ถ้าเจอ internal link ที่มีปัญหาคลิคแล้วตาย อ่านวิธีแก้ขั้นต้นครับ



ลิงค์หน้านี้ไปที่เฟซบุ๊คของคุณ Share
Thread Rating:
  • 0 Vote(s) - 0 Average
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
หลักการ EQ;
Sun-20-Apr-2008, 07:04,
#1
หลักการ EQ;
PostPosted: Sun 19 May 2002 08:34

เมื่อวานผมเอามาแต่บทสัมภาษณ์สั้นๆ ทีนี้เอาแบบที่เค้าเขียนปกติมั่งคับ มาจากตอนเดียวกัน คือ การ EQ ให้เสียงชัดเจนมากขึ้น

เค้าบอกว่า ปกติแล้วเนี่ย การที่เสียงนั้นๆไม่มีความเป็นตัวตนที่ชัดเจน (lack of definition) ก็เพราะว่ามีความถี่ช่วง 400-800 Hz มากเกินไป ความถี่ช่วงนี้จะทำให้เสียงมีลักษณะ 'boxy' (แปลเป็นไทยไงดีล่ะคับ เหมือนอัดเสียงในกล่องอ่ะ อืมม..คงแบบอู้อี้ ไม่ค่อยรู้เรื่องมั้งฮะ)

ส่วนวิธีการแก้ไขก็ทำดังนี้ครับ (ต้องใช้ EQ แบบ parametric หรือ sweep นะครับ)

1.) ให้เราปรับปุ่ม gain หรือ boost/cut ลดลงประมาณ 8-10 dB

2.) sweep ความถี่ไปเรื่อยๆ จนถึงที่ๆคุณรู้สึกว่า เสียงมันมี definition มากที่สุด ไม่ boxy เท่าไรแล้ว

3.) ทีนี้ปรับปุ่ม gain หรือ boost/cut ของเราตามแต่รสนิยมครับ แต่ให้ระวังว่าถ้าลดมากไปจะทำให้เสียงบางได้

4.)ถ้าต้องการความชัดเจนมากอีกหน่อยลองเพิ่มที่ ช่วงความถี่เสียงกลางสูง (upper mids) ประมาณ 1-4kHz เอาแค่ 1-2 dB. ก็พอครับ หรือว่าอยากเพิ่มมากกว่านั้นก็ได้แต่ต้องระวังนิดนึง

5.)ถ้าต้องการเพิ่มความแวววาว, ทอประกายให้กับเสียง (sparkle) ลองเพิ่มช่วง 5-10kHz ดูครับ

6.)ถ้าต้องการเพิ่ม 'air' ให้รู้สึกโปร่งๆ ก็ลองเพิ่มตรง 10-15kHz ครับ

NOTE! ควรที่จะปรับลดเสมอถ้าเป็นไปได้ การปรับเพิ่มนั้นจะทำให้ความสัมพันธ์ของ phase เปลี่ยนไปซึ่งจะทำให้เสียงนั้นมีสีสันอันไม่พึงปรารถนาได้ ปกติแล้ว ยิ่ง boost มากเท่าไร phase shift ก็มากตามไปด้วย และการ mix ก็จะยิ่งยากเข้าไปใหญ่ engineer หลายๆคนใช้ EQ เท่าที่จำเป็น อย่างไรก็ตาม ถ้าเสียงมันดี มันก็ดีนั่นแหละ

(Owsinski 1999, pp.28-9)

จบแล้ว สำหรับวันนี้ ฮา ฮา เฮ้ออ แปลยากจริงๆเลย ผมไม่รู้จะเรียกคำพวก sparkle, air, muddy, point, boxy, boomy ฯลฯ ที่ฝรั่งมันใช้อธิบายคุณภาพของเสียงเป็นภาษาไทยว่าอะไรดี ใครทราบช่วยบอกหน่อยนะค้าบ ครั้งหน้าผมจะได้เขียนให้มันเข้าใจง่ายกว่านี้
Sun-20-Apr-2008, 07:05,
#2
RE: หลักการ EQ;
PostPosted: Sun 19 May 2002 08:50

