Yamaha Motif XS6 น่าจับจองจริงหรือ?
Yamaha Motif XS6 รีวิว
เรือรบลำใหม่มาประจำการหลายวันแล้วครับ พร้อม HS50 แต่ไม่มีสาย phone เหลือที่บ้าน เลยต้องรอหาซื้อให้เรียบร้อยก่อน
วัสดุภายนอก
ทำได้ดีมากครับ คีย์มีความ firm ดี ช่วง aftertouch นุ่มนวลกว่า ไม่มีความรู้สึกเป็นสองจังหวะแบบ Roland ตัวถังภายนอกเป็นโลหะเกือบทั้งหมดยกเว้นส่วน pitch bend, mod wheel ด้านซ้ายที่เป็นพลาสติก ตัวงานสวยครับ ด้านข้างมีร่องสำหรับยกคีย์บอร์ดได้ง่าย ตัว knobs และ slider ทำจากยางคุณภาพดีครับ ความรู้สึกของ slider มีแรงต้านพอควร ไม่หลวมเกินไป ตัว knob ก็มีแรงต้านพอเหมาะ นอกเหนือจากนั้นการจัดวางตำแหน่งคีย์ต่างๆเหมือนหรือคล้ายๆกับในรุ่นพี่ครับ
จากด้านหน้าจะสังเกตุได้ว่าหน้าจอจะกว้างขึ้น ดูดี มีปุ่มปรับ contrast อยู่ด้านหลังจอในตำแหน่งที่ถ้าเอื้อมมือขวาแบบหลับหูหลับตาไปสัมผัสก็จะเจอพอดี ส่วนแผงด้านหลังหรือ connector ก็มี label อยู่ในระดับที่เราเอื้อมไปมองพอดี connector ก็มาตรฐานตามปกติครับ ขาดแค่ port firewire 400 ที่มีในรุ่น top เท่านั้น
เปิดลองเลย
ตัว Motif XS 6 จะมาพร้อม manual 3 เล่ม แผ่น cubase AI4 DVD (ตรงนี้ยังไม่ได้ลองนะครับเพราะ macbook harddisk เสียอยู่) แล้วก็สายไฟ 1 เส้น เสียบสายเสร็จก็เปิดเลย
ระยะเวลาในการ startup ค่อนข้างนานครับ เกือบนาที ซึ่งเดี๋ยวนี้คีย์บอร์ดรุ่นใหม่เป็นอย่างนี้กันหมด ถ้าจำไม่ผิดเคยมีคนบอกใน motifator ว่าใช้ linux เป็น OS นะครับ แต่ยังไม่ confirm ครับ สิ่งหนึ่งที่หายไป และผมว่า Yamaha ตัดสินใจถูกคือ ช่อง media ครับ ที่แต่ก่อนจะมี smartmedia slot มาในรุ่น Motif Classic กับ ES แต่ใน XS ไม่มี เชื่อว่าน่าจะเป็นจาก thumbdrive เดี๋ยวนี้ราคาถูกลงมาก การมี thumbdrive สำหรับเก็บข้อมูลเป็นเรื่องธรรมดาแม้แต่กับเด็กประถม และ USB port ของ Motif XS ถูกปรับเป็น 2.0 จึงมีความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลมากขึ้นครับ ที่สำคัญคือ อนาคตของ smart media หรือ media ตอนนี้นับวันยิ่งไม่รู้จะออกไปทางไหนชัดเจนกันแน่ format ก็มีเป็นสี่สิบห้าสิบแบบ แต่ขณะที่ USB ไม่ต้องเลือกมากครับ
วันแรกที่ทดลองเสียงนะครับ ไม่มีสายอะไร มีแค่หูฟัง iPod ธรรมดา กะ jack adapter จากเล็กเป็นใหญ่ที่ออกแค่เสียงข้างเดียว หงุดหงิดมากเลยครับ เวลาฟังเสียงเป็น mono เล่นได้สิบนาทีเลิกเลย เลยเป็นข้อแนะนำว่า motif XS ไม่ควรต่อ mono ออกไปเด็ดขาด เพราะคุณภาพเสียงจะ drop ไปมากๆๆๆ
ต่อมาเตรียมสายพร้อม HS50 พร้อม เริ่มบรรเลงเลยครับ
เรื่องเปิดเครื่องนะครับ ผมลองจับเวลาเปิดเครื่องจนถึงเวลาที่เล่นได้ ตั้ง autoload = off ใช้เวลาประมาณ 35 วินาทีครับ ดีกว่า Fantom X ครับ
Overview
