"Unisono - Portamento" คำสั่งน่าใช้ใน Kontakt

"Unisono - Portamento" คำสั่งน่าใช้ใน Kontakt

ฟังก์ชันนี้มีประโยชน์มาก ในการเล่นเสียงโซโล่ บนคีย์บอร์ด
โดยเฉพาะการเล่นเสียงเครื่องเป่าชนิดต่าง ๆ จะช่วยให้เสียงฟังแล้วสมจริง
มากขึ้นครับ

โดยธรรมชาติของผู้เล่นเครื่องดนตรีตระกูลคีย์บอร์ด
เวลาเล่นโน้ตในประโยคที่เป็น Legato (เล่นให้เสียงต่อเนื่องกัน โดยไม่ขาด
กลางประโยค) ธรรมชาติของนิ้วเรา มักจะกดคีย์โน้ตต่อไปลงไป ก่อนที่จะ
ถอนนิ้วจากโน้ตตัวก่อนหน้าออกอยู่แล้ว

เพื่อให้เห็นภาพ โน้ตที่เกิดจากการอัดสด เมื่อมาเปิดหน้า Piano Roll ดู
มักจะเป็นคล้าย ๆ อย่างนี้ครับ

รูปที่ 0
[รูปที่ 0]

จะเห็นว่า มีช่วงเวลาสั้น ๆ ที่มีเสียงขี่กันอยู่ ระหว่างโน้ตสองตัว
(ผมลากเส้นสีชมพูไว้ให้ดู)

ซึ่งมันผิดจากธรรมชาติของเครื่องเป่า ที่สามารถเล่นโน้ตได้ครั้งละ 1 เสียงเท่านั้น
ในขณะเวลาหนึ่ง ๆ ....ดังนั้น รายละเอียดเล็ก ๆ ตรงนี้
หากแก้ได้ จะทำให้เสียงเครื่องเป่าเราสมจริงมากขึ้นครับ

......ใน Kontakt ปัญหานี้แก้ได้ ด้วยคำสั่ง Unisono - Portamento นั่นเองครับ



เริ่มจากอันดับแรก โหลดเสียง Instrument ที่จะใช้ ขึ้นมาก่อนครับ

(ในที่นี้ยกตัวอย่าง West Gate Studios Clarinet)


แล้วกดที่ปุ่ม Instrument Edit

รูปที่ 1
[รูปที่ 1]


แล้วกดที่ปุ่ม Script Editor จะเห็นว่า ใน Instrument หนึ่ง เราสมารถใส่ Script ได้ 5 ช่อง
ซึ่งในกรณีนี้ เสียงของบางค่ายจะมีเขียน Script มาให้แล้วในตัวครับ ถ้าเขียนเกี่ยวกับ
Unisono - Portamento ไว้อยู่แล้ว ก็ไม่ต้อไปเพิ่มอีก เดี๋ยวจะมีปัญหาครับ
หรือถ้ายังไม่มี ก็ให้หาช่องที่ว่างอยู่ แล้วเพิ่ม Script นี้เข้าไป

รูปที่ 2
[รูปที่ 2]

เลือกที่ Preset -> factory -> Performance -> Unisono - Portamento

รูปที่ 3
[รูปที่ 3]


ในที่นี้ ผมขออธิบายไปทุกคำสั่งเลยแล้วกันครับ

รูปที่ 4
[รูปที่ 4]

1. Mono Mode
1.1 Mono Mode จะปรับได้ Off/On/Legato
Off คือ เล่นได้หลายโน้ตพร้อมกัน (เหมือนปกติทั่วไป)
On คือ เล่นได้ครั้งละหนึ่งโน้ต ในกรณีที่กดโน้ตใหม่ลงไปแล้ว จะตัดเสียงโน้ตก่อนหน้าทิ้ง
Legato คล้าย ๆ On แต่จะต่างตรงที่ จะดัน Pitch ของโน้ตเดิม ให้ไปเป็นโน้ตใหม่แทน
ซึ่งตรงจุดนี้ หากเล่นคู่เสียงที่ไกลกันมาก ๆ จะทำให้เสียงเป็นของอีก Range หนึ่ง
อาจจะฟังแปร่ง ๆ ไม่สมจริง
*ตรงนี้สูตรผมแนะนำให้ปรับเป็น On ครับ

1.2 Note Priority ปรับได้ Last Note/Next Note/Low Note/High Note
ก็คือ หากเรากดหลายโน้ตในเวลาเกือบพร้อมกัน จะให้เสียงเป็นโน้ตตัวไหน
ขออธิบายแค่ 2 ตัวที่ใช้บ่อย ๆ ครับ
Last Note ก็คือ ให้เป็นเสียงโน้ตตัวหลังสุด (ปกติมักจะใช้อันนี้ ในกรณีเล่น Solo เสียงเดียว)
High Note คือ ให้เป็นเสียงโน้ตตัวที่สูงที่สุด (ตัวนี้จะใช้ในกรณี เราผสม 2 เสียง
เสียงหนึ่งเป็น Lead หนา ๆ ก็ให้ปรับค่านี้เอาไว้ อีกเสียงเป็นเสียงที่บางกว่า แล้วเราเล่น
Block เป็นคอร์ด โดยให้โน้ตที่ต้องการ solo อยู่บนสุดเสมอ เราก็จะได้ เสียง Lead ของโน้ตตัวบนครับ)
เพราะว่า ถ้าเราปรับเป็น Last Note แล้วมือเราเล่นไม่สม่ำเสมอ เสียงก็จะออก บนที ล่างที
ทำให้คุมไม่ได้ครับ (งงไหมหว่า??)

2. Portamento
2.1 คำสั่งนี้มีไว้ทำเสียงเอื้อนเมื่อเราเล่นโน้ตในประโยคที่เป็น Legato
เช่น เมื่อกดโน้ต โด แล้วกด เร เสียงจะค่อย ๆ bend (เลื่อน) ไปหาเรครับ
ก็จะปรับได้ Off/On/Auto
On กับ Auto ต่างที่ On แม้จะไม่ได้เล่น Legato แล้ว แต่เสียงมันก็ยังจะเลื่อนอยู่
ส่วน Auto จะเป็น Portamento เฉพาะเวลาเล่น Legato ครับ
ถ้าจะปรับ ก็แนะนำ Auto มากกว่า

*คำสั่งนี้ แนะนำให้ใช้กับ Synth Lead เท่านั้น จะเป็นเสน่ห์ในการโซโล่อย่างมาก
(ลองดูการโซโล่ของลุง Jordan Rudess ครับ)
แต่อย่าไปใช้กับเครื่อง Acoustic จะฟังแล้วตลกมากกว่า

2.2 Time ก็คือ จะให้เสียงที่เลื่อนนั้น ช้า เร็ว แค่ไหน ยิ่งมาก จะยิ่งเลื่อนช้าครับ


3. Unisono
3.1 คือทำเสียงเดียว ให้หนาขึ้น (เหมือนเอาเสียงมันเองมาซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น)
ปรับได้ตั้งแต่ 1 ชั้น (ค่าปกติ) ถึง 8 ชั้นครับ

3.2 และ 3.3 Detune และ Spread ก็คือ เมื่อมีเสียงเดียวกัน มาซ้อนกันเยอะ ๆ อาจจะเกิดความถี่เสริมกัน
มากเกินไป ก็ให้ปรับเพิ่มค่าทั้งสองนี้เล็กน้อย เสียงจะดูกว้างขึ้น ไม่เป็นก้อนมากไปครับ

*ปกติผมไม่ค่อยได้ใช้คำสั่งนี้ นะ

"ซึ่ง ในที่นี้ หากเป็นเสียงเครื่องเป่า ก็เปิดแค่ Mono Mode On พอแล้วครับ"

แล้วกดเข้าไปที่ Expert ต่อ เพื่อปรับเพิ่มเติม

รูปที่ 5
[รูปที่ 5]

Expert

คำสั่งในนี้ (ขอละไว้ในฐานที่ไม่เข้าใจ) แล้วกันครับ ถ้าเป็น Expert แล้วคิดว่าน่าจะศึกษาเองได้ไม่ยาก

จะให้สนใจแค่ Fade Out Time กับ Fade In Time ครับ

คือ เมื่อเราเปิด Mono Mode แล้ว โน้ตส่วนที่ขี่กันอยู่ จะถูกตัดเสียงไปหาโน้ตตัวหลังแบบทื่อ มาก ๆ
ทำให้ฟังแล้วเหมือนคอมพิวเตอร์ ยังไม่สมจริง จึงต้องเข้ามาเพิ่มค่าในส่วนนี้
เพื่อให้เสียงโน้ตกลืนกันอีกสักเล็กน้อยครับ

ซึ่งสูตรส่วนตัว ผมจะปรับแค่ Fade Out ไว้ที่ 0.02-0.03 วินาที (20-30 มิลลิวินาที)
เสียงก็จะเนียนขึ้นมาแล้วครับ

ส่วน Fade In ไม่ปรับ เพราะทำให้ตอบสนองการเล่นช้าลงครับ

(ส่วนใครลองแล้วพบสูตรส่วนตัวที่ต่างจากผม ก็ตามสะดวกครับ หรือจะมาเขียนบอกกันก็ดีครับ)


เท่านี้ คงทำให้เสียงโซโล่ของเพื่อน ๆ สมาชิก มีความสมจริงมากขึ้น (อีกนิดนึง) แล้วครับ

Comments (3)
  • grafiti43  - +10 ไปเลย

    จัดมาอีกครับ เยี่ยมมาก

  • tanjaree

    เอาอีก ๆๆๆๆๆๆ....... :love: :love: :love:

  • wisnu32

    เอาอีกครับ ความรู้นี่บริโภคเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มครับ :D :D

Only registered users can write comments!
 
Login - Register
Facebook