระบบ IFX จะไม่ถูกดึงมาจาก Program ต้อง Route ใหม่ สำหรับ Korg รุ่นทั่วไปจะใส่ได้ 8 Program และรุ่นใหญ่มากแบบ Oasys จะสามารถดึงได้ถึง 16 Program
สำหรับระบบ Insertion Effect นั้น เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างเสียงให้มีชีวิตชีวาและสมจริง ในคีย์บอร์ดรุ่นเล็กจะมีความสามารถทางด้านการใช้ IFX น้อยกว่า ทำให้เสียงอาจไม่เพราะเท่ารุ่นใหญ่ และในโหมดนี้ เราสามารถใช้คุณสมบัติเราสามารถควบคุมเสียงจาก Sound Module ภายนอกได้ด้วย ส่วนใหญ่แล้วในโหมดนี้คีย์บอร์ดจะมีความสามารถในการใช้ประโยช์จากช่องสัญญาณ Midi ที่แตกต่างกัน และทำหน้าที่เป็น Master Controller ได้
![[Image: cmb0-1.gif]](http://www.karma-lab.com/oasys/oimages/oshots/cmb/cmb0-1.gif)
Figure 5: Oasys 16 Part Combination Mode ตัวอย่่างของ Oasys ที่ใส่เสียงได้ถึง 16 เสียงโดยสามารถเลือกปรับการแพนและความดังเบาได้อิสระ โดยการตั้งค่าบางส่วนจะมาจากโหมด Prog และการตั้งค่าบางส่วนจะสามารถกำหนดใหม่ได้ใน Combi โดยไม่มีผลกระทบกับ Prog รวมถึง IFX ด้วย
ความแตกต่างของ Perform กับ Combi ก็คือ Perform ของ Roland นั้นมีนัยสำคัญว่าสามารถรองรับการเล่นไฟล์ MIDI ได้เลย แต่ Korg จะมี Mode Sequencer หรือ Song Play แยกออกมาต่างหาก เหมือนกับ Yamaha ที่ Perform Mode ใส่ได้แค่ 4 Voice ก็จะมี Sequencer Mode (Song/Pattern) โดยส่วนตัวแล้ว Combi ของ Korg น่าจะเทียบได้กับ Master Mode ของ Yamaha
หากสรุปแค่นี้ก็จะดูเหมือนว่า ทุกรุ่นทำงานเหมือนกัน อันที่จริงแล้ว นอกจากความแตกต่างที่เราต้องเจอในเรื่องของ Structure และ Topology ที่เสียงเดินทางผ่านส่วนต่างๆ และกลไลที่ออกแบบมาโดยผู้ผลิตแต่ละยี่ห้อ เช่น AMS, Pitch EG, TVF, TVA, Structure Type ยังมีวิธีการดึงเสียงมาใส่ใน Perform, Combi ที่แตกต่างกันด้วย บางยี่ห้อ โหมดรวมเสียงแบบนี้ จะแบ่งการตั้งค่าและปรับแต่งเกือบทั้งหมด ออกจากโหมดเสียงเดี่ยว แปลว่าคุณสามารถแก้ไขพารามีเตอร์ต่างๆได้ โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาไปแก้ใน โหมดเสียงเดี่ยว แล้วค่อยกลับมาทำงานในอีกโหมดหนึ่ง และลดจำนวนเสียงซ้ำๆที่คุณต้องเซฟเพิ่ม ในกรณีที่คุณยังชอบเสียงเดิมอยู่แต่ก็อยากได้เสียงที่แตกต่างไปเพียงนิดเดียว คีย์บอร์ดแต่ละรุ่นอาจมีโหมดอื่นๆที่ใช้ชื่อแตกต่างจากนี้ไปอีก แต่ในโดยหลักการแล้ว ก็จะไม่พ้นการใช้เสียงเดียว หรือหลายๆเสียง เช่น Roland Fantom-G ใช้ชื่อเรียกเป็น Patch (Single Mode) และ Live Mode
![[Image: cmb3-5.gif]](http://www.karma-lab.com/oasys/oimages/oshots/cmb/cmb3-5.gif)
Figure 6: Split/Layer/Zones in Combi Mode คีย์บอร์ดระดับโปรสามารถกำหนดการแบ่ง การซ้อน และน้ำหนักได้อย่างอิสระ ใน Korg จะมี Slope ซึ่งใช้สำหรับ ไล่เสียงในจำนวนคีย์ที่ต้องการ