Motif XS จะเด่นถึงเด่นมากที่ Performance ครับ Yamaha มีการจัดเรียง Performance ใหม่ ไม่ใช่แยกตามชนิดของเครื่องดนตรีแล้ว แต่แยกตามประเภทของดนตรีเช่น Rock/Pop, World, Jazz, Electro ซึ่งนับว่าสะดวกกว่าแบบเก่ามากครับ เพราะแบบเก่าเวลาจะหาเสียงที่ match กับแนวเพลงนี่จะบอดเลยครับ แต่คราวนี้มาครบเรียบร้อย มีข้อตินิดนึงตรงเวลาเลือกเสียงตาม category คือตัว fonts จะมีขนาดเล็กมากครับ คนแก่อย่างผมดูค่อนข้างยาก แต่ก็ไม่เกินความสามารถ
Performance โดยรวมทำได้ดีมากครับ เนื่องจาก XS มี 4 arps ที่ทำงานพร้อมๆกัน จริงๆก็ใช้ระบบคล้าย auto-accomp ที่มีอยู่เดิมแล้ว แต่ความ professional ของจังหวะและเสียงเหนือกว่ามากครับ โดยเฉพาะเสียงที่เรียกว่าเป็น showcase เลย อย่าง Guitar นี่ผ่าน effect ตัวใหม่ ฟังแยกกันยากเลยครับ เสียงกลองแน่นกว่าเดิม และส่วนใหญ่เป็น stereo ทำให้เนื้อเสียงกระจายดีขึ้น arp หรือจังหวะที่ให้มา inspire ดีมากครับ เลือกเสียงสักเสียงหนึ่งแล้วคุณสามารถมีไอเดียในการสร้างเพลงให้จบได้เลย มีเสียงหนึ่งที่ผมชื่นชอบมาตั้งแต่เด็กเป็นเสียงของ Vangelis ชื่อเพลง Deborah ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าทีมออกแบบเสียงของ Yamaha สามารถโปรแกรมเสียงนี้มาลงได้ใน XS คราวนี้ขอเจาะเป็นรายเสียงแล้วกันครับ
Acoustic Piano
เสียงเปียโนตัวใหม่ บอกได้คำเดียวว่า ไม่ผิดหวังครับ เท่าที่ดูจะเป็น 4-velocity senstive Yamaha CFIII grand ซึ่งคราวนี้ความยาวของ sampling ดีขึ้น ไม่ห้วนเหมือนใน ES สามารถเล่น passage ที่เป็น classic หรือ Ballads ได้นุ่มนวลขึ้น เสียง Full Concert Grand เสียงแรกเสียงเดียวนี่ เล่นได้ทั้งวันครับ ที่ผมว่าปรับปรุงขึ้นคือ Acoustic board resonance ที่เมื่อฟังผ่าน HS50 แล้ว จะจับรายละเอียดได้คมทุกเม็ดเลย เสียง Piano จับ loop ได้ยากครับ แต่ผมยังรู้สึกทึง envelope ของเสียงเปียโนที่ดูเหมือนยังเป็น step เวลา decay อยู่ ประมาณ 3-4 steps ซึ่งยังไม่ได้เจาะลึกลงไปว่าเป็นจากอะไร หรือเป็นที่ตัว raw samples ของเสียงเอง
เสียง acoustic piano set เดียวกันนี้ก็ถูกใช้กับ patch อื่นเช่นกันครับ แทนเสียงจาก ES ไปเลย ซึ่งทำให้ความน่าฟังของเสียงอื่นๆที่มีเปียโนประกอบดูดีไปด้วยครับ ไม่ว่า piano&strings, Pianoballads, Piano&aah, Piano&ooh นอกเหนือจากนี้ หน้าจอยังแสดงรายละเอียดคร่าวๆของเสียงที่เรากำลังเล่นอยู่ว่าปุ่มหรือ ribbon หรือ fader ตัวไหน ทำหน้าที่อะไร
Electric Piano
sampling โดยรวมยังเหมือนเดิมครับ คือดีได้มาตรฐานอยู่แล้ว ที่มีการเปลี่ยนแปลงคือ Yamaha CP70 ที่เพิ่ม sampling ใหม่เข้ามา เสียง CP-70 ฟังดูดีขึ้นมากครับ อาจจะเป็นเพราะความนิยม CP-70 ในช่วงหลังถูกจุดประกายขึ้นมากในช่วงหลังๆนี้ ความแน่นของเสียงดีกว่าเดิมครับ ส่วนเสียง Piano เดิมๆที่้มีอยู่ ได้รับการปรับแต่งจาก ES พอควร เนื่องจาก oscillator ของ XS มีได้ถึง 8 ในขณะที่ ES มีแค่ 3 ทำให้บางเสียงมีการเพิ่มลูกเล่นเข้าไปมากขึ้นเช่น Vintage'74 ซึ่งเป็น เสียงของ Rhodes Piano ที่ผ่าน Tremolo effects ช้าๆ แบบแยกซ้ายขวาชัดเจน ถูกเพิ่มเติมเสียง pad เข้าไปเวลากดปุ่ม Assign switch 2 เสียงอื่นๆก็ทำได้ดีครับ
ที่คงต้องเน้นเป็นพิเศษคือ FM electric piano ที่ทีมออกแบบของ Motif อ้างว่า ด้วยขนาดของ ROM ที่เพิ่มกว่าเท่าตัว สามารถทดแทนฟังก์ชั่นของเสียง FM ที่เคยเป็น plug-in board ของ Yamaha รุ่นก่อนหน้านี้ได้ ทำให้เป็นข้อกังขากันมากมายครับ ว่าจะจริงหรือ
เมื่อเข้าไปดูใน category FM E.piano จะพบว่า Yamaha ได้เพิ่มเสียงส่วนนี้ขึ้นมากทีเดียวครับ มากกว่าใน ES สักเท่าตัวได้ และมีการรวบรวมเสียง bell piano จากหลายๆรุ่นมาประกอบกัน ทั้งจาก DX-5, TX-81Z, DX-7II หรือพูดง่ายๆว่ารวมมิตรมาเลยทีเดียว
เสียงของ FM Piano ต้องยอมรับครับ ว่า program ได้ดีขึ้นมากครับ เสียงมีการทิ้งตัวค่อนข้างสลวยเหมือน FM จริงๆ ถ้าเคยเล่น เสียง FM จากรุ่นก่อนหน้านี้จะเจอปัญหาเรื่องของ sampling ที่สั้น ทำให้บางครั้งเวลาเล่นออกงาน P/A ใหญ่ๆ เสียงมันจะขาดห้วนไม่ไพเราะ แต่คราวนี้ปัญหาตรงนี้ดูลดลงครับ เสียง FM ส่วนใหญ่ทำได้ดีมากขึ้น โดยเฉพาะเอกลักษณ์ของ FM ในช่วงการเล่น velocity สูงๆหรือกระหน่ำคีย์แรงๆแล้วมีการปลดปล่อย resonance ออกมา ก็อยู่ครบครับ ผมยังไม่มีเวลาเจาะเป็นรายเสียง แต่เท่าที่ลองมาสองคืน ยอมรับว่า Yamaha ทำได้ดีมากทีเดียว
เสียง acoustic อื่นๆ
เมื่อลองดูในส่วนของเสียง acoustic อื่นที่ yamaha คุยนักคุยหนาว่ามีการปรับปรุงอย่างมาก คราวนี้เราลองมาดูครับ
เสียง acoustic guitar คราวนี้ได้การแต่งหน้าทาปากพร้อม samples ตัวใหม่ที่ให้เนื้อเสียงเหมือนจริงมากขึ้นและสามารถกำหนดลูกเล่นได้โดยตรง ไม่เหมือนกับ megavoice guitar ที่ลูกเล่นบางอย่างไม่สามารถควบคุมโดยการเล่นสดได้ แต่คราวนี้สามารถควบคุมได้โดยการใช้ปุ่ม AF1 , 2 เพื่อ mute สายหรือเพิ่มเสียงสไลด์สายให้ดูเหมือนจริงยิ่งขึ้น นอกจากนี้เสียง fret noise ก็ถูกเพิ่มเข้ามาในจังหวะที่เหมาะสมด้วย ทำให้ฟังแล้วเหมือนจริงมากกว่าเดิมครับ
เสียง woodwind / sax
ค่อนข้างเนียนทีเดียวครับ ปุ่ม AF1 ใน sax จะเป็นตัวกำหนด mode solo ของการเล่น จะทำให้การเล่นเหมือนจริงมากขึ้น ที่ผมชอบใน XS คือ controller ต่างๆถูกโปรแกรมมาอย่างดี ไม่มีการตั้งให้ controller ปล่อยค่าที่เกินจริง ไม่ว่าจะเป็น vibrato ของ sax หรือ range ของ pitchbend ถูกควบคุมมาอย่างดีครับ เสียง sax อิ่มตัวดีครับ สามารถ solo ได้เลย และก็สามารถทดแทนเสียงจาก VL plugin ได้ครับ ส่วน flute หรือ Oboe ก็ไม่ต่างจาก ES เท่าไหร่นัก เพียงแต่เพิ่มลูกเล่นของเสียงมากขึ้น หรือปรับ controller ส่งกับเสียงมากขึ้นครับ ขอกระโดดข้ามไปพูดถึง brass สักนิดก่อนนะครับ ที่ยังขาดไปก็คือ pitchbend ของ brass ซึ่งเวลาไล่เสียงอย่าง trumpet มันจะ glissando แบบไล่โน๊ต จะพบ function นี้ทั้งใน VL plugin และ Korg Z1, MOSS board ใน triton, trinity series ครับ แต่ผมยังหาไม่เจอใน XS ครับ
เสียง String
ตรงนี้ต้องใช้เวลาฟังมากกว่านี้ครับ เพราะผมยังไม่ได้ลงลึกมากนัก แต่โดยรวมทำได้ดีครับทั้ง solo violin , viola , cello หรือ ensemble โดยส่วนใหญ่ปุ่ม AF1 จะเปลี่ยนจากการเล่น legato เป็น spiccato ทำให้การเน้นเสียงทำได้ง่ายขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องผ่านการซ้อมมาอย่างดีครับ ขอเวลาลุยกับ xs สักอาทิตย์แล้วจะมาสรุป strings กับ brass อีกทีครับ
เดี๋ยวคืนนี้จะมาต่อในภาคเสียง synth กับ pads ครับ ว่าไม่มี AN plugin แค่ sampling อย่างเดียว จะช่วยได้จริงหรือ
ขอมาต่อที่เรื่องของเสียงอื่นๆอีกนะครับ เมื่อคืนมีเวลาลองเพิ่มก็เลยกลับไปย้อนดูเสียง guitar อีกรอบ เท่าที่ทดสอบดูปุ่ม AF1 กะ AF3 เอ้ย AF2 ไม่ได้แค่เพิ่ม bend หรือเพิ่มเสียง tab ให้กับ guitar อย่างเดียวครับ หลายๆครั้งที่ใช้ในการเปิด effect เช่น overdrive, chorus หรือเปิด amp แบบอื่นๆ ที่มีบทบาทมากในเสียง guitar คือ VCM effects ที่เป็นเหมือน modeling classic stompbox (ต้องขออภัยที่ผมไม่ได้เล่น guitar เลยไม่สามารถบอกรายละเอียดรุ่นได้) ที่แตกต่างไปจาก effect ที่มีอยู่เดิม โดย VCM สามารถเพิ่มได้ 1 insert/patch ครับส่วนใหญ่มักจะเป็น 501 EQ หรือ auto T wah ที่มีบทบาทมาก และเมื่อฟังดูแล้ว เนื้อเสียงอิ่มตัวกว่า effects เดิมครับ นึกถึงเวลาเราลง VST ที่เป็น guitar rig เทียบกับ on board VST effects ของ cubase เอง ประมาณนั้นครับ effects มีลูกเล่นเยอะกว่า การแทรก overdrive ของเสียงดูสมจริงกว่า เนื้อมวลเสียงยังเป็นก้อนเหมือนออกมาจากตู้ amp guitar ดีๆประมาณนั้น ตรงนี้ผมค่อนข้างพอใจกับคุณภาพเสียงตระกูล electric Guitar ทั้ง clean ฟละ overdrive มากครับ นอกจากนี้ช่วงท้ายๆของ guitar ก็มีโปะด้วย megavoice guitar ครบชุดที่โปรแกรม arp มาให้เรียบร้อย โดยที่เราแค่กด chord ลงไป arp ก็จะเล่นออกมาไม่ว่าเป็น strum sรือ picking guitar ตามแต่ที่เราเลือกชนิดของเสียงครับ นึกถึง guitar mode ของ roland e-series ครับ เข้าใจว่าคล้ายๆกันแต่ของ roland จะสามารถแทรก effect สดๆเช่น slide ,tab ,slab ได้ แต่ของ XS จะอัตโนมัติตาม srp ที่ตั้งไว้ครับ
ในส่วนของ synth sound เมื่อคืนได้ลองในเรื่องของ solo synth กับ comp และ pads บางส่วน
solosynth ถ้าเล่นใน range ของ 88 คีย์ถือว่าใช้ได้ครับ เสียงไม่เลวร้ายอะไร ความแน่นของเสียงดี alias จับไม่ได้ใน range ที่ว่า แม้ปรับ envelope ให้ลากยาวทิ้งท้ายก็ไม่เกิดอาการ alias ให้ระคายหู แต่ประมาณปลายๆ range ของ 88 คีย์อาจจะจับได้บ้างครับ เสียงโดยรวมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีครับ มี lead ดังๆอย่าง lucky man อยู่ประจำหรือ lead จากเพลงดังอื่นๆก็สามารถ apply ได้ครบ ตระกูล synth bass ก็ทำได้ครบครับ ทั้ง minimoog, 303, GX-1แล้ว arp ที่ตั้งมาก็เข้าได้ดีกับบรรดา bass ทั้งหลายครับ ความรู้สึกเหมือนกับเล่น KARMA แต่ควบคุมได้ง่ายกว่า เพราะ parameter ค่อนข้าง fix สำหรับ Motif และมีให้มากพอครับ แต่บางคนอาจจะชอบแนว experiment อย่าง karma มากกว่า ก็แล้วแต่รสนิยมครับ
synthpad ทำได้ดีเหมือนเคยครับ ที่น่าผิดหวังคือ choir ที่น่าจะเพิ่มในส่วนตรงนี้มากขึ้น เช่นเสียง scat หรือ vowel ของ choir ทั้งที่ Yamaha มีเทคโนโลยี formant อยู่ในตัวและเพิ่มส่วนของ VL-plugin vocal เข้าไปอยู่แล้ว น่าจะปรับอะไรหรือมีลูกเล่นได้มากขึ้นกว่าเสียง aah หรือ ooh ผมยังนึกถึง vocal plugin ของ Roland ที่แม้เนื้อที่ board จะเล็กกว่าแต่ก็ใส่มาให้ครับทั้ง vowel, boy choir, male chant, female choir หรือ solo ครับ นอกนั้นเสียง pads อื่นๆก็อยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมากครับ ของ XS ดูจะได้แรงบรรดาลใจจาก vangelis มากกว่า เสียงเลยออกมาแนวนี้ค่อนข้างมากครับ
ขอโชว์ภาพหน้าจอคร่าวๆก่อนเลยนะครับ
หน้าจอเวลาเลือก performance
effects ใน patch mode จะเห็นว่ามีให้เลือก 2 insert + reverb , chorus
หน้าตาของ VCM (virtual circuit modeling) ที่ใช้เยอะสุด EQ501
Autowah VCM
Compressor VCM
VCM Flanger
sequencer
Patch mode จะเห็นว่า XS จะโชว์ว่าแต่ละปุ่มหรือ slider ทำหน้าที่อะไร
เสียงแนว modern ก็ทำได้ดีครับ tweak อะไรได้เยอะครับ แต่เท่าที่อ่านมาเค้าบอกว่าอาจจะเป็นรอง Korg M3 เพราะ Korg M3 มีทั้ง Karma V2, VA plugin, Joystick , touch screen ที่ assign ลูกเล่นรมันกว่า และมี effects ที่เน้นแนวนี้กว่า เพราะ effects ของ Korg สามารถ route ได้ไม่จำกัดครับ ทั้ง serial parallel เอามันไว้ก่อน แต่ใน sequencer mode นี่ยังไม่ได้ลอง M3 ครับ เลยไม่สามารถพูดได้เต็มปาก ลูกค้าที่น่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายของ Motif XS น่าจะเป็น contemporary composer, Jazz, Pop, Oldies, Film Composer , Worship music มากกว่าครับ เพราะพี่แกเน้นเสียง acoustic กับ vintage จริงๆ ตระกูล techno dance ก็ทำได้แต่ผมยังรู้สึกว่า Yamaha อิงกับเสียงดังๆในอดีตมากกว่า ถ้าจะเอาดีจริงๆคงต้องรอ 3rd party programmer สร้างเสียงออกมาเพิ่มครับ
ส่วนความเห็นเมื่อเทียบเสียงเปียโนกับ RD700SX นะครับ ผมคงฟันธงไม่ได้เพราะเรื่องนี้แล้วแต่หูแต่ละคน แต่ความรู้สึกว่าเสียง RD700 SX sampling จะเหมือนกับมีอาการก้อง หรือออก metallic ในบางช่วง velocity ครับ แล้วเสียง E.piano ยังต้องอาศัยการ์ดเบอร์ 11 ช่วย แต่ในขณะที่ XS นี่เสียง acoustic piano กับ electric piano ผ่านหูผมได้ลื่นมากครับ ไม่ต้องปรับแต่งอะไรเลย แล้วมีความพอดีอยู่ในตัว เพราะบางเสียงมีอายุมาตั้งแต่ Motif Classic หรือ EX-5 มาแล้ว
ในแต่ละ element ของ voice จะมี parametric EQ หรือ 2 band EQ ให้ครับ Global ใน voice ไม่มี EQ ต้องเพิ่มในรูปแบบของ IFX
ใน performance เป็นอย่างที่ท่าน pree ว่าครับ คือมากับ voice เลย ซึ่งเวลา copy มาเราเลือกจะเอา effects หรือไม่เอาก็ได้ จริงๆผมชอบเหมือนท่าน pree มากกว่านะครับ คือสร้างเสียงใน voice แล้ว copy มาใน performance ทั้งแผง ถ้าเป็นใน triton นี่ต้องมาแบ่งสมบัติกันครับ ปวดหัว 
ไปอ่านมาจาก motifator ที่บรรดา programmer เค้า discuss กันนะครับ สรุปแล้วก็คือ เป็นอย่างที่ว่าจริงๆ คือ effects ถูก set ไว้กับ voice mode และสามารถแทรกเข้าไปได้ 4 track ใน sequencer mode แต่ ยังมีตัวช่วยคือ 2 master chorus กับ reverb ที่สามารถเอามา route เพิ่มเติมได้อีกครับ และยังมี system effects อีก 1 ตัว และยังมี EQ แยกในแต่ละ 16 channel ใน song mode ด้วย
การเอา effects มา route ใหม่แบบ Korg ทำไม่ได้ครับ คงไว้แต่ลักษณะของการทำงานแบบ workstation แบบเดิมๆไว้ครับ
ขอ copy ตัวอย่างของ master effects บน motif XS มาให้ดูนะครับ ที่มาจาก http://www.motifator.com/forums/showflat...art=1&vc=1
The Reverb Processor features:
Rev-X Hall
(Pro)R3 Hall
SPX(1000) Hall
Rev-X Room
(Pro)R3 Room
SPX(1000) Room
(Pro)R3 Plate
SPX(1000) Stage
Space Simulator
The Chorus Processor features:
Reverbs: SPX(1000) Hall, Room and Stage
Delays: Cross Delays, Tempo Delays, LR and LCR tap Delays
Chorus: single chorus, dual modulator chorus, ensemble, symphonic, SPX chorus
Flangers: VCM, Classic, Tempo
Phasers: VCM mono, VCM stereo, tempo
Early Reflection
มีเวลาเล็กน้อย มาเจาะเรื่องเสียงต่อสักนิดครับ
เสียง brass นี่ในส่วนของ solo มีการเปลี่ยน samples ให้กับบางตัวครับ เสียง solo ลากยาวได้ดีขึ้น มี articulate ของเสียงให้เลือกมากขึ้น แต่ถ้าถามว่า solo brass ที่เป็๋น samples มาแทน VL-plugin ได้หรือยัง ในความเห็นส่วนตัวผมว่าแค่เกือบครับ มี effects มากมายในการ solo brass ที่ sampling technology ยังดึงมาไม่หมด โดยเฉพาะเสียง mute solo ทั้งหลายที่มีลูกเล่นกับ cup ที่ยังสู้ VL ไม่ได้ หรือการ bend แบบ glissando ที่ยังไม่มี
ในส่วนของ ensemble brass ผมรู้สึกว่าทำได้ดีทีเดียวครับ โดยมีการ assign ปุ่ม AF1 2 ให้ควบคุมการ bend up ของ brass หรือ การ fall ได้ดังใจ แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนพอควร เสียง brass ens. ที่ให้มามี dynamic ของเสียงพอควร ใช้งานได้ทั้ง pop, jazz, orchestra นิดหน่อยครับ ในส่วนของ french horn รู้สึกเป็นเสียงที่ยังไม่ได้รับการปรับมากขึ้นนะครับ ในความเห็นผมยังเอามาใช้กับ solo french horn จริงๆก็ยังขาดเรื่องเทคนิคการเล่น stopped หรือ tounging อยู่ครับ และก็เป็นกับ solo instrument ทุกตัว ตรงนี้ผมว่า yamaha คงต้องเอาไปทำการบ้านเพิ่มขึ้นครับ
เสียง organ คงไม่มีอะไร comment มากครับ เพราะของเดิมดีอยู่แล้ว เพียงแต่ใน XS มี 8 ELEMENTS ที่ทำให้เพิ่มในส่วนของ drawbar เข้ามาได้สนุกยิ่งขึ้น เพราะสามารถเพิ่มลดในแต่ละ harmony เสียงได้ที่ slider ได้เลย แต่ไม่ครบ 9 เหมือน hammond จริงๆนะครับ effect rotary speaker กับ distortion ก็ทำได้ดีครับ
Woodwind ยังเป็น sweet flute ตัวเดิมครับ เพียงแต่เพิ่ม AF1 2 ให้ควบคุม articulation ของเสียงมากขึ้น แต่ผมหาเสียง thrill ของ flute ที่มีใน Motif Classic ไม่เจอ เวลาเรากด aftertouch ยังไม่รู้ไปซ่อนไว้ที่ patch ไหนครับ
เสียงตระกูล ethnic ยังถือว่าน้อยครับ ยังไม่ครอบคลุมเสียงเหมือน Roland ที่ผมหาไม่เจอคือเสียงของจีนที่มีน้อยครับ ส่วนใหญ่เป็นแอฟฟริกากับญี่ปุ่นครับ เช่นเดียวกับ accordian ที่ให้มาแค่พอหอมปากหอมคอ 1-2 เสียงเอง เสียงส่วนใหญ่ตระกูลนี้มักผสมด้วย pad หรือ ambience ให้ด้วย เหมาะกับงาน soundtrack มากครับ
เสียงกลองคงไม่ต้องติอะไรมากครับ ครบ แน่น ปึ๊ก stereo field ดี velocity พอเหมาะครับ
สรุปใน mode voice หรือ patch นะครับ
A.Piano 9/10
E.Piano 9.5/10
Organ 9.5/10
A.Guitar 10/10
E.Gutar 10/10
Bass 9/10
Woodwind 7/10
Sax 8/10
Solo Brass 7/10
Ens. Brass 8/10
Solo string 8/10
Ens. String 8/10
Synth lead 8/10
Synth Pad 9/10
Ethnic 7/10
Drum 10/10
ตัวอย่างเสียง แนะนำให้ฟังของมือ pro ดีกว่าครับ เค้ามี list รายการ voice ที่ต้องเช็คเวลาไปลอง XS ด้วยครับ ที่นี่เลย
http://www.motifator.com/motifxs/motifxs-listen.php
ได้มีโอกาสลองถาค performance อย่า่งคร่าวๆดูแล้วครับ ต้องยอมรับว่างานนี้ Yamaha ทำการบ้านมาดีมากครับ
ภาค performance ถูกแบ่ง category ตามชนิดของเพลงดังที่บอกไปข้างต้นแล้ว เช่้น Rock ก็จะมี category ย่อยเช่น classic, ballads, Top 40 หรือ electric ก็จะมี dance, trance, chill อะไรพวกนี้ครับ
นอกเหนือจากนี้ XS ยังได้อานิสงค์จาก arp ที่มี 4 ตัว แยกอิสระจากกัน ทำให้เมื่อมาประกอบใน performance แล้ว ยิ่งเห็นภาพรวมที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จากหน้าจอสามารถเรียก arp ได้ 5 แบบ ซึ่งโดยปกติ Yamaha จะตั้งให้เรียงจาก verse 1, verse 2, chorus, bridge, fill/ending ซึ่งถ้าซ้อมดีๆแล้ว ทั้งจังหวะและเสียงที่มาประกอบจะช่วยให้การเล่นนุ่มนวลขึ้นเยอะทีึเดียวครับ
ในส่วนของจังหวะ ถือว่าทำได้ดีมากๆครับ ทั้งเสียงที่มาประกอบ ไม่น่าเชื่อว่า ภาค performance ที่รับได้แค่ 4 voice กลับทำได้ขนาดนี้ ส่วนใหญ่หลักการจะคล้ายๆกับเครื่อง PSR หรือเครื่องที่มีจังหวะในตัวครับ คือมือซ้ายกดคอร์ด มือขวาโซโล่ แต่คอร์ดของ Motif XS ไม่ได้เป็นไปตามรูปแบบของ intelligent chord เหมือนเครื่องอื่น เช่นกดตัว c ก็จะออกมาเป็นคอร์ด C-major แต่ใน XS กลับเลือกที่จะเล่นแบบ arp มากกว่า เช่นถ้ากด C ก็จะเล่นเฉพาะเสียงเบสในโน๊ต C ตัวเดียวตาม groove ที่ตั้งไว้ หรือบางครั้งในบางเสียงก็จะ recognize ทั้งคอร์ดมือซ้ายขวาพร้อมกันทีเดียว
เสียงของ XS ที่มีอยู่ดีมากอยู่แล้วครับ เมื่อเอามาประกอบกันเป็นเพลงยิ่งดูดียิ่งขึ้น ความรู้สึกแรกที่เล่นใน performance คือ อยากเขียนเพลงออกมาทันที เพราะทั้งจังหวะและเสียงมันส่งกันมาก จุดเด่นที่ xs ไม่เหมือนใน Korg หรือ Roland คือ เน้นในเสียงที่เป็นไม้ตายคือ เปียโน e.piano bass guitar กลอง pad brass string ที่เป็น acoustic มากกว่า ไม่เน้นที่จำนวนแต่เน้นที่คุณภาพของเสียงล้วนๆ การเอามาประกอบกันจึงเหมือนเราเขียนเพลงโดยมีวง backup ดีๆคอยเล่นตามเราเลยอย่างนั้น และ yamaha ให้ option ในการควบคุมเสียงแบบไม่มากหรือน้อยเกินไป และสามารถควบคุมให้จบเพลงได้โดยไม่ยาก ต่างจากที่ผมจับ KARMA แรกๆ สนุกมากครับ เล่นแล้วบิดโน่นบิดนี่ จนสุดท้ายหมดเวลาไปเป็นชั่วโมง โดยที่ไม่ได้อะไรเกิดขึ้น
ในส่วนของ split/layer แบบเดิมๆเช่นเสียง orchestra ที่มีเสียง tympani ใน velocity สูงๆก็มีมาไม่มากนักครับ พอหอมปากหอมคอ แต่มีการโปรแกรมใหม่ให้เสียง tympani ไม่ออกมาพร่ำเพรื่อเกินไป เสียง brass หรือ string ที่มาประกอบก็ทำได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับ ES ที่บางครั้งต้องระวังเวลาเล่นที่ dynamic สูงๆ หรือ range ที่ใกล้ๆจะสุดขอบของเครื่องดนตรี จะเกิดอาการ alias หลุดมาเป็นตัวๆ แต่ใน XS อาการพวกนี้มีน้อยมากครับ dynamic ของเสียงก็รับกันได้เต็มๆกว่า
สรุปในภาค performance ผมรู้สึกว่านี่คือิหัวใจของ XS ตามที่ yamaha อยากให้เป็นเลยทีเดียว คืออุปกรณ์สำหรับนักดนตรีที่สามารถเล่นสด หรือเล่นในห้องอัดได้ และขณะเดียวกัน เวลาอยู่คนเดียวมีอารมณ์สร้างงานก็สามารถเรียกเสียงและ backup ที่เราต้องการออกมาได้ทุกเมื่อ สามารถนั่งทำงานให้จบกับ xs เป็นงานๆได้ หรือหากมีปัญหาเรื่อง ยolyphony ไม่พอ Cubase AI ที่ให้มาก็สามารถช่วยแบ่งเบาภาระไปได้โดย yamaha ออกแบบให้การทำงานระหว่าง keyboard กับ computer ดูราบรื่นขึ้น ลดอุปสรรคที่เคยมีก่อนหน้านี้ลง (ไว้ผมลง cubase AI อาทิตย์หน้าแล้วจะกลับมาต่อตรงนี้ให้ละเอียดอีกครั้งครับ)
Last Updated (Friday, 30 July 2010 16:31)


สุดๆไปเลย