แถมอีกหน่อยละกันครับ จะได้จบๆเรื่องนี้ไป ข้ามไปการใช้ EQ แบบอื่นๆในวันต่อๆไป Smile_big

เค้าบอกว่านอกจากการปรับ EQ แบบนั้นแล้ว คุณยังสามารถปรับอีกวิธีได้ด้วย ลองทำดูนะครับ

1.) เริ่มจากการปรับ EQ ให้ flat ให้หมด (ปุ่ม boost/cut, gain อยู่ที่ตำแหน่ง 0 หมด) เสร็จแล้วปรับลดเสียงย่านความถี่ต่ำลงให้หมด (หมดเลยนะครับ cut ไป 18-20dB. หรือเท่าที่มันจะมีให้น่ะครับ)

2.) ใช้ EQ ส่วนที่เหลือแทน ค่อยๆ ปรับ upper mids (ประมาณ 1-4kHz) จนเสียงมันมีความหนาพอดีๆ

3.) จากนั้นก็มาปรับเสียง lower mids (ประมาณ 250-900Hz) ให้เสียงมันครบขึ้น

4.) จากนั้นค่อยๆปรับเสียงย่านความถี่ต่ำขึ้นมาครับ (จากที่เราปรับลดไปหมดเลย) ดูให้มันมีความหนักหน่วงพอสมควร แต่ไม่มากไปจนเสียงขุ่นมัว (muddy)

5.) เพิ่มความถี่สูงๆ เพื่อให้มันมี definition มากขึ้น

(Owsinski 1999, p. 29)

เอาล่ะครับ หมดแล้ว เรื่องการใช้ EQ เพื่อให้เสียงมันชัดเจนขึ้น ถ้าผมมีเวลาวันหลัง จะแวะมาโพสให้ใหม่ครับ เพราะยังมี tips การใช้ EQ อีกหลายๆแบบเลย
Sun-20-Apr-2008, 07:06,
#3
RE: หลักการ EQ;
PostPosted: Tue 21 May 2002 15:34

อยากจะขอ jam ดัวยคนครับ ก่อนที่จะ EQ ลงไปควรจะฟังก่อนว่า จำเป็นต้องทำหรือไม่

EQ ที่คุณ POP บอกมานี่ มันหมายถึงว่า ปรับเสียงที่อัดมาจากเครื่องสดในห้องอัด

เพื่อนๆหลายคนที่ทำอยู่บ้าน ส่วนมากจะทำจาก sample หรือ sound module
พวก sample หรือ sound module ทั้งหลายนี่ เขา EQ มาแล้วนะครับ
บางอันก้อผ่านวิธีการยำโดย sound designer มาหลายอย่างก่อนที่จะออกมาขาย

EQ มากเกินไปจะเกิดเป็นไข้นะครับ ไข้อันนี้เรียกว่า IM distortion

Intermodulate distortion เกิดมาจาก frequency ข้างเคียงมาทับกันบ้าง
ทำให้เหลื่อมกันบ้าง ตีกันอย่างสนุก ทุกครั้งที่คุณเปลี่ยนความดังของแต่ละ frequency หมายถึงว่า
คุณเปลี่ยนความดังของ harmonic ของแต่ละอันด้วย ขึ้นไปถึง 7-9 ตัวข้างบน
เช่นเพิ่มที่ 100 Hz คุณจะได้ยินเพิ่มที่ 200,300, 400, 500, 600, 700.....
ขึ้นไปเรื่อยตามธรรมชาติของ Harmonic series

Frequency ตั้งแต่ 10 kHz ขึ้นไปจะมีปัญหาน้อยที่สุด เพราะ harmonic ตัวที่ถัดไปคือ 20 kHz
คนธรรมดาจะไม่ได้ยินแล้ว Smile