เพื่อให้เห็นภาพในการใช้งานจริง ยกตัวอย่างว่า เราต้องการสร้างเสียง Orchestra เพื่อใช้เล่นสด เราเริ่มด้วยรวมเสียง Flute, Choir, Brass Section, String, Synth String, Viola, Violin, Cello, Timpani, Chimes, Voice, Pad ทั้งหมด 12 เสียง ใส่ไว้ใน Combi หรือ Perform โดยเรียงไปตามสล็อตต่างๆ เนื่องจากไม่อยากให้ Timpani ดังไปตลอดทั่วทุกคีย์ (เพราะตามธรรมชาติของ timpani ก็จะไม่ได้เล่นเสียงที่สูงมาก) เราจำเป็นต้อง Layer, Split ให้มันดังเฉพาะ 2 ออคเทฟแรกของคีย์บอร์ด หากพบว่าคีย์ 2 ออกเทฟแรกต่ำไปอาจจะต้องปรับ Pitch ให้มันยังคงเสียง Timpani อยู่อย่างเป็นธรรมชาติ และปรับให้มันดังเฉพาะเวลาที่กระแทกลิ่มเท่านั้น โดยปรับ Velocity Switching ไว้สัก 110
เราไม่อยากให้ Chimes ดังตลอดเวลา ก็จะ Assign ไว้ที่คีย์ใดคีย์หนึ่ง ในกรณีนี้ก็จะเป็น A0 อย่างเดียว อย่าลืมว่าเราต้องปรับ Pitch ของมันด้วย เนื่องจากถ้าเราเล่น A0 เสียงของ chimes มันจะฟังไม่รู้เรื่อง จากนั้นปรับพวก Level, Pan ให้เสียงสมดุลและสร้างมิติของความเป็นสเตริโอ เราสามารถเลือกใส่ EQ ให้เฉพาะ Flute และวาง Flute ไว้ที่ Octave สุดท้ายเพื่อการโซโล ปรับแต่ง Detune พวก Viola, Violin นิดหน่อยเพื่อให้เกิดความหนาของเสียง และให้เล่นได้แค่ C3-C5 และปรับ Pitch ของ Choir ลง เพื่อเวลาเล่นโน้ตสูง เสียงจะไม่ดูเพี้ยนแปลก ฯลฯ
เมื่อเสร็จแล้ว Route IFX ต่างๆ เช่น Chimes ให้เป็น Autopan อยากให้ Choir, Pad มี Reverb ที่ Wet มากกว่าพวก เครื่องสายที่อยู่ด้านหน้า ฯลฯ โดยการปรับแต่งตามตัวอย่างทั้งหมดนี้ บางยี่ห้อต้องสลับไปมาระหว่างสองโหมด และบางยี่ห้อสามารถปรับเสียงได้เลย โดยที่ไม่มีผลต่อกัน
กล่าวโดยสรุป ในโหมด Voice, Patch, Program คุณสามารถ ออกแบบเสียงโดยดึงจาก waveform, waverom หรือ synthersizer engine ต่างๆที่มีในเครื่อง โดยความซับซ้อนอาจเป็นแค่ 2-8 Elements ตัวอย่างเช่น เสียงกีต้าร์ อาจประกอบด้วย เวฟฟอร์มหรือเวฟรอมเสียง Jazz Guitar, Fret Noise, Guitar Harmonic, Detuned Jazz Guitar, Mute Guitar ทั้งหมด 6 เสียง และปรุงแต่งให้แต่ละเสียง ออกมาตาม Expression ที่เราต้องการ
เมื่อได้เสียงต่างๆแล้ว เราสามารถนำมาเรียงกันในโหมด Combi, Perform เพื่อสร้างเสียงที่หนาขึ้น ซับซ้อนขึ้น หรือแปลกใหม่ เช่น เรียง Bells, Voice, Chior, String, Brass, Timpani (ซึ่งเสียงเหล่านี้ นำมาจาก Voice, Patch, Program) โดยใช้เทคนิค Spilt, Layer, Velocity Switching ฯลฯ เพื่อเล่นเสียง ธีมหนัง Film Noir หรือ เรียงเสียง กลอง กีต้าร์ เบส และสตริง 4 แทรก สำหรับ เล่นไฟล์ MIDI
ความสามารถของคุณสมบัติเหล่านี้อาจมีมากหรือน้อยไปตามรุ่นและระดับของคีย์บอร์ด สาระสำคัญคือทำความเข้าใจการสร้างเสียงและคุณสมบัติประกอบซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจโลกของเสียงสังเคราะห์และใช้ประโยชน์ได้สูงสุด...


เจ๋งเป้ง