แต่อย่าเพิ่งดีใจมากเกินไปนะครับ
สำหรับ digital audio นี่ืคือเราอัดด้วย 44.1k หรือ 48k
ไอ้ตัว harmonic ที่เกิน 20kHz นี่มันยังอัดเข้าไปได้อยู่ เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ยิน
แต่มันจะกลับมาสมทบอีกทีตามหลักของ digital audio (เรียกว่าfold back)
แต่โชคดีนิดนึงตอนที่หูคนไม่ sensitive เท่าไรนักใน frequency สูงขนาดนี้
สำหรับ 96k นี่คงไม่ต้องสงสัยเลยว่า จะต้องระวังมากขึ้น เพราะมันกลับมาสมทบ 4 เท่า

ยิ่งมีเครื่องดนตรีมากชิ้น หรือเพลงประเภท Jazz ซึ่งใช้ chord แบบทั้งกำมือ ยิ่งควรระวังมากขึ้น
(อันนี้ต้องขอยกนิ้วให้พวก engineer ที่อัดเพลงพวก Symphony เพราะนอกจาก EQ แล้วยังต้องระวัง dynamics อีก)

วิธีแก้คือ: หลายคนใช้ Low pass filter ดักเอาไว้
ให้ได้ยินแค่ fundamental frequency ของเสียงนั้น หรือแค่ 2 หรือ 3 harmonics
คือพอที่คนฟังแล้วจะรู้ว่าเป็นเสียงอะไร

สรุปแล้วคือก่อนที่จะ EQ ควรจะหาเพลงที่คล้ายๆกันและชอบเสียงที่เขาอัดมา
จากนั้นลองฟังเทียบก่อนค่อยใช้ EQ
ในตอน mix เข้าด้วยกันอันใหนหลีกกันได้ก้อพยายามหลีก
อย่าให้ frequency ไกล้เคียงมาทับกัน เลี่ยงไม่ได้ก้อควรจะ pan ไปคนละข้าง
Sun-20-Apr-2008, 07:08,
#4
RE: หลักการ EQ;
PostPosted: Sat 25 May 2002 13:26

เพิ่งมาเปิดอ่านเพราะไม่ได้ดูมาหายวันเลยตอบให้ขึ้นมาอยู่ข้างบนหน่อยครับ ตอบกันแบบมีประโยชน์ที่เปี่ยมล้นด้วยสาระอันเป็นคุณค่าโดยซานซึ้งใจมากจริงๆครับ
Reply แล้วเลยต้อง Post ซะหน่อย
ผมเคยแปลภาษาเพื่อวาง Spec ในงานประมูลเครื่องเสียงของทางราชการเกิดความวิบัติทางภาษาขึ้นอีกเยอะครับ บางทีเสียหายถึ้งขั้นล้มประมูลเลยก็มี เพราะแค่ตอนประมูลเสมียนพิมพ์ผิด
EQ = Equalizer บางที่แปลว่าเครื่องปรับเสียงแต่ไม่รู้ว่าปรับไปทำไม แต่ที่ไกล้เคียงที่สุดคือ เครื่องปรับแต่งความถี่เสียงระหว่างช่องย่านความถี่แบบ xxx ย่าน ( ฺBand ) อ่านแล้วมึนกันดีมั้ยครับ มีอยู่เจ้านึงเฮียแกจนโททางการตลาดจากนอก บอกเจ้าหน้าที่ว่าไอ้ อีควอไลเซ่อเนี่ยมังแปลว่าเครื่องทำให้เสียงทัดเทียมกันครับ มันเลยจำเป็นต้องใช้
สำหรับผู้ที่เข้า Web นี้แล้วต้องกินยาแก้แพ้ภาษาลอง Load Dictionary ไว้ในเครื่องครับรับรองว่าแปลแล้วมึนหนักกว่าเดิม
เซียนทั้งหลายช่วยตอบกันเยอะๆ อย่างนี้เหละครับถึงจะมัน ตอบกันเต็มที่เลยครับ เดี๋ยวป๋าแกทนไม่ไหวแกจะได้ออกมาช่วยแปล สว่นผมก็จะคอยช่วยป่วน ไครเห็นด้วยยกมือขึ้นครับ Smile


Forum Jump:


 Quick Theme: