<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
	<channel>
		<title><![CDATA[Patid Board]]></title>
		<link>http://www.patid.com/forums/</link>
		<description><![CDATA[Patid Board - http://www.patid.com/forums]]></description>
		<pubDate>Sun, 05 Feb 2012 21:02:29 +0700</pubDate>
		<generator>MyBB</generator>
		<item>
			<title><![CDATA[ส่งท้ายผ้าห่มปก(ยังอุตส่าห์มีเรื่องตื่นเต้นจนได้)]]></title>
			<link>http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=217</link>
			<pubDate>Tue, 30 Mar 2010 10:39:56 +0700</pubDate>
			<dc:creator>Monday</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=217</guid>
			<description><![CDATA[สวัสดีค่ะท่านที่หลงเข้ามาในบล๊อกของmonday<br />
<br />
ทีแรกนึกว่าลงเรื่องจบหมดแล้วพอมาดูที่ไหนได้ยังขาดไปอีกหน่อยนึงนี่ แฮะๆ I'm sorry.<br />
<br />
ขอบคุณค่ะที่ติดตามอ่านเรื่องราวการเดินทางผจญภัยของผู้หญิงตัวเล็กๆคนนึง หวังว่าคงจะได้อะไรกลับไปบ้างนะ อย่างน้อยก็แค่อยากให้ท่านๆได้สนุกสนานตื่นเต้นเหมือนได้ไปเที่ยวกับเราจริงๆ ที่นี่สวยมากค่ะอยากให้ได้ไปสัมผัสด้วยตัวเอง ใครไปมาแล้วก็แวะเข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันน๊า<br />
<br />
อ่ะ ไปต่อ<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/biker.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Biker" title="Biker" /><br />
<br />
ถึงเวลาต้องจากลาสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ไปแล้ว ขาลงดอยก็ต้องวิบากซ้อนมอไซค์ของคุณวิชาญลงมา ที่อุทยานฯฟ้าห่มปก มีบ่อน้ำพุร้อน ที่สำหรับอาบน้ำแร่ อบไอน้ำและสปา ราคาชาวบ้านไว้บริการด้วยนะ ขนาดสาวๆลีซูยังมาแช่น้ำแร่กันเลย เอาละ ถึงตาฉันได้ขัดสีฉวีวรรณบ้างละ<br />
<br />
	เพียงแค่หย่อนขาลงไปในบ่อน้ำแร่ก็รู้สึกถึงความผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง(สวยในราคาห้าส&#8203;ิบบาท) สนุกใหญ่ แช่ตัวเสร็จก็เข้าห้องซาวน่า อบไอแร่ แล้วก็สลับมาแช่น้ำแร่อีก บ่อแช่ก็ทำสวยงาม สะอาด โปร่งสบายopen air นอนแหงนหน้าดูฟ้าสดใส ภายใต้อุณหภูมิพอเหมาะของบ่อน้ำแร่ อ้อ เขาแยกบ่อหญิง บ่อชายไว้ด้วยฉะนั้นเราก็เลยเซ็กซี่ได้ตามสะดวก  Who will ask for more!<br />
<br />
	พอเห็นว่าความสวยเริ่มกลับคืนมาก็เลยต้องรีบขึ้น ถ้าแช่นานไปเดี๋ยวจะสวยไปหมด<br />
	ว้า! เวลาเดินเร็วจัง นี่เราต้องจรลีอีกแล้วต้องรีบไปท่ารถก่อนที่รถกลับเชียงใหม่จะหมด พอเนื้อตัวเบา(จากขี้ไคล) ก็เดินตัวปลิวพร้อมกับทำหน้าน่าสงสารมาที่ด่านเก็บค่าผ่านทางของอุทยานเพื่อมารอโบกร&#8203;ถหารถฟรีไปตลาด <br />
<br />
	“พี่เจ้าหน้าที่คะ เดี๋ยวถ้ามีรถจะเข้าตัวเมืองฝางช่วยฝากหนูไปคนนะคะ” <br />
<br />
	 ไม่นานเกินรอ สวรรค์ก็บันดาลรถกระบะมาให้ คุณพี่เจ้าหน้าที่อุทยานก็ฝากเรากับโชว์เฟอร์อย่างดิบดี เสร็จโก๋ วางสัมภาระหลังรถได้ก็แจ้นมานั่งสะเออะข้างหน้า พี่ๆมาส่งเราที่ท่ารถ หลังจากรออยู่อึดใจพระพุทธรถหวานเย็นก็มา<br />
<br />
	ขากลับเข้าเชียงใหม่ก็มีเรื่องตื่นเต้นนิดนึง ระหว่างทางก็จะมีด่านตรวจเยอะเลย เรากะลังเคลิ้มๆก็ถูกปลุกโดยคนชุดกากี<br />
	“น้องๆ ขอดูบัตรประชาชนหน่อย” ไม่ดูเปล่ายังมาค้นเป้สัมภาระเราอีกต่างหาก ทั้งรถมาค้นเราอยู่คนเดียวรู้สึกอับอายประชาชีเป็นอย่างมาก ทั้งถุงนอน เครื่องใน ข้าวของกระจุย ด้วยความโมโหเราก็บอกไปว่า<br />
	“ลื้อแล้วเก็บเข้าที่ให้เหมือนเดิมเลยนะ” <img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/onion12.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Onion12" title="Onion12" />แล้วก็นั่งมองตาเขียว<br />
	“ไปไหนมาเนี่ย” หนึ่งในชุดกากีถาม<br />
	“ไปดอยผ้าห่มปกมา”  เราตอบ<br />
	“ไปเที่ยวเรอะ?”  ถามแปลกๆจะให้ชั้นไปเตะบอลที่นั่นรึไงฟะ(อันนี้คิดในใจ)<br />
	“ไปคนเดียว?” ชุดกากีอีกคนซักต่อ<br />
	“ค่ะ” พอได้รับคำตอบพวกเขาทำหน้าแบบไม่เชื่อเอามากๆ เหมือนคิดว่าเราโกหก แต่เราก็เข้าใจนะเพราะในชีวิตเขาคงไม่เจอคนแปลกๆแบบเราบ่อยนัก เราคิดว่าที่เราถูกค้นอยู่คนเดียวเนี่ยคงเป็นเพราะมีรายงานเรื่องการขนยาเสพติดผ่านเ&#8203;ส้นนี้แหงๆ แล้วเป้าหมายก็คงจะเป็นผู้หญิงแบกเป้มาคนเดียว เราเลยซวย แต่ระหว่างที่ถูกตรวจค้น เราก็จับตามองตลอด เพราะกลัวว่าจะโดนยัดยา หาแพะ ประมาทไม่ได้ เชอะไม่ได้แอ้มข้าหรอก<br />
<br />
	พอไม่พบอะไร เขาก็เก็บของเราเข้าที่ตามเดิม(เพราะเรามองตาขวางอยู่)   คืนบัตรประชาชนเราเสร็จ พวกเขาก็ลงรถไป ไม่ขอโทษเราสักคำ มาปลุกให้ตกใจตื่นไม่พอ มาทำให้อับอายอีก เสียความรู้สึกจริงๆ  <br />
	เออนะ มานั่งพิจารณา สารรูปของเราตอนนี้ก็น่าให้สงสัยอยู่หรอก แบกเป้ ดูบ้าหอบฟาง หน้าตาก็เหมือนกระเหรี่ยงตกดอย ผมเผ้ากระเซิง หมดกัน<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/ohh.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Ohh" title="Ohh" /><br />
	มาถึงเชียงใหม่โดยสวัสดิภาพก็ตอนค่ำๆ ทริปนี้ไม่โหดร้าย สนุกตามอัตภาพ นานๆจะได้ปลีกวิเวกสักทีก็ดีนะ<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/smile_black.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Smile_black" title="Smile_black" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[สวัสดีค่ะท่านที่หลงเข้ามาในบล๊อกของmonday<br />
<br />
ทีแรกนึกว่าลงเรื่องจบหมดแล้วพอมาดูที่ไหนได้ยังขาดไปอีกหน่อยนึงนี่ แฮะๆ I'm sorry.<br />
<br />
ขอบคุณค่ะที่ติดตามอ่านเรื่องราวการเดินทางผจญภัยของผู้หญิงตัวเล็กๆคนนึง หวังว่าคงจะได้อะไรกลับไปบ้างนะ อย่างน้อยก็แค่อยากให้ท่านๆได้สนุกสนานตื่นเต้นเหมือนได้ไปเที่ยวกับเราจริงๆ ที่นี่สวยมากค่ะอยากให้ได้ไปสัมผัสด้วยตัวเอง ใครไปมาแล้วก็แวะเข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันน๊า<br />
<br />
อ่ะ ไปต่อ<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/biker.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Biker" title="Biker" /><br />
<br />
ถึงเวลาต้องจากลาสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ไปแล้ว ขาลงดอยก็ต้องวิบากซ้อนมอไซค์ของคุณวิชาญลงมา ที่อุทยานฯฟ้าห่มปก มีบ่อน้ำพุร้อน ที่สำหรับอาบน้ำแร่ อบไอน้ำและสปา ราคาชาวบ้านไว้บริการด้วยนะ ขนาดสาวๆลีซูยังมาแช่น้ำแร่กันเลย เอาละ ถึงตาฉันได้ขัดสีฉวีวรรณบ้างละ<br />
<br />
	เพียงแค่หย่อนขาลงไปในบ่อน้ำแร่ก็รู้สึกถึงความผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง(สวยในราคาห้าส&#8203;ิบบาท) สนุกใหญ่ แช่ตัวเสร็จก็เข้าห้องซาวน่า อบไอแร่ แล้วก็สลับมาแช่น้ำแร่อีก บ่อแช่ก็ทำสวยงาม สะอาด โปร่งสบายopen air นอนแหงนหน้าดูฟ้าสดใส ภายใต้อุณหภูมิพอเหมาะของบ่อน้ำแร่ อ้อ เขาแยกบ่อหญิง บ่อชายไว้ด้วยฉะนั้นเราก็เลยเซ็กซี่ได้ตามสะดวก  Who will ask for more!<br />
<br />
	พอเห็นว่าความสวยเริ่มกลับคืนมาก็เลยต้องรีบขึ้น ถ้าแช่นานไปเดี๋ยวจะสวยไปหมด<br />
	ว้า! เวลาเดินเร็วจัง นี่เราต้องจรลีอีกแล้วต้องรีบไปท่ารถก่อนที่รถกลับเชียงใหม่จะหมด พอเนื้อตัวเบา(จากขี้ไคล) ก็เดินตัวปลิวพร้อมกับทำหน้าน่าสงสารมาที่ด่านเก็บค่าผ่านทางของอุทยานเพื่อมารอโบกร&#8203;ถหารถฟรีไปตลาด <br />
<br />
	“พี่เจ้าหน้าที่คะ เดี๋ยวถ้ามีรถจะเข้าตัวเมืองฝางช่วยฝากหนูไปคนนะคะ” <br />
<br />
	 ไม่นานเกินรอ สวรรค์ก็บันดาลรถกระบะมาให้ คุณพี่เจ้าหน้าที่อุทยานก็ฝากเรากับโชว์เฟอร์อย่างดิบดี เสร็จโก๋ วางสัมภาระหลังรถได้ก็แจ้นมานั่งสะเออะข้างหน้า พี่ๆมาส่งเราที่ท่ารถ หลังจากรออยู่อึดใจพระพุทธรถหวานเย็นก็มา<br />
<br />
	ขากลับเข้าเชียงใหม่ก็มีเรื่องตื่นเต้นนิดนึง ระหว่างทางก็จะมีด่านตรวจเยอะเลย เรากะลังเคลิ้มๆก็ถูกปลุกโดยคนชุดกากี<br />
	“น้องๆ ขอดูบัตรประชาชนหน่อย” ไม่ดูเปล่ายังมาค้นเป้สัมภาระเราอีกต่างหาก ทั้งรถมาค้นเราอยู่คนเดียวรู้สึกอับอายประชาชีเป็นอย่างมาก ทั้งถุงนอน เครื่องใน ข้าวของกระจุย ด้วยความโมโหเราก็บอกไปว่า<br />
	“ลื้อแล้วเก็บเข้าที่ให้เหมือนเดิมเลยนะ” <img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/onion12.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Onion12" title="Onion12" />แล้วก็นั่งมองตาเขียว<br />
	“ไปไหนมาเนี่ย” หนึ่งในชุดกากีถาม<br />
	“ไปดอยผ้าห่มปกมา”  เราตอบ<br />
	“ไปเที่ยวเรอะ?”  ถามแปลกๆจะให้ชั้นไปเตะบอลที่นั่นรึไงฟะ(อันนี้คิดในใจ)<br />
	“ไปคนเดียว?” ชุดกากีอีกคนซักต่อ<br />
	“ค่ะ” พอได้รับคำตอบพวกเขาทำหน้าแบบไม่เชื่อเอามากๆ เหมือนคิดว่าเราโกหก แต่เราก็เข้าใจนะเพราะในชีวิตเขาคงไม่เจอคนแปลกๆแบบเราบ่อยนัก เราคิดว่าที่เราถูกค้นอยู่คนเดียวเนี่ยคงเป็นเพราะมีรายงานเรื่องการขนยาเสพติดผ่านเ&#8203;ส้นนี้แหงๆ แล้วเป้าหมายก็คงจะเป็นผู้หญิงแบกเป้มาคนเดียว เราเลยซวย แต่ระหว่างที่ถูกตรวจค้น เราก็จับตามองตลอด เพราะกลัวว่าจะโดนยัดยา หาแพะ ประมาทไม่ได้ เชอะไม่ได้แอ้มข้าหรอก<br />
<br />
	พอไม่พบอะไร เขาก็เก็บของเราเข้าที่ตามเดิม(เพราะเรามองตาขวางอยู่)   คืนบัตรประชาชนเราเสร็จ พวกเขาก็ลงรถไป ไม่ขอโทษเราสักคำ มาปลุกให้ตกใจตื่นไม่พอ มาทำให้อับอายอีก เสียความรู้สึกจริงๆ  <br />
	เออนะ มานั่งพิจารณา สารรูปของเราตอนนี้ก็น่าให้สงสัยอยู่หรอก แบกเป้ ดูบ้าหอบฟาง หน้าตาก็เหมือนกระเหรี่ยงตกดอย ผมเผ้ากระเซิง หมดกัน<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/ohh.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Ohh" title="Ohh" /><br />
	มาถึงเชียงใหม่โดยสวัสดิภาพก็ตอนค่ำๆ ทริปนี้ไม่โหดร้าย สนุกตามอัตภาพ นานๆจะได้ปลีกวิเวกสักทีก็ดีนะ<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/smile_black.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Smile_black" title="Smile_black" />]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[ยังจำได้ไหม: คุณยายคุณตา ขายกระเพาะปลาที่ถนนสีลม]]></title>
			<link>http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=216</link>
			<pubDate>Fri, 05 Mar 2010 21:26:57 +0700</pubDate>
			<dc:creator>opor</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=216</guid>
			<description><![CDATA[<img src="http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2008/05/D6606920/D6606920-3.jpg" border="0" alt="[Image: D6606920-3.jpg&#93;" /><br />
<span style="font-style: italic;">ภาพประทับใจหลายคนในอดีต น่าเสียดายที่ตอนนี้ไม่มีภาพแบบนี้แล้ว</span><br />
<br />
<br />
<div style="text-align: justify;">ช่วงที่เขียนบล็อกนี้ (5 มีนาคม 2553) ผมได้ไปเก็บแบบสอบถามในการทำวิจัยเรื่องการใช้สิทธิ์บัตรทองของผู้สูงอายุ<br />
ได้สัมภาษณ์คนแก่หลายคน การได้พูดคุยซักถามปัญหาคนแก่เหล่านี้ทำให้ผมได้ข้อคิดหลายอย่าง<br />
<br />
ในการวิจัยนี้กำหนดไว้ว่าจะสัมภาษณ์ผู้สูงในกรุงเทพฯอายุเขตละ 2 คน นักวิจัยจะสุ่มพื้นที่ที่จะทำการสัมภาษณ์ออกมา<br />
แล้วจึงไปลงพื้นที่ เดินถามว่าบ้านไหนมีคนแก่ที่ใช้บัตรทองบ้าง ถ้ามีก็จะขอสัมภาษณ์ จนได้ครบจำนวนที่กำหนด<br />
<br />
ที่เขตบางรัก แถวสะพานเหลือง (เป็นย่านที่ผมพักอยู่ด้วย) ผมได้สัมภาษณ์คุณยายท่านหนึ่ง ซึ่งอยู่คนเดียวในบ้านตึกแถวเล็กๆ<br />
กว้าง(แคบ) ประมาณ 4 X4 เมตร ที่ผนังมีรูปที่เคยเป็นรูปหน้าศพของผู้หญิงสาว และชายชรา <br />
คุณยายกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่คนเดียวตอนพี่พวกผมเดินเข้าไป<br />
จากการสัมภาษณ์ทำให้รู้ว่ารูปนั้นเป็นรูปของลูกสาวคนเดียวของยาย และรูปคุณตาสามีคุณยายที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อเดือนเมษาปีที่แล้ว<br />
<br />
คุณยายกับคุณตาเคยขายกระเพาะปลาที่ถนนสีลม แต่พอคุณตาเสียชีวิต คุณยายก็ต้องเลิกขาย เพราะไม่มีคุณตาที่เคยช่วยเข็นรถ<br />
คุณยายชี้ให้ดูอุปกรณ์ขายกระเพาะปลาที่วางอยู่ในบ้้านซึ่งยังอยู่ในสภาพดี แต่ตอนนี้ไม่ได้ใช้งานแล้ว<br />
<br />
คุณยายเล่าให้ฟังว่าแต่ก่อนมีคนเอาเรื่องคุณตาคุณยายไปลงในอินเตอร์เน็ตด้วย แล้วแกก็เอากระดาษเก่าๆ ที่ปริ๊นท์ฟอร์เวิร์ดเมล<br />
เป็นภาพคุณตากับคุณยายขายกระเพาะปลาอยู่ แล้วก็ชวนให้ไปอุดหนุนคุณตาคุณยาย พอได้ดูแล้วผมรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่า<br />
ตัวเองก็เคยอ่านเมล์ฉบับนี้ผ่านๆเหมือนกัน</div>
<br />
<img src="http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2008/05/D6606920/D6606920-8.jpg" border="0" alt="[Image: D6606920-8.jpg&#93;" /><br />
<span style="font-style: italic;">รูปคุณยายสมัยที่ยังขายกระเพาะปลา</span><br />
<br />
ตอนนี้คุณยายอายุ 77 ปีแล้ว ท่าทางใจดี ยังพูดจาตอบคำถามได้ดี เป็นโรคความดันเหมือนคนแก่ทั่วไป แกเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมด้วย<br />
ทำให้ปวดขา ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ แต่ก็ยังดีที่ใช้สิทธิ์บัตรทอง มีรายได้จากเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุเดือนละ 500 บาทเท่านั้น<br />
มีหลานที่เกิดจากลูกสาวคนเดียวที่เสียชีวิตแล้ว 2 คน คนหนึ่งอยู่กับญาติที่สำโรง อีกคนอยู่สถานสงเคราะห์<br />
ผมดูจากสภาพบ้านที่แกต้องอยู่คนเดียวแล้วรู้สึกสงสารคุณยาย อยากจะช่วยเหลือแกบ้าง แต่ก็รู้ว่าจะช่วยยังไงในตอนนี้ <br />
จึงไม่ได้พูดอะไร<br />
<br />
เมื่อสัมภาษณ์เสร็จก็ขอบคุณ และไหว้ลา คิดว่าบ้านผมอยู่ใกล้บ้านคุณยาย ถ้าพอจะช่วยเหลืออะไรแกได้ในอนาคตคงจะทำ<br />
<br />
ผมกลับมาเสิร์ชดูในกูเกิ้ล ก็เจอเรื่องของแก น่าจะเป็นที่พันธุ์ทิพย์ที่มีคนตั้งกระทู้เรื่องของสองตายายขายกระเพาะปลาเป็นครั้งแ&#8203;รก <br />
หลังจากนั้นก็กลายเป็นฟอร์เวิร์ดเมลที่เคยผ่านตาผม และคงจะเคยผ่านตาหลายคนด้วย<br />
<br />
<blockquote><cite>กระทู้ต้นเรื่องจาก pantip.com Wrote:</cite><a href="http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2008/05/D6606920/D6606920.html" target="_blank" rel="nofollow">http://topicstock.pantip.com/food/topics...06920.html</a></blockquote>
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<img src="http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2008/05/D6606920/D6606920-3.jpg" border="0" alt="[Image: D6606920-3.jpg]" /><br />
<span style="font-style: italic;">ภาพประทับใจหลายคนในอดีต น่าเสียดายที่ตอนนี้ไม่มีภาพแบบนี้แล้ว</span><br />
<br />
<br />
<div style="text-align: justify;">ช่วงที่เขียนบล็อกนี้ (5 มีนาคม 2553) ผมได้ไปเก็บแบบสอบถามในการทำวิจัยเรื่องการใช้สิทธิ์บัตรทองของผู้สูงอายุ<br />
ได้สัมภาษณ์คนแก่หลายคน การได้พูดคุยซักถามปัญหาคนแก่เหล่านี้ทำให้ผมได้ข้อคิดหลายอย่าง<br />
<br />
ในการวิจัยนี้กำหนดไว้ว่าจะสัมภาษณ์ผู้สูงในกรุงเทพฯอายุเขตละ 2 คน นักวิจัยจะสุ่มพื้นที่ที่จะทำการสัมภาษณ์ออกมา<br />
แล้วจึงไปลงพื้นที่ เดินถามว่าบ้านไหนมีคนแก่ที่ใช้บัตรทองบ้าง ถ้ามีก็จะขอสัมภาษณ์ จนได้ครบจำนวนที่กำหนด<br />
<br />
ที่เขตบางรัก แถวสะพานเหลือง (เป็นย่านที่ผมพักอยู่ด้วย) ผมได้สัมภาษณ์คุณยายท่านหนึ่ง ซึ่งอยู่คนเดียวในบ้านตึกแถวเล็กๆ<br />
กว้าง(แคบ) ประมาณ 4 X4 เมตร ที่ผนังมีรูปที่เคยเป็นรูปหน้าศพของผู้หญิงสาว และชายชรา <br />
คุณยายกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่คนเดียวตอนพี่พวกผมเดินเข้าไป<br />
จากการสัมภาษณ์ทำให้รู้ว่ารูปนั้นเป็นรูปของลูกสาวคนเดียวของยาย และรูปคุณตาสามีคุณยายที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อเดือนเมษาปีที่แล้ว<br />
<br />
คุณยายกับคุณตาเคยขายกระเพาะปลาที่ถนนสีลม แต่พอคุณตาเสียชีวิต คุณยายก็ต้องเลิกขาย เพราะไม่มีคุณตาที่เคยช่วยเข็นรถ<br />
คุณยายชี้ให้ดูอุปกรณ์ขายกระเพาะปลาที่วางอยู่ในบ้้านซึ่งยังอยู่ในสภาพดี แต่ตอนนี้ไม่ได้ใช้งานแล้ว<br />
<br />
คุณยายเล่าให้ฟังว่าแต่ก่อนมีคนเอาเรื่องคุณตาคุณยายไปลงในอินเตอร์เน็ตด้วย แล้วแกก็เอากระดาษเก่าๆ ที่ปริ๊นท์ฟอร์เวิร์ดเมล<br />
เป็นภาพคุณตากับคุณยายขายกระเพาะปลาอยู่ แล้วก็ชวนให้ไปอุดหนุนคุณตาคุณยาย พอได้ดูแล้วผมรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่า<br />
ตัวเองก็เคยอ่านเมล์ฉบับนี้ผ่านๆเหมือนกัน</div>
<br />
<img src="http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2008/05/D6606920/D6606920-8.jpg" border="0" alt="[Image: D6606920-8.jpg]" /><br />
<span style="font-style: italic;">รูปคุณยายสมัยที่ยังขายกระเพาะปลา</span><br />
<br />
ตอนนี้คุณยายอายุ 77 ปีแล้ว ท่าทางใจดี ยังพูดจาตอบคำถามได้ดี เป็นโรคความดันเหมือนคนแก่ทั่วไป แกเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมด้วย<br />
ทำให้ปวดขา ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ แต่ก็ยังดีที่ใช้สิทธิ์บัตรทอง มีรายได้จากเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุเดือนละ 500 บาทเท่านั้น<br />
มีหลานที่เกิดจากลูกสาวคนเดียวที่เสียชีวิตแล้ว 2 คน คนหนึ่งอยู่กับญาติที่สำโรง อีกคนอยู่สถานสงเคราะห์<br />
ผมดูจากสภาพบ้านที่แกต้องอยู่คนเดียวแล้วรู้สึกสงสารคุณยาย อยากจะช่วยเหลือแกบ้าง แต่ก็รู้ว่าจะช่วยยังไงในตอนนี้ <br />
จึงไม่ได้พูดอะไร<br />
<br />
เมื่อสัมภาษณ์เสร็จก็ขอบคุณ และไหว้ลา คิดว่าบ้านผมอยู่ใกล้บ้านคุณยาย ถ้าพอจะช่วยเหลืออะไรแกได้ในอนาคตคงจะทำ<br />
<br />
ผมกลับมาเสิร์ชดูในกูเกิ้ล ก็เจอเรื่องของแก น่าจะเป็นที่พันธุ์ทิพย์ที่มีคนตั้งกระทู้เรื่องของสองตายายขายกระเพาะปลาเป็นครั้งแ&#8203;รก <br />
หลังจากนั้นก็กลายเป็นฟอร์เวิร์ดเมลที่เคยผ่านตาผม และคงจะเคยผ่านตาหลายคนด้วย<br />
<br />
<blockquote><cite>กระทู้ต้นเรื่องจาก pantip.com Wrote:</cite><a href="http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2008/05/D6606920/D6606920.html" target="_blank" rel="nofollow">http://topicstock.pantip.com/food/topics...06920.html</a></blockquote>
]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[เหนือขุนเขาดอยผ้าห่มปก(3)]]></title>
			<link>http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=215</link>
			<pubDate>Wed, 24 Feb 2010 12:00:52 +0700</pubDate>
			<dc:creator>Monday</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=215</guid>
			<description><![CDATA[“อ้าว พระจันทร์นี่” สว่างปานนี้เลยรึเนี่ย อยู่บนดอยได้เห็นเห็นพระจันทร์ใกล้ๆ เต็มดวงโตสวยจับใจ แม้จะง่วง แต่เพลงเพลงนี้ก็ยังแวบเข้ามาในห้วงความคิด<br />
	“ฟ้าผ่องเพ็ญ งามเด่นคือดังสวรรค์ งามแต้งามว่า ผู้สาวบ้านใดกันมายืน(นอน)ชมจันทร์ผู้เดียวหนอเจ้า”<br />
	หลับไปอีกครั้งไม่รู้นานแค่ไหน แต่จริงๆนอนไม่ค่อยหลับหรอก หนาวปานนั้น คราวนี้ถูกปลุกด้วยแสงและเสียง<br />
	“พี่ครับตื่นได้แล้วครับ”<br />
	ใครอีกฟะเนี่ย คราวนี้เสียงมาก่อนแสง ยังมึนๆงงๆจากการถูกปลุก หันไปดูนาฬิกาข้อมือพรายน้ำสะท้อนเวลาตีสามครึ่ง นึกได้ว่าเรานัดไกด์ไว้ตอนตีสี่ ต้องเดินขึ้นยอดดอย<br />
	<br />
พอตีสี่<br />
ทุกคนมาพร้อมกันณ ลานกางเตนท์พร้อมออกเดินทาง พอดีคณะสี่คนที่มาเมื่อวานมาร่วมด้วย สองคนในนั้นเป็นส.ว.(สูงวัย) การเดินจึงต้องค่อยเป็นค่อยไป จากจุดกางเตนท์ไปจนถึงยอดดอยผ้าห่มปกเป็นระยะทาง3500เมตร ช่วงแรกทางค่อนข้างชัน ทางเดินจะเป็นทางดินแคบๆและมืดมาก มีเพียงแสงจันทร์ที่เล็ดลอดต้นไม้ใบหนา ถ้าไม่มีไฟฉายก็คลำทางไปเหมือนคนตาบอด  ขบวนการเดินของพวกเราคือ ไกด์ซึ่งเป็นชาวมูเซอแดงเดินนำ ตามมาด้วยลุงกับป้าและอีกสองคนที่เป็นกระทาชายวัยกลางคน ส่วนเราก็เดินคนสุดท้าย ไม่ใช่ไม่มีใครให้ไปเดินตอนกลางขบวนนะ แต่เราชอบเดินปิดท้าย โอ้เอ้ได้ จนพี่คนที่อยู่หน้าเราแซวว่า<br />
	“ส่งเสียงมาบ้างนะ แล้วอย่าแอบไปส่งนกฮูกกลับรังล่ะ<br />
	<br />
ช่วงแรกนี้เหนื่อยเอาการเล่นเอาหอบ สองส.ว.ที่มาด้วยถึงกับโอย คนนึงเจ็บเข่า อีกคนหายใจไม่ทัน ต้องโทษไกด์ที่เดินเร็วเกินไป ขนาดเรายังแทบเดี้ยง เลยต้องบอกให้พี่แกลดสปีดหน่อย จากใส่เสื้อมาสามชั้นค่อยๆถอดทีละชั้นจนเหลือแค่เสื้อแขนยาวตัวเดียว ภายใต้อุณหภูมิสิบองศาเหงื่อยังไหลเลย เนื่องจากเป็นช่วงที่ชันที่สุดและเป็นช่วงเริ่มเดิน ทางอุทยานฯเลยปักป้ายชื่อว่า “ม่อนวัดใจ”<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/onion06.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Onion06" title="Onion06" /><br />
	คุณลุงบอกว่านี่ถ้าเดินตอนกลางวันนะกลับไปแล้ว ทีแรกเราก็ลุ้นนะว่าลุงกะป้าจะไปถึงยอดเอฟเวอเรสรึป่าว เพราะเดินไปได้สักสิบยี่สิบเมตรก็ต้องพักตลอด ขึ้นๆลงๆเขาอยู่หลายลูก ทางก็มืดมากถ้าไม่มีไกด์หลงป่าแน่ ไปโผล่อีกทีโน่น หมู่บ้านว้าแดงแหงๆ<br />
	<br />
ยิ่งสูงความหนาวก็มาทักทายอีกครั้ง ป่าเริ่มเปิด ทำให้ได้เห็นแสงไฟระยิบระยับจากเขตอ.ฝาง-ไชยปราการ “ดาวบนดิน” สวยงามไปอีกแบบ<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/wow2.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Wow2" title="Wow2" /> กลัวดาวบนฟ้าจะน้อยใจก็เลยแหงนหน้ามอง เห็นกระพริบทางโน้นดวงทางนี้ดวง ส่องแสงแข่งกับดาวบนดิน อีกฟากของปลายฟ้าดวงเดือนก็เคลื่อนคล้อยค่อยหรี่แสงหลีกทางให้กงล้อสุริยะโคจรมาแทนท&#8203;ี่ในอีกฟากฟ้า<br />
	พอพ้นเขต “ป่าใส่เสื้อ” อีกห้าร้อยเมตรก็จะถึงยอดแล้ว ความชันช่วงนี้คล้ายกับช่วงแรก แต่กลับไม่เหนื่อยเท่าไหร่ (คงจะชินแล้วน่ะ) ความจริงการขึ้นดอยนี่ก็ดีนะเป็นตัวชี้วัดความฟิตของร่างกาย อ้อที่ชื่อป่าใส่เสื้อก็เพราะต้นไม้ถูกบรรดามอสและไลเคนปกคลุมอยู่ตามต้นเหมือนต้นไม&#8203;้สวมเสื้อเลย<br />
	<br />
ในที่สุด พวกเราก็มาแตะป้าย “ยอดดอยผ้าห่มปก” ความสูง2285เมตรบนเทือกเขาแดนลาว อันดับสองรองจากอินทนนท์ ในความหนาวระดับสี่องศา ไม่รู้พี่ๆเค้าทนได้ไง ลากอีแตะกับกางเกงขาสั้นขึ้นมามีผ้าขาวม้าสีชมพูพันคอกันคนละผืน เราก็เลยแซวว่าเป็น “แฟชั่นรับลมหนาวพวกว้าชมพู”<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/smileP.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="SmileP" title="SmileP" /><br />
	<br />
ข้างบนยอดนี่ลมแรงมากหนาวจนมือชาและเจ็บไปหมด จุดที่เรายืนนี่เป็นสันเขาเพราะฉะนั้นก็จะเห็นวิวโดยรอบ360องศา ทำให้รู้สึกว่าถ้าเทียบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติแล้ว มนุษย์เราตัวเล็กนิดเดียว ระหว่างยืนสั่นรอพระอาทิตย์ขึ้น เราก็เลยคุยกับไกด์ชาวมูเซอแดงไปพลาง แม้จะเป็นชาวเขาแต่พี่แกก็พูดไทยชัดและก็นำทัวร์มาห้าปีแล้ว บ้านเขาอยู่ห่างจุดกางเตนท์ไปสี่กิโล<br />
“ถ้ามาช่วงวันหยุดยาว คนจะเยอะมากครับยืนเต็มแน่นไปหมด” (ฉันคงบ้าตาแน่ถ้าต้องมาเที่ยวแบบแออัดขนาดนั้น) บนสันเขาแคบๆอย่างนี้ขวาก็เหว ซ้ายก็เหว ไม่มีการกั้นอะไรไว้เลยเวลาถ่ายรูปริมๆสันเขานี่ต้องเช็คดูให้ดี อย่าเพิ่งรีบก้าวหรือทิ้งน้ำหนัก หล่นลงไปละก็ ไม่อยากนึก<br />
<br />
“ป้ายนี้อันใหม่นะครับเล็กลงกว่าเดิมครึ่งนึง อันเก่าถูกชาวบ้านถอนทิ้งไปแล้ว”<br />
“อ้าว ทำไมล่ะ”<br />
“ชาวบ้านโมโหที่ถูกจับตอนเข้ามาหาของป่า ทางหัวหน้าอุทยานฯบอกว่าใครเอาป้ายไม้อันเก่ามาคืนได้จะให้ห้าร้อย”<br />
พี่คนหนึ่งในคณะเราบอกว่า “รางวัลห้าแสนกูยังขอคิดดูก่อนเลย”<br />
“เส้นทางแถวนี้ พวกพ่อค้าก็ยังคงอาศัยเดินไปมาไทยพม่า เคยจ๊ะเอ๋บ้างเหมือนกัน”<br />
“เค้ามาค้าขายอะไรกัน” <br />
“ก็ของป่าก็มี บางทีก็แอบขนยา”  อ้าวนี่มันเส้นทางค้ายาด้วยเหรอเนี่ย<br />
“อาณาเขตพม่าล้อมเราเป็นรูปตัวยู มองได้ชัดเจนมากเวลาอยู่บนยอดดอยตรงนี้”<br />
หลังจากที่ไกด์เขย่าขวัญเราเรียกน้ำย่อยแล้ว เราก็ตั้งตาคอยพระอาทิตย์ต่อ แต่เช้านี้โชคไม่ค่อยเข้าข้าง อุตส่าห์ปีนป่ายขึ้นมาก่อนไก่โห่ กะจะมาดูพระอาทิตย์ขึ้นก่อนชาวโลก ฟ้าดินก็ไม่เป็นใจ เมฆเยอะมากบังพระอาทิตย์ซะมิดเลย เจ็ดโมงแล้วเห็นเพียงแต่รังสีแดงๆส้มๆระบายอยู่จางๆ ส่วนทะเลหมอกก็เห็นอยู่ไกลๆฝั่งพม่าโน่น ทัศนะวิสัยขมุกขมัว หนาวก็หนาว เผ่นดีกว่า แค่ได้ขึ้นมาพิชิตยอดอันดับสองของประเทศก็หรูแล้ว<br />
<br />
ขาลงนี่เร็วมาก ไกด์ทาร์ซานบอกว่าเขาเคยใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงในการลง เราก็เลยแซวว่า “โหนเถาวัลย์หรือแอบติดกระเช้าไฟฟ้าไว้หลังบ้านยะ ถึงได้เร็วขนาดนั้น” แต่สำหรับคนขาสั้นๆและก็เริ่มสั่นเพราะต้องเกร็งขาตลอดเวลาเนื่องจากความชื้นและลื่น&#8203;จากน้ำค้างตามต้นไม้ใบหญ้า ก็ชั่วโมงนึงพอดีถึงเตนท์ <br />
	<br />
สายๆคณะรุ่นเดอะ ก็จากไป ปล่อยเราไว้ให้เป็นนักท่องเที่ยวหนึ่งเดียวที่นี่ หลังจากกินอาหารเช้าแล้วก็เลยจับกล้องสองตาไปเดินส่องนก นกที่นี่เยอะมาก ทั้งนกเจ้าถิ่น และนกอพยพ อาทิ นกตระกูลกินปลี นกปรอดนกกระรางหางแดง นกจาบปีกอ่อนสีแดง นกเดินดงคอแดง และอีกมากส่องแทบไม่ทัน <br />
ว้า กำลังเพลินอยู่เชียว ก็ต้องถูกขัดตาทัพอันเนื่องมาจากพอดีมีเจ้าหน้าที่ใหม่ถูกส่งให้มาช่วยงานคุณวิชาญอี&#8203;กสองคน ดันเดินมาชวนเราคุยซะงั้น (เห็นมะ เดินทางคนเดียวเหงาที่ไหน) สักพัก เขาก็ชวนเราไปกินหมูย่างเกาหลี เอ๊ย หมูย่างถังน้ำมัน<br />
	<br />
ชีวิตคนดอย ห่างไกลตลาดก็ต้องรู้จักประยุกต์อุปกรณ์ทำอาหาร มีอะไรใช้ไอ้นั่น มีอะไรกินไอ้นั่น แล้วไอ้หมูถังฯนี่ก็อร่อยโคตร แค่หมักหมูกับพริกกะเกลือ เสร็จแล้วก็เอาไปย่างรมควันในถังน้ำมันใบใหญ่เจาะก้น มีเตาอั้งโล่ตั้งไว้ในถัง วางหมูลงบนที่ย่าง ถ้าวางไม่หมดก็เกี่ยวกับลวดห้อยไว้ในถัง พอปิดฝา ทั้งควันไฟและความร้อนก็จะทำให้หมูสุกอย่างทั่วถึง เปิดฝาดู หอมยั่วน้ำลาย ไม่ต้องอบนานมากเดี๋ยวจะแข็งเกิน ประมาณ Medium rare ก็ใช้ได้ กินกับน้ำจิ้มแจ่วแซบๆ สุดบรรยาย อร่อยจนลืมดูนกไปเลย เวรกรรม<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/laugh2.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Laugh2" title="Laugh2" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[“อ้าว พระจันทร์นี่” สว่างปานนี้เลยรึเนี่ย อยู่บนดอยได้เห็นเห็นพระจันทร์ใกล้ๆ เต็มดวงโตสวยจับใจ แม้จะง่วง แต่เพลงเพลงนี้ก็ยังแวบเข้ามาในห้วงความคิด<br />
	“ฟ้าผ่องเพ็ญ งามเด่นคือดังสวรรค์ งามแต้งามว่า ผู้สาวบ้านใดกันมายืน(นอน)ชมจันทร์ผู้เดียวหนอเจ้า”<br />
	หลับไปอีกครั้งไม่รู้นานแค่ไหน แต่จริงๆนอนไม่ค่อยหลับหรอก หนาวปานนั้น คราวนี้ถูกปลุกด้วยแสงและเสียง<br />
	“พี่ครับตื่นได้แล้วครับ”<br />
	ใครอีกฟะเนี่ย คราวนี้เสียงมาก่อนแสง ยังมึนๆงงๆจากการถูกปลุก หันไปดูนาฬิกาข้อมือพรายน้ำสะท้อนเวลาตีสามครึ่ง นึกได้ว่าเรานัดไกด์ไว้ตอนตีสี่ ต้องเดินขึ้นยอดดอย<br />
	<br />
พอตีสี่<br />
ทุกคนมาพร้อมกันณ ลานกางเตนท์พร้อมออกเดินทาง พอดีคณะสี่คนที่มาเมื่อวานมาร่วมด้วย สองคนในนั้นเป็นส.ว.(สูงวัย) การเดินจึงต้องค่อยเป็นค่อยไป จากจุดกางเตนท์ไปจนถึงยอดดอยผ้าห่มปกเป็นระยะทาง3500เมตร ช่วงแรกทางค่อนข้างชัน ทางเดินจะเป็นทางดินแคบๆและมืดมาก มีเพียงแสงจันทร์ที่เล็ดลอดต้นไม้ใบหนา ถ้าไม่มีไฟฉายก็คลำทางไปเหมือนคนตาบอด  ขบวนการเดินของพวกเราคือ ไกด์ซึ่งเป็นชาวมูเซอแดงเดินนำ ตามมาด้วยลุงกับป้าและอีกสองคนที่เป็นกระทาชายวัยกลางคน ส่วนเราก็เดินคนสุดท้าย ไม่ใช่ไม่มีใครให้ไปเดินตอนกลางขบวนนะ แต่เราชอบเดินปิดท้าย โอ้เอ้ได้ จนพี่คนที่อยู่หน้าเราแซวว่า<br />
	“ส่งเสียงมาบ้างนะ แล้วอย่าแอบไปส่งนกฮูกกลับรังล่ะ<br />
	<br />
ช่วงแรกนี้เหนื่อยเอาการเล่นเอาหอบ สองส.ว.ที่มาด้วยถึงกับโอย คนนึงเจ็บเข่า อีกคนหายใจไม่ทัน ต้องโทษไกด์ที่เดินเร็วเกินไป ขนาดเรายังแทบเดี้ยง เลยต้องบอกให้พี่แกลดสปีดหน่อย จากใส่เสื้อมาสามชั้นค่อยๆถอดทีละชั้นจนเหลือแค่เสื้อแขนยาวตัวเดียว ภายใต้อุณหภูมิสิบองศาเหงื่อยังไหลเลย เนื่องจากเป็นช่วงที่ชันที่สุดและเป็นช่วงเริ่มเดิน ทางอุทยานฯเลยปักป้ายชื่อว่า “ม่อนวัดใจ”<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/onion06.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Onion06" title="Onion06" /><br />
	คุณลุงบอกว่านี่ถ้าเดินตอนกลางวันนะกลับไปแล้ว ทีแรกเราก็ลุ้นนะว่าลุงกะป้าจะไปถึงยอดเอฟเวอเรสรึป่าว เพราะเดินไปได้สักสิบยี่สิบเมตรก็ต้องพักตลอด ขึ้นๆลงๆเขาอยู่หลายลูก ทางก็มืดมากถ้าไม่มีไกด์หลงป่าแน่ ไปโผล่อีกทีโน่น หมู่บ้านว้าแดงแหงๆ<br />
	<br />
ยิ่งสูงความหนาวก็มาทักทายอีกครั้ง ป่าเริ่มเปิด ทำให้ได้เห็นแสงไฟระยิบระยับจากเขตอ.ฝาง-ไชยปราการ “ดาวบนดิน” สวยงามไปอีกแบบ<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/wow2.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Wow2" title="Wow2" /> กลัวดาวบนฟ้าจะน้อยใจก็เลยแหงนหน้ามอง เห็นกระพริบทางโน้นดวงทางนี้ดวง ส่องแสงแข่งกับดาวบนดิน อีกฟากของปลายฟ้าดวงเดือนก็เคลื่อนคล้อยค่อยหรี่แสงหลีกทางให้กงล้อสุริยะโคจรมาแทนท&#8203;ี่ในอีกฟากฟ้า<br />
	พอพ้นเขต “ป่าใส่เสื้อ” อีกห้าร้อยเมตรก็จะถึงยอดแล้ว ความชันช่วงนี้คล้ายกับช่วงแรก แต่กลับไม่เหนื่อยเท่าไหร่ (คงจะชินแล้วน่ะ) ความจริงการขึ้นดอยนี่ก็ดีนะเป็นตัวชี้วัดความฟิตของร่างกาย อ้อที่ชื่อป่าใส่เสื้อก็เพราะต้นไม้ถูกบรรดามอสและไลเคนปกคลุมอยู่ตามต้นเหมือนต้นไม&#8203;้สวมเสื้อเลย<br />
	<br />
ในที่สุด พวกเราก็มาแตะป้าย “ยอดดอยผ้าห่มปก” ความสูง2285เมตรบนเทือกเขาแดนลาว อันดับสองรองจากอินทนนท์ ในความหนาวระดับสี่องศา ไม่รู้พี่ๆเค้าทนได้ไง ลากอีแตะกับกางเกงขาสั้นขึ้นมามีผ้าขาวม้าสีชมพูพันคอกันคนละผืน เราก็เลยแซวว่าเป็น “แฟชั่นรับลมหนาวพวกว้าชมพู”<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/smileP.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="SmileP" title="SmileP" /><br />
	<br />
ข้างบนยอดนี่ลมแรงมากหนาวจนมือชาและเจ็บไปหมด จุดที่เรายืนนี่เป็นสันเขาเพราะฉะนั้นก็จะเห็นวิวโดยรอบ360องศา ทำให้รู้สึกว่าถ้าเทียบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติแล้ว มนุษย์เราตัวเล็กนิดเดียว ระหว่างยืนสั่นรอพระอาทิตย์ขึ้น เราก็เลยคุยกับไกด์ชาวมูเซอแดงไปพลาง แม้จะเป็นชาวเขาแต่พี่แกก็พูดไทยชัดและก็นำทัวร์มาห้าปีแล้ว บ้านเขาอยู่ห่างจุดกางเตนท์ไปสี่กิโล<br />
“ถ้ามาช่วงวันหยุดยาว คนจะเยอะมากครับยืนเต็มแน่นไปหมด” (ฉันคงบ้าตาแน่ถ้าต้องมาเที่ยวแบบแออัดขนาดนั้น) บนสันเขาแคบๆอย่างนี้ขวาก็เหว ซ้ายก็เหว ไม่มีการกั้นอะไรไว้เลยเวลาถ่ายรูปริมๆสันเขานี่ต้องเช็คดูให้ดี อย่าเพิ่งรีบก้าวหรือทิ้งน้ำหนัก หล่นลงไปละก็ ไม่อยากนึก<br />
<br />
“ป้ายนี้อันใหม่นะครับเล็กลงกว่าเดิมครึ่งนึง อันเก่าถูกชาวบ้านถอนทิ้งไปแล้ว”<br />
“อ้าว ทำไมล่ะ”<br />
“ชาวบ้านโมโหที่ถูกจับตอนเข้ามาหาของป่า ทางหัวหน้าอุทยานฯบอกว่าใครเอาป้ายไม้อันเก่ามาคืนได้จะให้ห้าร้อย”<br />
พี่คนหนึ่งในคณะเราบอกว่า “รางวัลห้าแสนกูยังขอคิดดูก่อนเลย”<br />
“เส้นทางแถวนี้ พวกพ่อค้าก็ยังคงอาศัยเดินไปมาไทยพม่า เคยจ๊ะเอ๋บ้างเหมือนกัน”<br />
“เค้ามาค้าขายอะไรกัน” <br />
“ก็ของป่าก็มี บางทีก็แอบขนยา”  อ้าวนี่มันเส้นทางค้ายาด้วยเหรอเนี่ย<br />
“อาณาเขตพม่าล้อมเราเป็นรูปตัวยู มองได้ชัดเจนมากเวลาอยู่บนยอดดอยตรงนี้”<br />
หลังจากที่ไกด์เขย่าขวัญเราเรียกน้ำย่อยแล้ว เราก็ตั้งตาคอยพระอาทิตย์ต่อ แต่เช้านี้โชคไม่ค่อยเข้าข้าง อุตส่าห์ปีนป่ายขึ้นมาก่อนไก่โห่ กะจะมาดูพระอาทิตย์ขึ้นก่อนชาวโลก ฟ้าดินก็ไม่เป็นใจ เมฆเยอะมากบังพระอาทิตย์ซะมิดเลย เจ็ดโมงแล้วเห็นเพียงแต่รังสีแดงๆส้มๆระบายอยู่จางๆ ส่วนทะเลหมอกก็เห็นอยู่ไกลๆฝั่งพม่าโน่น ทัศนะวิสัยขมุกขมัว หนาวก็หนาว เผ่นดีกว่า แค่ได้ขึ้นมาพิชิตยอดอันดับสองของประเทศก็หรูแล้ว<br />
<br />
ขาลงนี่เร็วมาก ไกด์ทาร์ซานบอกว่าเขาเคยใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงในการลง เราก็เลยแซวว่า “โหนเถาวัลย์หรือแอบติดกระเช้าไฟฟ้าไว้หลังบ้านยะ ถึงได้เร็วขนาดนั้น” แต่สำหรับคนขาสั้นๆและก็เริ่มสั่นเพราะต้องเกร็งขาตลอดเวลาเนื่องจากความชื้นและลื่น&#8203;จากน้ำค้างตามต้นไม้ใบหญ้า ก็ชั่วโมงนึงพอดีถึงเตนท์ <br />
	<br />
สายๆคณะรุ่นเดอะ ก็จากไป ปล่อยเราไว้ให้เป็นนักท่องเที่ยวหนึ่งเดียวที่นี่ หลังจากกินอาหารเช้าแล้วก็เลยจับกล้องสองตาไปเดินส่องนก นกที่นี่เยอะมาก ทั้งนกเจ้าถิ่น และนกอพยพ อาทิ นกตระกูลกินปลี นกปรอดนกกระรางหางแดง นกจาบปีกอ่อนสีแดง นกเดินดงคอแดง และอีกมากส่องแทบไม่ทัน <br />
ว้า กำลังเพลินอยู่เชียว ก็ต้องถูกขัดตาทัพอันเนื่องมาจากพอดีมีเจ้าหน้าที่ใหม่ถูกส่งให้มาช่วยงานคุณวิชาญอี&#8203;กสองคน ดันเดินมาชวนเราคุยซะงั้น (เห็นมะ เดินทางคนเดียวเหงาที่ไหน) สักพัก เขาก็ชวนเราไปกินหมูย่างเกาหลี เอ๊ย หมูย่างถังน้ำมัน<br />
	<br />
ชีวิตคนดอย ห่างไกลตลาดก็ต้องรู้จักประยุกต์อุปกรณ์ทำอาหาร มีอะไรใช้ไอ้นั่น มีอะไรกินไอ้นั่น แล้วไอ้หมูถังฯนี่ก็อร่อยโคตร แค่หมักหมูกับพริกกะเกลือ เสร็จแล้วก็เอาไปย่างรมควันในถังน้ำมันใบใหญ่เจาะก้น มีเตาอั้งโล่ตั้งไว้ในถัง วางหมูลงบนที่ย่าง ถ้าวางไม่หมดก็เกี่ยวกับลวดห้อยไว้ในถัง พอปิดฝา ทั้งควันไฟและความร้อนก็จะทำให้หมูสุกอย่างทั่วถึง เปิดฝาดู หอมยั่วน้ำลาย ไม่ต้องอบนานมากเดี๋ยวจะแข็งเกิน ประมาณ Medium rare ก็ใช้ได้ กินกับน้ำจิ้มแจ่วแซบๆ สุดบรรยาย อร่อยจนลืมดูนกไปเลย เวรกรรม<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/laugh2.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Laugh2" title="Laugh2" />]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[เหนือขุนเขาดอยผ้าห่มปก(2)]]></title>
			<link>http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=212</link>
			<pubDate>Thu, 18 Feb 2010 11:19:52 +0700</pubDate>
			<dc:creator>Monday</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=212</guid>
			<description><![CDATA[...ตอนที่ 2<br />
<br />
“เดี๋ยวแวะเติมน้ำมันก่อนเน้อ”<br />
“ตามสบายเลยลุง หนูไม่อยากเข็นอ่ะ  ลำพังเจ้าเป้กะถุงนอนก็หนักหลายแล้ว” <br />
ก่อนออกจากเกสเฮาส์ ยังโดนเด็กที่นั่นแซวเลยว่าขนทีวีตู้เย็นขึ้นไปด้วยรึไง<br />
<br />
พอลุงแกเติมน้ำมันเสร็จก็พาเราฮ่อไปตามทางลาดยาง<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/biker.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Biker" title="Biker" /> <br />
ก่อนจะแยกเข้าสู่ทางวิบากขึ้นดอยสิบแปดกิโลจากตีนดอยไปจุดกางเตนท์ <br />
น่าจะเป็นสวรรค์ของนักบิดรถแข่ง หน้าฝนนี่ไม่ต้องคุยเลย คงจะลื่นปื๊ดๆ แหงๆ <br />
แต่ด้วยฝีมือจอมพระกาฬของวินมอไซค์เก๋าๆอย่างลุงแสง สอบอมอ  <br />
เกือบชั่วโมงสำหรับทางแค่สิบแปดกิโล มีบางช่วงที่เป็นทางอันตรายทางอุทยาน<br />
ก็จะลาดคอนกรีตไว้เป็นช่วงๆ ยิ่งขี่ขึ้นมาอากาศก็เริ่มเย็นขึ้นๆ ความบริสุทธิ์สะอาด<br />
ก็มากขึ้น จากป่าไผ่ ป่าเบญจพรรณก็เริ่มเปลี่ยนมาเป็นป่าสน วิวทิวทัศน์ก็เริ่มปรากฎ <br />
เป็นเส้นทางที่เงียบสงบ ไม่มีรถสวนรถแซงแม้แต่คันเดียว ระหว่างทางก็ชวนลุง<br />
แกคุยไปเรื่อย แถมยังมุขใส่แกอีกนะว่า<br />
<br />
“ค่ารถนี่หารสองนะ มาด้วยกันก็ช่วยกันออก ก็ถามแล้วว่าลุงจะขึ้นมาไหม <br />
เห็นลุงมาด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่เหรอ”<br />
“อ้าว แล้วกันมีงี้ด้วยเรอะ งี้เมียก็ด่าลุงตายเลย”<br />
“ไม่รู้แหละ ก็มาด้วยกันแล้วนี่”<br />
“งั้นลุงให้ขึ้นฟรีละกัน”<br />
“อ๊ะ จริงดิ่” โหได้ขึ้นรถฟรีแล้วตู เจอคนใจดีอีกละ<br />
<br />
สักพัก สุงแสงสารถีก็พาเรามาถึงจุดบริการนักท่องเที่ยว(จุดกางเตนท์) <br />
เห็นมีรถโฟร์วีลจอดอยู่พร้อมกับเตนท์นักท่องเที่ยวที่กางเรียบร้อยแล้วคาดว่า<br />
คงเป็นสี่คนที่ขึ้นมาก่อน<br />
<br />
“ขอบคุณมากค่ะลุง บุญคุณนี้จะไม่ลืมเลย”<br />
“ไม่เป็นไร”  พอฉันกำลังจะเดินไป<br />
“ขอค่ารถด้วย”<br />
“อ้าว ก็ลุงบอกขึ้นฟรีไง”<br />
“เออ ตอนขึ้นฟรี แต่ตอนลงจ่ายตังค์ด้วย”<br />
<br />
โห ลุงไปจำมุขนี้มาจากไหนฟะ เล่นซ้อนมุขเราแบบคาดไม่ถึงเลยนะเนี่ย สุดยอด<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/beathead.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Beathead" title="Beathead" /><br />
<br />
พอมาถึง คุณวิชาญเจ้าหน้าที่สุดหล่อ(เพราะมีแกอยู่คนเดียวที่นี่) ก็เดินมาต้อนรับขับไล่<br />
เราเป็นการใหญ่<br />
<br />
หลังจากทักทายเพื่อนรุ่นใหญ่สี่คนที่มาปักหลักก่อนหน้าเราเรียบร้อยแล้ว <br />
คุณวิชาญก็พาเราเดินมาที่จุดกางเตนท์อันเป็นลานกว้างหน้าศูนย์บริการฯ <br />
เราเลือกห้องสวีตมุมด้านบนเพราะได้เห็นทิวเขาสลับซับซ้อนสวยงาม <br />
และก็มีเทอเรสให้นั่งเล่น <br />
<br />
ที่พูดมาเนี่ยโม้ทั้งเพ ไอ้ที่นอนน่ะเหรอ เตนท์กรมป่าไม้ลายวิหคเหิรลมที่เจอ<br />
ทุกๆอุทยานฯน่ะแหละ<br />
<br />
พอเก็บสัมภาระ จัดการปูถุงนอนเสร็จโผล่หัวมานอกเตนท์ จะแว๊ว! <br />
อีตาวิชาญยืนดักรออยู่หน้าเตนท์ เราก็คิดในใจ จะบริการอะไรดีขนาดน้าน <br />
คงจะเห็นเราหัวเดียวกระเทียมลีบ เราก็เลยยิ้มเผล่ส่งไป<br />
<br />
“กินข้าวเที่ยงมายังครับ”<br />
“ยังเลย ก็ว่าจะมากินที่นี่ เจ้าหน้าที่ข้างล่างบอกว่าบนนี้มีร้านอาหาร”<br />
“พอดีพ่อครัวเขาลงไปซื้อของคงกลับมาเย็นๆ”<br />
“งั้นรบกวนคุณวิชาญต้มน้ำให้หน่อยนะจะกินมาม่า”<br />
<br />
นะ การยังชีพแบบง่ายๆ บางทีก็ขัดใจคนรักสุขภาพอย่างเรา เอาเหอะมื้อสองมื้อ <br />
พึ่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปก่อนละกัน ระหว่างกินคุณวิชาญก็มานั่งมองเรากินเอ๊ย!นั่งคุยด้วย <br />
เขาบอกว่ามาอยู่ที่นี่ได้สองปีแล้ว เคยทำครัวร้านอาหารญี่ปุ่นมาก่อนในเชียงใหม่ <br />
แล้วเบื่อก็เลยออกมาทำงานนี้<br />
<br />
“พื้นที่อุทยานสามแสนกว่าไร่ ผมก็เดินมาหมดแล้ว จากผ้าห่มปกมองไปทางทิศตะวันตก<br />
จะเห็นหมู่บ้านนอแลและขอบด้งที่อ่างขางนู่นลิบๆโน่น หมู่บ้านข้างล่างห่างไปสี่โลก็เป็นมูเซอดำ<br />
มูเซอแดง ไทใหญ่”<br />
<br />
จุดกางเตนท์นี่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง1924ม. พรุ่งนี้ก็คงจะได้พิชิตยอดดอยผ้าห่มปก<br />
แล้วที่ความสูง2285ม.<br />
<br />
ช่วงบ่ายจนถึงเย็นเราก็เดินเก็บภาพวิวทิวทัศน์ ถ่ายภาพกับป้ายมั่ง กับต้นหมากรากไม้ไปเรื่อย<br />
อากาศที่นี่หนาวเย็นตลอดปี ยิ่งมาช่วงพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ละก้อ จะได้ลิ้มรสความ<br />
ยะเยือกสุดขั้วดีนักแล อุณหภูมิตอนสี่โมงเย็นอยู่ที่15องศา ที่นี่เราสามารถเดินไปเช็ค<br />
อุณหภูมิได้ตลอดเพราะติดไว้ที่ป้ายหน้าศูนย์บริการฯ สังเกตว่าเมฆค่อนข้างจะหนา <br />
และลมก็แรง แดดอ่อนๆช่วยบรรเทาความหนาวเย็นไปบ้างแต่แดดที่นี่ก็ส่องแบบ<br />
เขียมจริงๆ ทีบางกอกละก้อประโคมส่องเข้าไป จนตัวแทบไหม้เกรียม <br />
<br />
เฮ้อ! มนุษย์นี่เอาใจยากซะจริงๆ<br />
<br />
ไม่น่าเชื่อว่าที่จุดกางเตนท์จะมีนักท่องเที่ยวอยู่แค่ห้าคน สวรรค์! ได้อยู่แบบสงบ<br />
กับธรรมชาติที่แสนจะเรียบง่าย แค่นั่งมองท้องฟ้าเปลี่ยนสียามเย็นก็เป็นมหรสพโรงใหญ่แล้ว <br />
นี่ถ้ามาช่วงวันหยุดยาวคงไม่ได้มาสัมผัสความสงบและสวยงามเช่นนี้เป็นแน่แท้ <br />
แม้ว่าที่นี่จะจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวบนจุดกางเตนท์ก็ตาม ร้านอาหารก็มีแค่ร้านเดียว<br />
และเราก็ไม่ชอบพ่อครัวซักเท่าไหร่ แทนที่จะตามใจลูกค้า ดันตามใจตัวเอง เราสั่งผัดผักซึ่งก็<br />
ง่ายอยู่แล้ว แต่คนขายบอกว่ากินไข่เจียวละกันง่ายกว่า ไม่ได้หั่นผักไว้ (อ้าวก็หั่นไปดิ่ รอได้)<br />
ไงเขาก็ต้องทำให้อีกสี่คนนั้นกินอยู่ดี คนอยากกินอย่างนึงทำให้อีกอย่างนึงใจร้ายมะ  <br />
แหมจะไม่ให้ผักเส้นใยไฟเบอร์ตกถึงกระเพาะชั้นมั่งเลยรึ <img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/miyom.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Miyom" title="Miyom" /> <br />
<br />
ตอนหลังที่ปิดร้านแล้วอีตาคนทำกับข้าวนี่ยังมาเมาท์ลูกค้ากรุ๊ปก่อนๆให้ฟังอีก <br />
เราก็เลยคาดการณ์ว่าแกคงจะเอาเราไปเมาท์ให้กรุ๊ปต่อไปฟัง เราไม่ชอบเอาใครมาวิจารณ์ <br />
ก็เลยขอตัวไปนอน<br />
<br />
อากาศตอนหัวค่ำนี่หนาวจริงๆ คงเป็นเพราะร่างกายยังไม่ชิน ที่นี่ปั่นไฟตอนหกโมงครึ่ง <br />
ก่อนหน้านั้นก็ต้องอาศัยแสงจันทร์ให้ความสว่าง นวลตาดีจริง พอไฟติดเราก็ขยับขยาย<br />
จะไปห้องน้ำ ไชโย! มีเครื่องทำน้ำอุ่นด้วย ได้อาบน้ำอุ่นแล้วเย้!<br />
<br />
“เครื่องทำน้ำอุ่นเสียครับ”  คุณวิชาญเจ้าหน้าที่หนึ่งเดียวบนดอยบอกมา <br />
ได้ยินเช่นนั้นเกือบช็อคตกดอย<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/what.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="What" title="What" /> <br />
<br />
แล้วน้ำก็เย็นเจี๊ยบยังกะน้ำแข็งละลายจะอาบไปได้ไงเนี่ย แต่พอหวนรำลึกว่าไปอาบน้ำเย็น<br />
มาแทบทุกดอยแล้วก็คิดว่าต้องทำลายสถิติต่อไป<br />
<br />
วิธีการอาบน้ำของเราก็คือ เริ่มอาบจากข้างล่าง ล้างเท้า ราดหัวเข่า เรื่อยขึ้นมา<br />
เพื่อให้หัวใจและร่างกายได้คุ้นเคยกับความเย็นระดับนี้ก่อน จากนั้นก็ราดแขนซ้าย<br />
แขนขวา สุดท้ายกลั้นใจราดโครมขันใหญ่ พอผ่านไปขันนึง ขันสองก็จะเริ่มชา <br />
ก็รีบๆถูสบู่ แล้วก็ราดๆๆๆๆ พอแล้วแต่ถ้าไม่มั่นใจก็ไม่อาบ ถ้าร่างกายและหัวใจ<br />
ไม่แข็งแรงอาจช็อคได้ เราเองยังรู้สึกเลยถึงหัวใจที่เต้นจังหวะR&amp;B เปลี่ยนมาเต้นB&amp;R จ๊ากๆๆๆ<br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/dance2.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Dance2" title="Dance2" /><br />
<br />
รอดตายจากheart attackเพราะการอาบน้ำ ก็รู้สึกอุ่นขึ้น สะอาด สบายตัว <br />
แต่ความอุ่นนี้ก็อยู่กับเราแปบเดียว มือเราก็เริ่มเย็น ชา และปวด จนต้องใส่ถุงมือ <br />
กว่าจะงอนิ้วมือให้หยิบจับทำอะไรได้ก็ลำบากลำบน <br />
<br />
พอกลับมาถึงเต้นท์ ไฟฟ้าก็ดับลง Now What?<br />
“พอดีเครื่องปั่นไฟไม่ทำงานน่ะครับ”<br />
ค่ะพอดีจริงๆ นี่ถ้าดับตอนอีชั้นอาบน้ำนี่สนุกเข้าไปอีก แหม พี่แกพูดง่ายๆ <br />
แต่คนฟังอ่ะดิกร่อย เฮ้อ! ไฟฉายก็บ่มี เจ้าหน้าที่ก็ไม่มีให้ยืม มีแต่เทียนซึ่งห้ามจุดในเตนท์ <br />
เราก็เลยต้องอาศัยแสงสว่างจากมือถือในการค้นหาของต่างๆ<br />
<br />
สองทุ่มครึ่ง<br />
ความหนาวเย็นขั้นนาโนของอากาศแทรกตัวทะลุทะลวงเสื้อกันหนาวสองตัวที่ใส่อยู่ <br />
จนตับจะแข็งอยู่แล้ว (มาอยู่ที่นี่หน้าหนาวไม่ต้องกินเหล้าก็ตับแข็งได้นะ) <br />
ตอนแรกก็โผล่หัวออกมานอกเตนท์นอนหงายดูดาว แต่ก็ทนความเย็นไม่ได้นาน<br />
ก็ต้องหดหัวกลับเข้ามา ขี้เกียจเช่าเตาอั้งโล่มาก่อไฟให้วุ่นวาย (ก่อไม่เป็น) <br />
อยู่มันแบบดิบๆอย่างนี้แหละได้ฟีลดี<br />
<br />
ไม่ไหวแล้วหนาว นอนดีกว่า<br />
<br />
เสื้อกันหนาวสอง ถุงนอนสองชั้นก็ยังเอาไม่อยู่ทั้งเย็นทั้งเงียบจริงๆ เงียบจนได้ยินเสียง<br />
ในหูดังวิ๊งๆ สวดมนตร์ แผ่เมตตา ตามลมหายใจเข้าออกจนหลับไป…<br />
<br />
ตื่นขึ้นมาเพรารู้สึกว่ามีใครเอาไฟฉายมาส่องที่เต้นท์ตรงหน้าเราพอดี <br />
“ไผวะ ฮึ่ บังอาจมาทำให้เราตื่น” ค่อยๆโผล่หัวออกมาดู <img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/wow2.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Wow2" title="Wow2" /> ...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[...ตอนที่ 2<br />
<br />
“เดี๋ยวแวะเติมน้ำมันก่อนเน้อ”<br />
“ตามสบายเลยลุง หนูไม่อยากเข็นอ่ะ  ลำพังเจ้าเป้กะถุงนอนก็หนักหลายแล้ว” <br />
ก่อนออกจากเกสเฮาส์ ยังโดนเด็กที่นั่นแซวเลยว่าขนทีวีตู้เย็นขึ้นไปด้วยรึไง<br />
<br />
พอลุงแกเติมน้ำมันเสร็จก็พาเราฮ่อไปตามทางลาดยาง<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/biker.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Biker" title="Biker" /> <br />
ก่อนจะแยกเข้าสู่ทางวิบากขึ้นดอยสิบแปดกิโลจากตีนดอยไปจุดกางเตนท์ <br />
น่าจะเป็นสวรรค์ของนักบิดรถแข่ง หน้าฝนนี่ไม่ต้องคุยเลย คงจะลื่นปื๊ดๆ แหงๆ <br />
แต่ด้วยฝีมือจอมพระกาฬของวินมอไซค์เก๋าๆอย่างลุงแสง สอบอมอ  <br />
เกือบชั่วโมงสำหรับทางแค่สิบแปดกิโล มีบางช่วงที่เป็นทางอันตรายทางอุทยาน<br />
ก็จะลาดคอนกรีตไว้เป็นช่วงๆ ยิ่งขี่ขึ้นมาอากาศก็เริ่มเย็นขึ้นๆ ความบริสุทธิ์สะอาด<br />
ก็มากขึ้น จากป่าไผ่ ป่าเบญจพรรณก็เริ่มเปลี่ยนมาเป็นป่าสน วิวทิวทัศน์ก็เริ่มปรากฎ <br />
เป็นเส้นทางที่เงียบสงบ ไม่มีรถสวนรถแซงแม้แต่คันเดียว ระหว่างทางก็ชวนลุง<br />
แกคุยไปเรื่อย แถมยังมุขใส่แกอีกนะว่า<br />
<br />
“ค่ารถนี่หารสองนะ มาด้วยกันก็ช่วยกันออก ก็ถามแล้วว่าลุงจะขึ้นมาไหม <br />
เห็นลุงมาด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่เหรอ”<br />
“อ้าว แล้วกันมีงี้ด้วยเรอะ งี้เมียก็ด่าลุงตายเลย”<br />
“ไม่รู้แหละ ก็มาด้วยกันแล้วนี่”<br />
“งั้นลุงให้ขึ้นฟรีละกัน”<br />
“อ๊ะ จริงดิ่” โหได้ขึ้นรถฟรีแล้วตู เจอคนใจดีอีกละ<br />
<br />
สักพัก สุงแสงสารถีก็พาเรามาถึงจุดบริการนักท่องเที่ยว(จุดกางเตนท์) <br />
เห็นมีรถโฟร์วีลจอดอยู่พร้อมกับเตนท์นักท่องเที่ยวที่กางเรียบร้อยแล้วคาดว่า<br />
คงเป็นสี่คนที่ขึ้นมาก่อน<br />
<br />
“ขอบคุณมากค่ะลุง บุญคุณนี้จะไม่ลืมเลย”<br />
“ไม่เป็นไร”  พอฉันกำลังจะเดินไป<br />
“ขอค่ารถด้วย”<br />
“อ้าว ก็ลุงบอกขึ้นฟรีไง”<br />
“เออ ตอนขึ้นฟรี แต่ตอนลงจ่ายตังค์ด้วย”<br />
<br />
โห ลุงไปจำมุขนี้มาจากไหนฟะ เล่นซ้อนมุขเราแบบคาดไม่ถึงเลยนะเนี่ย สุดยอด<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/beathead.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Beathead" title="Beathead" /><br />
<br />
พอมาถึง คุณวิชาญเจ้าหน้าที่สุดหล่อ(เพราะมีแกอยู่คนเดียวที่นี่) ก็เดินมาต้อนรับขับไล่<br />
เราเป็นการใหญ่<br />
<br />
หลังจากทักทายเพื่อนรุ่นใหญ่สี่คนที่มาปักหลักก่อนหน้าเราเรียบร้อยแล้ว <br />
คุณวิชาญก็พาเราเดินมาที่จุดกางเตนท์อันเป็นลานกว้างหน้าศูนย์บริการฯ <br />
เราเลือกห้องสวีตมุมด้านบนเพราะได้เห็นทิวเขาสลับซับซ้อนสวยงาม <br />
และก็มีเทอเรสให้นั่งเล่น <br />
<br />
ที่พูดมาเนี่ยโม้ทั้งเพ ไอ้ที่นอนน่ะเหรอ เตนท์กรมป่าไม้ลายวิหคเหิรลมที่เจอ<br />
ทุกๆอุทยานฯน่ะแหละ<br />
<br />
พอเก็บสัมภาระ จัดการปูถุงนอนเสร็จโผล่หัวมานอกเตนท์ จะแว๊ว! <br />
อีตาวิชาญยืนดักรออยู่หน้าเตนท์ เราก็คิดในใจ จะบริการอะไรดีขนาดน้าน <br />
คงจะเห็นเราหัวเดียวกระเทียมลีบ เราก็เลยยิ้มเผล่ส่งไป<br />
<br />
“กินข้าวเที่ยงมายังครับ”<br />
“ยังเลย ก็ว่าจะมากินที่นี่ เจ้าหน้าที่ข้างล่างบอกว่าบนนี้มีร้านอาหาร”<br />
“พอดีพ่อครัวเขาลงไปซื้อของคงกลับมาเย็นๆ”<br />
“งั้นรบกวนคุณวิชาญต้มน้ำให้หน่อยนะจะกินมาม่า”<br />
<br />
นะ การยังชีพแบบง่ายๆ บางทีก็ขัดใจคนรักสุขภาพอย่างเรา เอาเหอะมื้อสองมื้อ <br />
พึ่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปก่อนละกัน ระหว่างกินคุณวิชาญก็มานั่งมองเรากินเอ๊ย!นั่งคุยด้วย <br />
เขาบอกว่ามาอยู่ที่นี่ได้สองปีแล้ว เคยทำครัวร้านอาหารญี่ปุ่นมาก่อนในเชียงใหม่ <br />
แล้วเบื่อก็เลยออกมาทำงานนี้<br />
<br />
“พื้นที่อุทยานสามแสนกว่าไร่ ผมก็เดินมาหมดแล้ว จากผ้าห่มปกมองไปทางทิศตะวันตก<br />
จะเห็นหมู่บ้านนอแลและขอบด้งที่อ่างขางนู่นลิบๆโน่น หมู่บ้านข้างล่างห่างไปสี่โลก็เป็นมูเซอดำ<br />
มูเซอแดง ไทใหญ่”<br />
<br />
จุดกางเตนท์นี่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง1924ม. พรุ่งนี้ก็คงจะได้พิชิตยอดดอยผ้าห่มปก<br />
แล้วที่ความสูง2285ม.<br />
<br />
ช่วงบ่ายจนถึงเย็นเราก็เดินเก็บภาพวิวทิวทัศน์ ถ่ายภาพกับป้ายมั่ง กับต้นหมากรากไม้ไปเรื่อย<br />
อากาศที่นี่หนาวเย็นตลอดปี ยิ่งมาช่วงพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ละก้อ จะได้ลิ้มรสความ<br />
ยะเยือกสุดขั้วดีนักแล อุณหภูมิตอนสี่โมงเย็นอยู่ที่15องศา ที่นี่เราสามารถเดินไปเช็ค<br />
อุณหภูมิได้ตลอดเพราะติดไว้ที่ป้ายหน้าศูนย์บริการฯ สังเกตว่าเมฆค่อนข้างจะหนา <br />
และลมก็แรง แดดอ่อนๆช่วยบรรเทาความหนาวเย็นไปบ้างแต่แดดที่นี่ก็ส่องแบบ<br />
เขียมจริงๆ ทีบางกอกละก้อประโคมส่องเข้าไป จนตัวแทบไหม้เกรียม <br />
<br />
เฮ้อ! มนุษย์นี่เอาใจยากซะจริงๆ<br />
<br />
ไม่น่าเชื่อว่าที่จุดกางเตนท์จะมีนักท่องเที่ยวอยู่แค่ห้าคน สวรรค์! ได้อยู่แบบสงบ<br />
กับธรรมชาติที่แสนจะเรียบง่าย แค่นั่งมองท้องฟ้าเปลี่ยนสียามเย็นก็เป็นมหรสพโรงใหญ่แล้ว <br />
นี่ถ้ามาช่วงวันหยุดยาวคงไม่ได้มาสัมผัสความสงบและสวยงามเช่นนี้เป็นแน่แท้ <br />
แม้ว่าที่นี่จะจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวบนจุดกางเตนท์ก็ตาม ร้านอาหารก็มีแค่ร้านเดียว<br />
และเราก็ไม่ชอบพ่อครัวซักเท่าไหร่ แทนที่จะตามใจลูกค้า ดันตามใจตัวเอง เราสั่งผัดผักซึ่งก็<br />
ง่ายอยู่แล้ว แต่คนขายบอกว่ากินไข่เจียวละกันง่ายกว่า ไม่ได้หั่นผักไว้ (อ้าวก็หั่นไปดิ่ รอได้)<br />
ไงเขาก็ต้องทำให้อีกสี่คนนั้นกินอยู่ดี คนอยากกินอย่างนึงทำให้อีกอย่างนึงใจร้ายมะ  <br />
แหมจะไม่ให้ผักเส้นใยไฟเบอร์ตกถึงกระเพาะชั้นมั่งเลยรึ <img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/miyom.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Miyom" title="Miyom" /> <br />
<br />
ตอนหลังที่ปิดร้านแล้วอีตาคนทำกับข้าวนี่ยังมาเมาท์ลูกค้ากรุ๊ปก่อนๆให้ฟังอีก <br />
เราก็เลยคาดการณ์ว่าแกคงจะเอาเราไปเมาท์ให้กรุ๊ปต่อไปฟัง เราไม่ชอบเอาใครมาวิจารณ์ <br />
ก็เลยขอตัวไปนอน<br />
<br />
อากาศตอนหัวค่ำนี่หนาวจริงๆ คงเป็นเพราะร่างกายยังไม่ชิน ที่นี่ปั่นไฟตอนหกโมงครึ่ง <br />
ก่อนหน้านั้นก็ต้องอาศัยแสงจันทร์ให้ความสว่าง นวลตาดีจริง พอไฟติดเราก็ขยับขยาย<br />
จะไปห้องน้ำ ไชโย! มีเครื่องทำน้ำอุ่นด้วย ได้อาบน้ำอุ่นแล้วเย้!<br />
<br />
“เครื่องทำน้ำอุ่นเสียครับ”  คุณวิชาญเจ้าหน้าที่หนึ่งเดียวบนดอยบอกมา <br />
ได้ยินเช่นนั้นเกือบช็อคตกดอย<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/what.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="What" title="What" /> <br />
<br />
แล้วน้ำก็เย็นเจี๊ยบยังกะน้ำแข็งละลายจะอาบไปได้ไงเนี่ย แต่พอหวนรำลึกว่าไปอาบน้ำเย็น<br />
มาแทบทุกดอยแล้วก็คิดว่าต้องทำลายสถิติต่อไป<br />
<br />
วิธีการอาบน้ำของเราก็คือ เริ่มอาบจากข้างล่าง ล้างเท้า ราดหัวเข่า เรื่อยขึ้นมา<br />
เพื่อให้หัวใจและร่างกายได้คุ้นเคยกับความเย็นระดับนี้ก่อน จากนั้นก็ราดแขนซ้าย<br />
แขนขวา สุดท้ายกลั้นใจราดโครมขันใหญ่ พอผ่านไปขันนึง ขันสองก็จะเริ่มชา <br />
ก็รีบๆถูสบู่ แล้วก็ราดๆๆๆๆ พอแล้วแต่ถ้าไม่มั่นใจก็ไม่อาบ ถ้าร่างกายและหัวใจ<br />
ไม่แข็งแรงอาจช็อคได้ เราเองยังรู้สึกเลยถึงหัวใจที่เต้นจังหวะR&amp;B เปลี่ยนมาเต้นB&amp;R จ๊ากๆๆๆ<br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/dance2.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Dance2" title="Dance2" /><br />
<br />
รอดตายจากheart attackเพราะการอาบน้ำ ก็รู้สึกอุ่นขึ้น สะอาด สบายตัว <br />
แต่ความอุ่นนี้ก็อยู่กับเราแปบเดียว มือเราก็เริ่มเย็น ชา และปวด จนต้องใส่ถุงมือ <br />
กว่าจะงอนิ้วมือให้หยิบจับทำอะไรได้ก็ลำบากลำบน <br />
<br />
พอกลับมาถึงเต้นท์ ไฟฟ้าก็ดับลง Now What?<br />
“พอดีเครื่องปั่นไฟไม่ทำงานน่ะครับ”<br />
ค่ะพอดีจริงๆ นี่ถ้าดับตอนอีชั้นอาบน้ำนี่สนุกเข้าไปอีก แหม พี่แกพูดง่ายๆ <br />
แต่คนฟังอ่ะดิกร่อย เฮ้อ! ไฟฉายก็บ่มี เจ้าหน้าที่ก็ไม่มีให้ยืม มีแต่เทียนซึ่งห้ามจุดในเตนท์ <br />
เราก็เลยต้องอาศัยแสงสว่างจากมือถือในการค้นหาของต่างๆ<br />
<br />
สองทุ่มครึ่ง<br />
ความหนาวเย็นขั้นนาโนของอากาศแทรกตัวทะลุทะลวงเสื้อกันหนาวสองตัวที่ใส่อยู่ <br />
จนตับจะแข็งอยู่แล้ว (มาอยู่ที่นี่หน้าหนาวไม่ต้องกินเหล้าก็ตับแข็งได้นะ) <br />
ตอนแรกก็โผล่หัวออกมานอกเตนท์นอนหงายดูดาว แต่ก็ทนความเย็นไม่ได้นาน<br />
ก็ต้องหดหัวกลับเข้ามา ขี้เกียจเช่าเตาอั้งโล่มาก่อไฟให้วุ่นวาย (ก่อไม่เป็น) <br />
อยู่มันแบบดิบๆอย่างนี้แหละได้ฟีลดี<br />
<br />
ไม่ไหวแล้วหนาว นอนดีกว่า<br />
<br />
เสื้อกันหนาวสอง ถุงนอนสองชั้นก็ยังเอาไม่อยู่ทั้งเย็นทั้งเงียบจริงๆ เงียบจนได้ยินเสียง<br />
ในหูดังวิ๊งๆ สวดมนตร์ แผ่เมตตา ตามลมหายใจเข้าออกจนหลับไป…<br />
<br />
ตื่นขึ้นมาเพรารู้สึกว่ามีใครเอาไฟฉายมาส่องที่เต้นท์ตรงหน้าเราพอดี <br />
“ไผวะ ฮึ่ บังอาจมาทำให้เราตื่น” ค่อยๆโผล่หัวออกมาดู <img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/wow2.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Wow2" title="Wow2" /> ...]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[ไม่กลัวแฟนแอบไปมีกิ๊กเหรอ...ไอ้เพื่อนหวังดีประสงค์ร้ายถาม]]></title>
			<link>http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=211</link>
			<pubDate>Wed, 17 Feb 2010 12:01:01 +0700</pubDate>
			<dc:creator>Monday</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=211</guid>
			<description><![CDATA[ไม่ได้เข้ามาเขียนบล็อกนานมาก คิดถึงจัง พอดีมันมีบางเรื่องราวเกิดขึ้น<br />
ที่ทำให้ชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ก็เลยทำให้ไม่ค่อยสะดวกในการ<br />
อยู่หน้าคอมฯ<br />
<br />
มาคราวนี้ก็เลยเอาเรื่องราวการผจญภัยสายเดี่ยวมันส์ๆฮาๆติดมือมาฝาก<br />
เป็นทริปที่ไปดอยผ้าห่มปกเมื่อปลายปีที่แล้ว แม้จะไม่ค่อยสะดวกสบายนัก<br />
แต่ก็เป็นธรรมชาติมากๆ บริสุทธิ์สะอาดเรียบง่าย อยากให้เพื่อนสมาชิกได้<br />
ลองไปสัมผัสแล้วจะรับรู้ถึงมนตร์เสน่ห์แห่งขุนเขาแห่งนี้ ที่เราก็ไปหลงใหลมาแล้ว<br />
<br />
<br />
<span style="font-weight: bold;">เหนือขุนเขาดอยผ้าห่มปก</span><br />
<br />
30 พฤศจิกายน........ณ เชียงใหม่<br />
เกือบเปลี่ยนใจไม่ขึ้นดอยซะแล้ว อากาศยามเช้าเย็นสบาย เมื่อตื่นขึ้นมา ที่นอนก็<br />
แสนจะอุ่นและนุ่ม ยากที่จะฝืนใจเปิดหนังตาอันหนาหนักได้ แต่ด้วยวิญญาณนัก<br />
เดินทางก็เลยสะบัดผ้าลุกมาอาบน้ำ<br />
<br />
แปดโมงเช้า<br />
โทรไปที่ที่ทำการอุทยานฟ้าห่มปกสอบถามเรื่องอุณหภูมิเมื่อเช้าว่าเป็นไงบ้าง <br />
คำตอบคือ<br />
<br />
“ยอดดอยห้าองศาครับปี้ ถ้าจะขึ้นไปต้องมาติดต่ออุทยาน ขอเช่าเตนท์ แล้วถ้า<br />
ไม่มีรถมาเองก็ต้องมาเช่ารถที่นี่ 1800”<br />
<br />
งานเข้าแล้วครับท่าน หนาวโคตรยังไม่เท่าค่าเช่ารถโฟร์วีลที่แพงหูฉี่ เอาวะไหนๆ<br />
ก็มาแล้ว ไงก็ไปก่อนละกัน เผื่อไปเจอนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นจะได้ไปขอสมทบด้วยคน<br />
<br />
เก้าโมงเช้า <br />
รถออกจากสถานีช้างเผือก ที่จริงกะจะนั่งรถตู้ แต่พอสอบถามราคาแพงกว่าเท่าตัว<br />
ก็เลยตัดสินใจใช้ลา (ธรรมดถ)<br />
<br />
ปฐมบทของการมาเยือนเชียงใหม่ก็เพราะว่าเสร็จงานทัวร์ที่นี่ พอส่งลูกทัวร์ก็อยากเที่ยวต่อ<br />
ยิ่งได้ไฟเขียวจากผู้ปกครองก็แทบจะกรี๊ดด้วยความดีใจ ที่จริงการไปเที่ยวกับแฟนมันก็<br />
อบอุ่นดีแต่บางทีเราก็ยังมีโลกส่วนตัวที่อยากทำอะไรโดยลำพังประสาคนเคยโสด <br />
ห่างๆกันบ้างก็ดีจะได้มีเวลาคิดถึงกัน<br />
<br />
“ไม่กลัวแฟนแอบไปมีกิ๊กเหรอ”  ไอ้เพื่อนหวังดีประสงค์ร้ายถาม<br />
“กลัวไม่ไป ไปไม่กลัวโว้ย คือคำตอบสุดท้าย”<br />
“นี่แกห่วงเที่ยวมากกว่าห่วงแฟนเหรอเนี่ย”<br />
“มัวแต่มานั่งเฝ้ากัน ไม่ต้องทำอะไรพอดี คนมันทำน่ะ ต่อให้อยู่กันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง<br />
มันก็ทำได้อยู่ดีจริงป่ะ แกอย่าคิดมาก อ้อนี่มันก็แฟนชั้นนี่หว่า ชั้นยังไม่ห่วงเลย ชีวิตคู่<br />
มันก็ต้องมีช่วง Halloween มั่งดิ<br />
“Halloween อะไรวะเค้ามีแต่ honeymoonไม่ใช่เหรอ”<br />
“นั่นเค้าไปเป็นคู่ถ้าไปเดี่ยวต้อง Halloween ก็ช่วงปล่อยผีไง”<br />
ใช่ ได้มาสายเดี่ยวอีกครั้งเหมือนได้ปล่อยผีจริงๆด้วย แต่ต้องมาเจอกับคำถามเดิมๆอีกละ<br />
<br />
มาคนเดียวไม่กลัวเหรอ เดี๋ยวนี้ชินละเรามีหน้าตาเป็นอาวุธกลัวอะไร ผ่านมาเยอะแล้ว<br />
<br />
รถหวานเย็นดันเขาพาเราผ่านอำเภอต่างๆจากตัวเมืองจนเข้าเขตฝางก็ต้องแปลกใจ<br />
เห็นป้ายสถานที่ต่างๆเช่นโรงเรียน หน่วยงานราชการขอสนับสนุนให้ฝางเป็น<br />
จังหวัดที่77ของไทย<br />
<br />
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นคงต้องไปหาคำตอบซะแล้ว<br />
<br />
เที่ยงกว่า<br />
ในที่สุด รถสายเชียงใหม่ท่าตอนก็มาจอดส่งเราที่ตลาดฝาง หลังจากสอบถามต่อรอง<br />
ค่ารถแล้วเราก็บอกคนขับว่าขอไปซื้อของก่อน เตรียมเสบียงไปบ้างเผื่อฉุกเฉินและก็ไป<br />
เดินให้ชาวบ้านคนอื่นๆเห็นการมาของเราเผื่อใครคิดไม่ดีไม่ร้ายจะได้ไม่กล้า ไว้ใจใคร<br />
ง่ายไม่ได้<br />
<br />
คนที่พาเราไปส่งที่อุทยานนี่เป็นชายวัยห้าสิบอัพ ดูจากโหวเฮ้ง สแกนคร่าวๆก็ผ่าน <br />
มาทราบตอนหลังจึงรู้ว่าเป็นไทใหญ่ พอดีตอนลงรถแกให้เบอร์โทรและชื่อเขียน<br />
ด้วยภาษาไทยและภาษาไทใหญ่ พร้อมกำชับถ้าจะใช้รถมอไซด์ขึ้นดอยคิด300 <br />
โทรมาได้เลย<br />
<br />
ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติฟ้าห่มปก<br />
“ไม่มีคณะนักท่องเที่ยวขึ้นดอยเลยค่ะ”  เจ้าหน้าที่เปิดดูบัญชีรายชื่อนักท่องเที่ยว <br />
ไล่ดูรายละเอียดการจองที่พักและจำนวนคนขึ้นจุดกางเตนท์ จากอุทยานฯเราต้อง<br />
ขึ้นไปนอนยังจุดกางเตนท์ ซึ่งห่างจากที่นี่ไปกว่ายี่สิบกิโล อันเป็นทางขึ้นเขา <br />
นอกจากรถโฟร์วีลและมอไซค์(เครื่องแรงๆ)แล้วละก้อ รถอื่นอย่าหวังตะกายขึ้นไปเป็นอันขาด<br />
<br />
<span style="font-weight: bold;">เฮ้อ ทำไงดีหว่า ไม่มีใครขึ้นแล้ว </span><br />
“มีนักท่องเที่ยวสี่คนเพิ่งขึ้นไป” น้องเจ้าหน้าที่ยังอุตส่าห์พูดให้ช้ำใจต่อ<br />
“ถ้าจะขึ้นก็ต้องเหมารถไปเองแล้วก็ต้องจ่ายค่าเช่าเตนท์ที่นี่ก่อนค่ะ”<br />
เอาไงล่ะ ไม่มีใครขึ้นแล้ววันนี้ ถ้าจะรอก็ไม่รู้จะมีนักท่องเที่ยวขาจรขึ้นมาอีกรึเปล่า<br />
และถ้าเกินบ่ายสามโมงครึ่งทางอุทยานฯไม่อนุญาตให้ขึ้น ก้มดูเวลานี่ก็จะบ่ายสองแล้ว<br />
<br />
“แต่ถ้าขึ้นพรุ่งนี้จะมีเจ้าหน้าที่ขึ้นไป”   เราคงไม่เสียเวลารอแน่ คิดเช่นนั้น<br />
“อะโหลๆ ลุงมอไซค์ ออกมาไกลรึยังคะกลับมารับหน่อยหนูจะขึ้นไปจุดกางเตนท์” <br />
เพียงแค่ลัดนิ้วมือลุงแสงชาวไทใหญ่ก็ฮ่อมารับเราอีกครั้ง เฮ้อจ่ายสามร้อยก็ดีกว่า<br />
พันแปดละว้า<br />
<br />
“โอเคไปโลดเลยลุง”<br />
“ไปบ่ได้ น้ำมันจะหมดแล้ว”<br />
“อ้าว" <br />
<br />
โปรดติดตามตอนต่อไป]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[ไม่ได้เข้ามาเขียนบล็อกนานมาก คิดถึงจัง พอดีมันมีบางเรื่องราวเกิดขึ้น<br />
ที่ทำให้ชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ก็เลยทำให้ไม่ค่อยสะดวกในการ<br />
อยู่หน้าคอมฯ<br />
<br />
มาคราวนี้ก็เลยเอาเรื่องราวการผจญภัยสายเดี่ยวมันส์ๆฮาๆติดมือมาฝาก<br />
เป็นทริปที่ไปดอยผ้าห่มปกเมื่อปลายปีที่แล้ว แม้จะไม่ค่อยสะดวกสบายนัก<br />
แต่ก็เป็นธรรมชาติมากๆ บริสุทธิ์สะอาดเรียบง่าย อยากให้เพื่อนสมาชิกได้<br />
ลองไปสัมผัสแล้วจะรับรู้ถึงมนตร์เสน่ห์แห่งขุนเขาแห่งนี้ ที่เราก็ไปหลงใหลมาแล้ว<br />
<br />
<br />
<span style="font-weight: bold;">เหนือขุนเขาดอยผ้าห่มปก</span><br />
<br />
30 พฤศจิกายน........ณ เชียงใหม่<br />
เกือบเปลี่ยนใจไม่ขึ้นดอยซะแล้ว อากาศยามเช้าเย็นสบาย เมื่อตื่นขึ้นมา ที่นอนก็<br />
แสนจะอุ่นและนุ่ม ยากที่จะฝืนใจเปิดหนังตาอันหนาหนักได้ แต่ด้วยวิญญาณนัก<br />
เดินทางก็เลยสะบัดผ้าลุกมาอาบน้ำ<br />
<br />
แปดโมงเช้า<br />
โทรไปที่ที่ทำการอุทยานฟ้าห่มปกสอบถามเรื่องอุณหภูมิเมื่อเช้าว่าเป็นไงบ้าง <br />
คำตอบคือ<br />
<br />
“ยอดดอยห้าองศาครับปี้ ถ้าจะขึ้นไปต้องมาติดต่ออุทยาน ขอเช่าเตนท์ แล้วถ้า<br />
ไม่มีรถมาเองก็ต้องมาเช่ารถที่นี่ 1800”<br />
<br />
งานเข้าแล้วครับท่าน หนาวโคตรยังไม่เท่าค่าเช่ารถโฟร์วีลที่แพงหูฉี่ เอาวะไหนๆ<br />
ก็มาแล้ว ไงก็ไปก่อนละกัน เผื่อไปเจอนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นจะได้ไปขอสมทบด้วยคน<br />
<br />
เก้าโมงเช้า <br />
รถออกจากสถานีช้างเผือก ที่จริงกะจะนั่งรถตู้ แต่พอสอบถามราคาแพงกว่าเท่าตัว<br />
ก็เลยตัดสินใจใช้ลา (ธรรมดถ)<br />
<br />
ปฐมบทของการมาเยือนเชียงใหม่ก็เพราะว่าเสร็จงานทัวร์ที่นี่ พอส่งลูกทัวร์ก็อยากเที่ยวต่อ<br />
ยิ่งได้ไฟเขียวจากผู้ปกครองก็แทบจะกรี๊ดด้วยความดีใจ ที่จริงการไปเที่ยวกับแฟนมันก็<br />
อบอุ่นดีแต่บางทีเราก็ยังมีโลกส่วนตัวที่อยากทำอะไรโดยลำพังประสาคนเคยโสด <br />
ห่างๆกันบ้างก็ดีจะได้มีเวลาคิดถึงกัน<br />
<br />
“ไม่กลัวแฟนแอบไปมีกิ๊กเหรอ”  ไอ้เพื่อนหวังดีประสงค์ร้ายถาม<br />
“กลัวไม่ไป ไปไม่กลัวโว้ย คือคำตอบสุดท้าย”<br />
“นี่แกห่วงเที่ยวมากกว่าห่วงแฟนเหรอเนี่ย”<br />
“มัวแต่มานั่งเฝ้ากัน ไม่ต้องทำอะไรพอดี คนมันทำน่ะ ต่อให้อยู่กันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง<br />
มันก็ทำได้อยู่ดีจริงป่ะ แกอย่าคิดมาก อ้อนี่มันก็แฟนชั้นนี่หว่า ชั้นยังไม่ห่วงเลย ชีวิตคู่<br />
มันก็ต้องมีช่วง Halloween มั่งดิ<br />
“Halloween อะไรวะเค้ามีแต่ honeymoonไม่ใช่เหรอ”<br />
“นั่นเค้าไปเป็นคู่ถ้าไปเดี่ยวต้อง Halloween ก็ช่วงปล่อยผีไง”<br />
ใช่ ได้มาสายเดี่ยวอีกครั้งเหมือนได้ปล่อยผีจริงๆด้วย แต่ต้องมาเจอกับคำถามเดิมๆอีกละ<br />
<br />
มาคนเดียวไม่กลัวเหรอ เดี๋ยวนี้ชินละเรามีหน้าตาเป็นอาวุธกลัวอะไร ผ่านมาเยอะแล้ว<br />
<br />
รถหวานเย็นดันเขาพาเราผ่านอำเภอต่างๆจากตัวเมืองจนเข้าเขตฝางก็ต้องแปลกใจ<br />
เห็นป้ายสถานที่ต่างๆเช่นโรงเรียน หน่วยงานราชการขอสนับสนุนให้ฝางเป็น<br />
จังหวัดที่77ของไทย<br />
<br />
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นคงต้องไปหาคำตอบซะแล้ว<br />
<br />
เที่ยงกว่า<br />
ในที่สุด รถสายเชียงใหม่ท่าตอนก็มาจอดส่งเราที่ตลาดฝาง หลังจากสอบถามต่อรอง<br />
ค่ารถแล้วเราก็บอกคนขับว่าขอไปซื้อของก่อน เตรียมเสบียงไปบ้างเผื่อฉุกเฉินและก็ไป<br />
เดินให้ชาวบ้านคนอื่นๆเห็นการมาของเราเผื่อใครคิดไม่ดีไม่ร้ายจะได้ไม่กล้า ไว้ใจใคร<br />
ง่ายไม่ได้<br />
<br />
คนที่พาเราไปส่งที่อุทยานนี่เป็นชายวัยห้าสิบอัพ ดูจากโหวเฮ้ง สแกนคร่าวๆก็ผ่าน <br />
มาทราบตอนหลังจึงรู้ว่าเป็นไทใหญ่ พอดีตอนลงรถแกให้เบอร์โทรและชื่อเขียน<br />
ด้วยภาษาไทยและภาษาไทใหญ่ พร้อมกำชับถ้าจะใช้รถมอไซด์ขึ้นดอยคิด300 <br />
โทรมาได้เลย<br />
<br />
ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติฟ้าห่มปก<br />
“ไม่มีคณะนักท่องเที่ยวขึ้นดอยเลยค่ะ”  เจ้าหน้าที่เปิดดูบัญชีรายชื่อนักท่องเที่ยว <br />
ไล่ดูรายละเอียดการจองที่พักและจำนวนคนขึ้นจุดกางเตนท์ จากอุทยานฯเราต้อง<br />
ขึ้นไปนอนยังจุดกางเตนท์ ซึ่งห่างจากที่นี่ไปกว่ายี่สิบกิโล อันเป็นทางขึ้นเขา <br />
นอกจากรถโฟร์วีลและมอไซค์(เครื่องแรงๆ)แล้วละก้อ รถอื่นอย่าหวังตะกายขึ้นไปเป็นอันขาด<br />
<br />
<span style="font-weight: bold;">เฮ้อ ทำไงดีหว่า ไม่มีใครขึ้นแล้ว </span><br />
“มีนักท่องเที่ยวสี่คนเพิ่งขึ้นไป” น้องเจ้าหน้าที่ยังอุตส่าห์พูดให้ช้ำใจต่อ<br />
“ถ้าจะขึ้นก็ต้องเหมารถไปเองแล้วก็ต้องจ่ายค่าเช่าเตนท์ที่นี่ก่อนค่ะ”<br />
เอาไงล่ะ ไม่มีใครขึ้นแล้ววันนี้ ถ้าจะรอก็ไม่รู้จะมีนักท่องเที่ยวขาจรขึ้นมาอีกรึเปล่า<br />
และถ้าเกินบ่ายสามโมงครึ่งทางอุทยานฯไม่อนุญาตให้ขึ้น ก้มดูเวลานี่ก็จะบ่ายสองแล้ว<br />
<br />
“แต่ถ้าขึ้นพรุ่งนี้จะมีเจ้าหน้าที่ขึ้นไป”   เราคงไม่เสียเวลารอแน่ คิดเช่นนั้น<br />
“อะโหลๆ ลุงมอไซค์ ออกมาไกลรึยังคะกลับมารับหน่อยหนูจะขึ้นไปจุดกางเตนท์” <br />
เพียงแค่ลัดนิ้วมือลุงแสงชาวไทใหญ่ก็ฮ่อมารับเราอีกครั้ง เฮ้อจ่ายสามร้อยก็ดีกว่า<br />
พันแปดละว้า<br />
<br />
“โอเคไปโลดเลยลุง”<br />
“ไปบ่ได้ น้ำมันจะหมดแล้ว”<br />
“อ้าว" <br />
<br />
โปรดติดตามตอนต่อไป]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[The Exile: เฮฟวี่เมทัลสายเลืิอดลาว!]]></title>
			<link>http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=209</link>
			<pubDate>Fri, 12 Feb 2010 14:11:53 +0700</pubDate>
			<dc:creator>opor</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=209</guid>
			<description><![CDATA[The Exile เป็นวง Hard Rock/Heavy Metal สมาชิกวงเป็นคนลาวที่อพยพไปอยู่ที่แคนาดา<br />
<br />
สมาชิกของวงประกอบด้วย<br />
<br />
Peth Noravong: Vocal, Guitar<br />
Vieng Phavongkham: Drums<br />
Ole Sysomboun: Bass<br />
Khamsing Phommachak: Guitar<br />
<br />
<div style="text-align: center;"><object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/6XjI2ShroVM"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/6XjI2ShroVM" type="application/x-shockwave-flash" width="425" height="344"></embed></object></div>
<br />
<br />
<br />
วงนี้ออกผลงานมาทั้งหมด 3 ชุด<br />
<br />
<br />
<div style="text-align: center;"><img src="http://img521.imageshack.us/img521/2174/1991ourhomeland.gif" border="0" alt="[Image: 1991ourhomeland.gif&#93;" /><br />
1991 - Our Homeland<br />
<br />
<br />
<img src="http://img713.imageshack.us/img713/4441/1995theexile.jpg" border="0" alt="[Image: 1995theexile.jpg&#93;" /><br />
1995 - The Exile<br />
<br />
<br />
<img src="http://img713.imageshack.us/img713/2433/1999homecominguc.jpg" border="0" alt="[Image: 1999homecominguc.jpg&#93;" /><br />
1999 - Homecoming</div>
<br />
<br />
อัลบั้มชุดที่สองที่ใช้ชื่อเดียวกับวง พวกเขาได้ออกกับสังกัดแกรมมี่ เป็นเฮฟวี่เมทัลเนื้อร้องภาษาไทย <br />
เนื้อเพลงชุดนี้เป็นทีมของแกรมมี่แต่งให้ ซาวด์ในชุดจึงออกมาคมชัดมากๆเลย <br />
ซึ่งซาวด์ชุดนี้จะดีกว่าในชุดอื่นๆของวง คงเพราะแกรมมี่ออกทุนให้<br />
ทำให้ได้ไปบันทึกเสียงและมาสเตอร์กันที่ห้องอัด Metalworks Studio <br />
<br />
<script language="JavaScript" src="mp3player/audio-player.js"></script><br />
<object type="application/x-shockwave-flash" data="mp3player/player.swf" id="http://dc182.4shared.com/img/178514214/589fd4f/dlink__2Fdownload_2F178514214_2F589fd4f_3Ftsid_3D20100216-021207-d4fbeb9/preview.mp3" height="24" width="290"><br />
<param name="movie" value="mp3player/player.swf">
<param name="FlashVars" value="playerID=1&#x26;soundFile=http://dc182.4shared.com/img/178514214/589fd4f/dlink__2Fdownload_2F178514214_2F589fd4f_3Ftsid_3D20100216-021207-d4fbeb9/preview.mp3">
<param name="quality" value="high">
<param name="menu" value="false">
<param name="wmode" value="transparent">
</object><br />
อหังการ์<br />
<br />
<script language="JavaScript" src="mp3player/audio-player.js"></script><br />
<object type="application/x-shockwave-flash" data="mp3player/player.swf" id="http://dc182.4shared.com/img/178517222/d572a457/dlink__2Fdownload_2F178517222_2Fd572a457_3Ftsid_3D20100216-021458-c16e98a9/preview.mp3" height="24" width="290"><br />
<param name="movie" value="mp3player/player.swf">
<param name="FlashVars" value="playerID=1&#x26;soundFile=http://dc182.4shared.com/img/178517222/d572a457/dlink__2Fdownload_2F178517222_2Fd572a457_3Ftsid_3D20100216-021458-c16e98a9/preview.mp3">
<param name="quality" value="high">
<param name="menu" value="false">
<param name="wmode" value="transparent">
</object><br />
ปล่อยไปกับสายลม<br />
<br />
<br />
น่าเสียดายที่ตอนนี้พวกเขาต่างแยกย้ายกันไป ทำให้ยังไม่มีผลงานใหม่ๆในตอนนี้<br />
สามารถไปเยี่ยมเว็บไซต์ของพวกเขาได้ที่ <a href="http://www.theexile.ca" target="_blank" rel="nofollow">http://www.theexile.ca</a><br />
<br />
(ขอบคุณป๋าสำหรับเทคนิคการทำ Hotlink)    <span style="color: #DAA520;"><span style="font-size: large;">....The Exile....</span></span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[The Exile เป็นวง Hard Rock/Heavy Metal สมาชิกวงเป็นคนลาวที่อพยพไปอยู่ที่แคนาดา<br />
<br />
สมาชิกของวงประกอบด้วย<br />
<br />
Peth Noravong: Vocal, Guitar<br />
Vieng Phavongkham: Drums<br />
Ole Sysomboun: Bass<br />
Khamsing Phommachak: Guitar<br />
<br />
<div style="text-align: center;"><object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/6XjI2ShroVM"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/6XjI2ShroVM" type="application/x-shockwave-flash" width="425" height="344"></embed></object></div>
<br />
<br />
<br />
วงนี้ออกผลงานมาทั้งหมด 3 ชุด<br />
<br />
<br />
<div style="text-align: center;"><img src="http://img521.imageshack.us/img521/2174/1991ourhomeland.gif" border="0" alt="[Image: 1991ourhomeland.gif]" /><br />
1991 - Our Homeland<br />
<br />
<br />
<img src="http://img713.imageshack.us/img713/4441/1995theexile.jpg" border="0" alt="[Image: 1995theexile.jpg]" /><br />
1995 - The Exile<br />
<br />
<br />
<img src="http://img713.imageshack.us/img713/2433/1999homecominguc.jpg" border="0" alt="[Image: 1999homecominguc.jpg]" /><br />
1999 - Homecoming</div>
<br />
<br />
อัลบั้มชุดที่สองที่ใช้ชื่อเดียวกับวง พวกเขาได้ออกกับสังกัดแกรมมี่ เป็นเฮฟวี่เมทัลเนื้อร้องภาษาไทย <br />
เนื้อเพลงชุดนี้เป็นทีมของแกรมมี่แต่งให้ ซาวด์ในชุดจึงออกมาคมชัดมากๆเลย <br />
ซึ่งซาวด์ชุดนี้จะดีกว่าในชุดอื่นๆของวง คงเพราะแกรมมี่ออกทุนให้<br />
ทำให้ได้ไปบันทึกเสียงและมาสเตอร์กันที่ห้องอัด Metalworks Studio <br />
<br />
<script language="JavaScript" src="mp3player/audio-player.js"></script><br />
<object type="application/x-shockwave-flash" data="mp3player/player.swf" id="http://dc182.4shared.com/img/178514214/589fd4f/dlink__2Fdownload_2F178514214_2F589fd4f_3Ftsid_3D20100216-021207-d4fbeb9/preview.mp3" height="24" width="290"><br />
<param name="movie" value="mp3player/player.swf">
<param name="FlashVars" value="playerID=1&soundFile=http://dc182.4shared.com/img/178514214/589fd4f/dlink__2Fdownload_2F178514214_2F589fd4f_3Ftsid_3D20100216-021207-d4fbeb9/preview.mp3">
<param name="quality" value="high">
<param name="menu" value="false">
<param name="wmode" value="transparent">
</object><br />
อหังการ์<br />
<br />
<script language="JavaScript" src="mp3player/audio-player.js"></script><br />
<object type="application/x-shockwave-flash" data="mp3player/player.swf" id="http://dc182.4shared.com/img/178517222/d572a457/dlink__2Fdownload_2F178517222_2Fd572a457_3Ftsid_3D20100216-021458-c16e98a9/preview.mp3" height="24" width="290"><br />
<param name="movie" value="mp3player/player.swf">
<param name="FlashVars" value="playerID=1&soundFile=http://dc182.4shared.com/img/178517222/d572a457/dlink__2Fdownload_2F178517222_2Fd572a457_3Ftsid_3D20100216-021458-c16e98a9/preview.mp3">
<param name="quality" value="high">
<param name="menu" value="false">
<param name="wmode" value="transparent">
</object><br />
ปล่อยไปกับสายลม<br />
<br />
<br />
น่าเสียดายที่ตอนนี้พวกเขาต่างแยกย้ายกันไป ทำให้ยังไม่มีผลงานใหม่ๆในตอนนี้<br />
สามารถไปเยี่ยมเว็บไซต์ของพวกเขาได้ที่ <a href="http://www.theexile.ca" target="_blank" rel="nofollow">http://www.theexile.ca</a><br />
<br />
(ขอบคุณป๋าสำหรับเทคนิคการทำ Hotlink)    <span style="color: #DAA520;"><span style="font-size: large;">....The Exile....</span></span>]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[Don]]></title>
			<link>http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=205</link>
			<pubDate>Sat, 26 Dec 2009 19:35:53 +0700</pubDate>
			<dc:creator>Monday</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=205</guid>
			<description><![CDATA[Don’t be afraid<br />
<br />
<span style="font-size: large;">ใกล้จะหมดไปอีกปีแล้ว เผลอแป๊ปเดียว สังเกตมั้ยว่าเดี๋ยวนี้เวลามันเดินเร็วมาก เดี๋ยวก็หมดวัน เดี๋ยวก็หมดเดือน รู้สึกว่าเพิ่งจะจ่ายหนี้รายเดือนไปแหม็บๆต้องจ่ายอีกละ พอจ่ายช้าเจ้ากรรมนายเวรก็ตามมาหลอนหลอก แต่เรามีคาถาเด็ดไม่กลัวอยู่แล้ว ท่องไว้เลย “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” พูดเรื่องเวลาแล้วเครียด เปลี่ยนเรื่องดีกว่า<br />
<br />
เป็นไงบ้างคะการผจญภัยของเรา เรื่องจริงผ่านจอไม่มีต่อเติม หลังจากที่รอดชีวิตจากทริปแม่แจ่มมาได้ ก็ไม่มีอะไรน่ากลัวอีกแล้วสำหรับนักเดินทางเดนตายอย่างเรา<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/biker.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Biker" title="Biker" /><br />
<br />
ว่าด้วยเรื่องความกลัว คนเราก็กลัวไปเรื่อย กลัวตาย(อันนี้เราไม่กลัวแต่กลัวทรมานก่อนตายมากกว่า กลัวผี (อันนี้เรากลัว แต่แผ่เมตตาทำใจกล้าๆเข้าไว้) กลัวเครื่องบินตก (อ้าวก็นั่งรถไฟสิ) กลัวความมืด (กลัวนิดๆ) กลัวหลงทาง (อันนี้ไม่กลัวแต่เซ็ง) ส่วนผู้หญิงก็จะกลัวเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างคือ กลัวถูกข่มขืน (ใครก็กลัว)<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/scared.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Scared" title="Scared" /><br />
แล้วไงอ่ะ กลัวแล้วไม่ไปไหนเลยเหรอ ก็ไม่ใช่ แต่ไปแล้วก็ต้องเดินทางด้วยสติ มีสติเป็นเพื่อนร่วมทางซะอย่างก็ไม่ต้องกลัว ใครบางคนบอกว่าสิ่งที่ต้องกลัวก็คือความกลัวต่างหาก คนกล้าตายครั้งเดียว คนขี้ขลาดตายหลายครั้ง<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/smile_big.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Smile_big" title="Smile_big" /><br />
<br />
ผู้หญิงเดินทางคนเดียวอย่างเราก็เลยต้องระมัดระวังเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เชื่อsense ใช้ commonsense และหลักธรรมด้วยโดยเฉพาะ สัปปุริสธรรม7 ถ้ารู้สึกว่าไม่ใช่ ไม่ปลอดภัย เราก็ไม่ไป อย่าฝืนดูทางหนีทีไล่ให้ดี ว่าไปแล้วการท่องเที่ยวเดินทางคนเดียวนี่ก็ถือเป็นการไปฝึกสติอย่างหนึ่ง ฝึกการเอาตัวรอดและก็ท้าทายดี ไม่รู้ว่าชาวเว็บป๋าฯมีใครชอบไปเที่ยวแนวซาดิสซ์แบบนี้บ้างไหม ถ้ามีขอเชิญเข้าชมรมสายเดี่ยว มาคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้เลยว่าไปเจออะไรมาบ้าง<br />
<br />
Don’t be afraid to try something new and challenging<br />
<br />
ใช่! ไม่แต่เฉพาะเรื่องการเดินทางคนเดียว อยากจะบอกทุกๆคนว่าจงกล้าที่จะริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ที่อยากทำ ที่ถูกเก็บดองฝังลึกอยู่ในสมองมานานจนจะเป็นฟอสซิลอยู่แล้ว ชีวิตนี้สั้นมีอะไรอีกตั้งหลายอย่างที่เราอยากทำ เพราะฉะนั้นจงอย่าปล่อยให้มันเป็นแค่ฝันแล้วก็ฝ่อไปตามกาลเวลาที่วิ่งเร็วยังกะรถด่ว&#8203;น ต้องใช้ชีวิตให้คุ้ม<br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/smile.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Smile" title="Smile" /></span><br />
<span style="font-size: large;">เราก็เช่นกัน เมื่อก่อนก็ไม่กล้าที่จะทำนั่นทำนี่ ในสมองมีแต่โปรเจคเยอะแยะแต่พอคิดแล้วไม่ได้ทำมันก็ถูกลืมถูกทับถมโดยโปรเจคใหม่ๆเรื&#8203;่อยๆ แต่เดี๋ยวนี้เริ่มแก่ขึ้น ตั้งใจจะทำสิ่งที่อยากทำให้มากที่สุด คิดอะไรได้ก็ทำเลยตามแผนที่วางไว้ อยากมีธุรกิจเล็กๆก็เริ่มเลย โปรเจคแรกทำน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพส่งขายตามร้านอาหาร อยากร้องเพลงเล่นดนตรี ก็ชวนแฟนไปตั้งวงเปิดหมวกที่สนามหลวงค่ำวันศุกร์วันเสาร์ บางทีก็เอาของเก่าๆในบ้านและหนังสือที่อ่านแล้วไปวางขาย ขายแบบถูกๆเล่มละไม่กี่สิบบาท นอกจากได้กำจัดของไม่ใช้และหนังสือไม่อ่านแล้ว คนอื่นๆ ก็ยังเอาไปใช้ไปอ่านต่อได้เป็นต้น สนุกดีแฮะ ได้ทำอะไรแปลกๆ แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ พอได้เริ่มก็เหมือนเครื่องมันสตาร์ท ทีนี้พอคิดจะทำอะไร ก็มีความกล้าเป็นทุนได้ตังค์หรือไม่ได้ตังค์ไม่สน ขอแค่มีความสุขที่ได้ทำ ผลกำไรไม่ใช่เป้าหมายเพียงอย่างเดียว เพราะเป้าหมายมีตลอดเส้นทางและก็เพิ่มลดเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ไม่ได้ไปยึดติด ทำไปเรื่อยๆทำอย่างสนุกและมีความสุข ถ้าทำแล้วพบว่าไม่ใช่ก็หยุด ก็เลิก ก็ปรับก็เปลี่ยน ไม่ต้องเอาเป็นเอาตาย อย่าไปกดดันตัวเอง คนเรามันต้องลองทำหลายๆอย่างจนค้นพบว่าจริงๆแล้วอะไรเหมาะกับตัวเราที่สุด ลงตัวที่สุด ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็ต้องอาศัยความอดทนและต่อเนื่องเพราะแน่นอนปัญหามีตลอด ถ้าได้เริ่มทำอะไรสักอย่าง แต่ถ้ายังไม่ทันได้ทำจนถึงที่สุดก็หยุดแล้ว ทั้งที่ลองอดทนอีกนิดก็จะเห็นผล อุปมาเหมือนการขุดทอง อย่าเพิ่งเลิกถ้ายังไม่เจอทอง เพราะจริงๆทองอยู่ตรงนั้นแค่ขุดลงไปอีกทีเดียวก็เห็นแล้ว<br />
<br />
แก่แล้ว? Oh! No worry.<br />
<br />
อายุเป็นเพียงตัวเลข ศิลปิน บุคคลยิ่งใหญ่ระดับโลก ก็มาฝากผลงานไว้ตอนเฒ่าชแรแก่ชรากันก็เยอะ <br />
ลองใช้ปีหน้าที่กำลังจะมาเยือนได้เริ่มต้น ทำโปรเจคในฝันให้เป็นจริงกันเถอะค่ะ <br />
เอาใจช่วย และขอให้ประสบความสำเร็จ เป็นปีทองของสมาชิกทุกคนนะคะ<br />
สวัสดีปีใหม่ค่ะ</span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[Don’t be afraid<br />
<br />
<span style="font-size: large;">ใกล้จะหมดไปอีกปีแล้ว เผลอแป๊ปเดียว สังเกตมั้ยว่าเดี๋ยวนี้เวลามันเดินเร็วมาก เดี๋ยวก็หมดวัน เดี๋ยวก็หมดเดือน รู้สึกว่าเพิ่งจะจ่ายหนี้รายเดือนไปแหม็บๆต้องจ่ายอีกละ พอจ่ายช้าเจ้ากรรมนายเวรก็ตามมาหลอนหลอก แต่เรามีคาถาเด็ดไม่กลัวอยู่แล้ว ท่องไว้เลย “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” พูดเรื่องเวลาแล้วเครียด เปลี่ยนเรื่องดีกว่า<br />
<br />
เป็นไงบ้างคะการผจญภัยของเรา เรื่องจริงผ่านจอไม่มีต่อเติม หลังจากที่รอดชีวิตจากทริปแม่แจ่มมาได้ ก็ไม่มีอะไรน่ากลัวอีกแล้วสำหรับนักเดินทางเดนตายอย่างเรา<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/biker.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Biker" title="Biker" /><br />
<br />
ว่าด้วยเรื่องความกลัว คนเราก็กลัวไปเรื่อย กลัวตาย(อันนี้เราไม่กลัวแต่กลัวทรมานก่อนตายมากกว่า กลัวผี (อันนี้เรากลัว แต่แผ่เมตตาทำใจกล้าๆเข้าไว้) กลัวเครื่องบินตก (อ้าวก็นั่งรถไฟสิ) กลัวความมืด (กลัวนิดๆ) กลัวหลงทาง (อันนี้ไม่กลัวแต่เซ็ง) ส่วนผู้หญิงก็จะกลัวเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างคือ กลัวถูกข่มขืน (ใครก็กลัว)<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/scared.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Scared" title="Scared" /><br />
แล้วไงอ่ะ กลัวแล้วไม่ไปไหนเลยเหรอ ก็ไม่ใช่ แต่ไปแล้วก็ต้องเดินทางด้วยสติ มีสติเป็นเพื่อนร่วมทางซะอย่างก็ไม่ต้องกลัว ใครบางคนบอกว่าสิ่งที่ต้องกลัวก็คือความกลัวต่างหาก คนกล้าตายครั้งเดียว คนขี้ขลาดตายหลายครั้ง<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/smile_big.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Smile_big" title="Smile_big" /><br />
<br />
ผู้หญิงเดินทางคนเดียวอย่างเราก็เลยต้องระมัดระวังเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เชื่อsense ใช้ commonsense และหลักธรรมด้วยโดยเฉพาะ สัปปุริสธรรม7 ถ้ารู้สึกว่าไม่ใช่ ไม่ปลอดภัย เราก็ไม่ไป อย่าฝืนดูทางหนีทีไล่ให้ดี ว่าไปแล้วการท่องเที่ยวเดินทางคนเดียวนี่ก็ถือเป็นการไปฝึกสติอย่างหนึ่ง ฝึกการเอาตัวรอดและก็ท้าทายดี ไม่รู้ว่าชาวเว็บป๋าฯมีใครชอบไปเที่ยวแนวซาดิสซ์แบบนี้บ้างไหม ถ้ามีขอเชิญเข้าชมรมสายเดี่ยว มาคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้เลยว่าไปเจออะไรมาบ้าง<br />
<br />
Don’t be afraid to try something new and challenging<br />
<br />
ใช่! ไม่แต่เฉพาะเรื่องการเดินทางคนเดียว อยากจะบอกทุกๆคนว่าจงกล้าที่จะริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ที่อยากทำ ที่ถูกเก็บดองฝังลึกอยู่ในสมองมานานจนจะเป็นฟอสซิลอยู่แล้ว ชีวิตนี้สั้นมีอะไรอีกตั้งหลายอย่างที่เราอยากทำ เพราะฉะนั้นจงอย่าปล่อยให้มันเป็นแค่ฝันแล้วก็ฝ่อไปตามกาลเวลาที่วิ่งเร็วยังกะรถด่ว&#8203;น ต้องใช้ชีวิตให้คุ้ม<br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/smile.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Smile" title="Smile" /></span><br />
<span style="font-size: large;">เราก็เช่นกัน เมื่อก่อนก็ไม่กล้าที่จะทำนั่นทำนี่ ในสมองมีแต่โปรเจคเยอะแยะแต่พอคิดแล้วไม่ได้ทำมันก็ถูกลืมถูกทับถมโดยโปรเจคใหม่ๆเรื&#8203;่อยๆ แต่เดี๋ยวนี้เริ่มแก่ขึ้น ตั้งใจจะทำสิ่งที่อยากทำให้มากที่สุด คิดอะไรได้ก็ทำเลยตามแผนที่วางไว้ อยากมีธุรกิจเล็กๆก็เริ่มเลย โปรเจคแรกทำน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพส่งขายตามร้านอาหาร อยากร้องเพลงเล่นดนตรี ก็ชวนแฟนไปตั้งวงเปิดหมวกที่สนามหลวงค่ำวันศุกร์วันเสาร์ บางทีก็เอาของเก่าๆในบ้านและหนังสือที่อ่านแล้วไปวางขาย ขายแบบถูกๆเล่มละไม่กี่สิบบาท นอกจากได้กำจัดของไม่ใช้และหนังสือไม่อ่านแล้ว คนอื่นๆ ก็ยังเอาไปใช้ไปอ่านต่อได้เป็นต้น สนุกดีแฮะ ได้ทำอะไรแปลกๆ แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ พอได้เริ่มก็เหมือนเครื่องมันสตาร์ท ทีนี้พอคิดจะทำอะไร ก็มีความกล้าเป็นทุนได้ตังค์หรือไม่ได้ตังค์ไม่สน ขอแค่มีความสุขที่ได้ทำ ผลกำไรไม่ใช่เป้าหมายเพียงอย่างเดียว เพราะเป้าหมายมีตลอดเส้นทางและก็เพิ่มลดเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ไม่ได้ไปยึดติด ทำไปเรื่อยๆทำอย่างสนุกและมีความสุข ถ้าทำแล้วพบว่าไม่ใช่ก็หยุด ก็เลิก ก็ปรับก็เปลี่ยน ไม่ต้องเอาเป็นเอาตาย อย่าไปกดดันตัวเอง คนเรามันต้องลองทำหลายๆอย่างจนค้นพบว่าจริงๆแล้วอะไรเหมาะกับตัวเราที่สุด ลงตัวที่สุด ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็ต้องอาศัยความอดทนและต่อเนื่องเพราะแน่นอนปัญหามีตลอด ถ้าได้เริ่มทำอะไรสักอย่าง แต่ถ้ายังไม่ทันได้ทำจนถึงที่สุดก็หยุดแล้ว ทั้งที่ลองอดทนอีกนิดก็จะเห็นผล อุปมาเหมือนการขุดทอง อย่าเพิ่งเลิกถ้ายังไม่เจอทอง เพราะจริงๆทองอยู่ตรงนั้นแค่ขุดลงไปอีกทีเดียวก็เห็นแล้ว<br />
<br />
แก่แล้ว? Oh! No worry.<br />
<br />
อายุเป็นเพียงตัวเลข ศิลปิน บุคคลยิ่งใหญ่ระดับโลก ก็มาฝากผลงานไว้ตอนเฒ่าชแรแก่ชรากันก็เยอะ <br />
ลองใช้ปีหน้าที่กำลังจะมาเยือนได้เริ่มต้น ทำโปรเจคในฝันให้เป็นจริงกันเถอะค่ะ <br />
เอาใจช่วย และขอให้ประสบความสำเร็จ เป็นปีทองของสมาชิกทุกคนนะคะ<br />
สวัสดีปีใหม่ค่ะ</span>]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[TC Electronic : Impact Twin]]></title>
			<link>http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=204</link>
			<pubDate>Sat, 19 Dec 2009 00:50:06 +0700</pubDate>
			<dc:creator>TangKai</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=204</guid>
			<description><![CDATA[เคยแวะไปเห็น Impact Twin มาทีนึงแล้วในเวปของ TC Electronic แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร<br />
จนน้า pigkolo พูดถึงขึ้นมาอีกทีก็เลยแวะเข้าไปดูซะหน่อย เรื่อง feature ก็ถือว่าดี<br />
แต่ที่สะดุดตา (ทั้งปี) ก็คือ GUI ของ Control Panel ลองดูสิว่ามันคุ้นๆไหม<br />
<br />
หน้าตาของ Control Panel เรียกได้ว่าแทบจะเหมือนกันบน Propellerhead Record<br />
ที่มีต้นแบบมาจาก SSL console แต่ที่ดูน่าสนใจกว่าก็คือนี่เป็น control panel ของ audio interface<br />
ซึ่งหมายถึงการควบคุมทุกอย่างตรงนี้มันส่งผลแบบ real-time (หรือใกล้เคียง) ทั้ง EQ-comp-DeEsser-Reverb<br />
รวมถึงมี visual patchbay ด้วย ดูแล้วน่าใช้ดีจริงๆ<br />
ตลาด desktop studio นี่ห่ำหั่นกันได้สะใจมาก<br />
<br />
แอบเซ็งอยู่อย่างว่า Impact Twin แถม Ableton Live Lite 8 มาให้<br />
แทนที่จะเป็น Cubase LE4 ที่ผมคิดว่ามันใช้งานจริงได้มากกว่า<br />
<br />
more info &amp; image credit : <a href="http://www.tcelectronic.com/impacttwin.asp" target="_blank" rel="nofollow">http://www.tcelectronic.com/impacttwin.asp</a><br />
<br />
<img src="http://www.simplywit.net/wp-content/uploads/2009/12/impact_twin_control_panel.jpg" border="0" alt="[Image: impact_twin_control_panel.jpg&#93;" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[เคยแวะไปเห็น Impact Twin มาทีนึงแล้วในเวปของ TC Electronic แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร<br />
จนน้า pigkolo พูดถึงขึ้นมาอีกทีก็เลยแวะเข้าไปดูซะหน่อย เรื่อง feature ก็ถือว่าดี<br />
แต่ที่สะดุดตา (ทั้งปี) ก็คือ GUI ของ Control Panel ลองดูสิว่ามันคุ้นๆไหม<br />
<br />
หน้าตาของ Control Panel เรียกได้ว่าแทบจะเหมือนกันบน Propellerhead Record<br />
ที่มีต้นแบบมาจาก SSL console แต่ที่ดูน่าสนใจกว่าก็คือนี่เป็น control panel ของ audio interface<br />
ซึ่งหมายถึงการควบคุมทุกอย่างตรงนี้มันส่งผลแบบ real-time (หรือใกล้เคียง) ทั้ง EQ-comp-DeEsser-Reverb<br />
รวมถึงมี visual patchbay ด้วย ดูแล้วน่าใช้ดีจริงๆ<br />
ตลาด desktop studio นี่ห่ำหั่นกันได้สะใจมาก<br />
<br />
แอบเซ็งอยู่อย่างว่า Impact Twin แถม Ableton Live Lite 8 มาให้<br />
แทนที่จะเป็น Cubase LE4 ที่ผมคิดว่ามันใช้งานจริงได้มากกว่า<br />
<br />
more info &amp; image credit : <a href="http://www.tcelectronic.com/impacttwin.asp" target="_blank" rel="nofollow">http://www.tcelectronic.com/impacttwin.asp</a><br />
<br />
<img src="http://www.simplywit.net/wp-content/uploads/2009/12/impact_twin_control_panel.jpg" border="0" alt="[Image: impact_twin_control_panel.jpg]" />]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[Time Spent Mixing In Pro Tools LE]]></title>
			<link>http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=203</link>
			<pubDate>Fri, 11 Dec 2009 01:40:49 +0700</pubDate>
			<dc:creator>TangKai</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=203</guid>
			<description><![CDATA[ใครๆก็รู้จัก Pro Tools ว่าเป็น software ในระดับ industry standard ในเรื่อง audio ทั้งงาน music และ post-production <br />
และ Pro Tools LE ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ไม่ยาก เพราะราคา hardware ไม่สูงมาก<br />
แต่ข้อจำกัดที่ PT-LE ไม่มี Automatic Delay Compensation (ADC) ก็ยังถือเป็นปัญหาใหญ่ในการทำงานอยู่<br />
<br />
ผมชั่งใจมานานแล้วเหมือนกันว่าจะใช้ Pro Tools ดีไหม แน่นอนว่าการที่มันเป็น industry standard ทำให้เราคงเลี่ยงมันไม่ได้แน่ๆ<br />
แต่พอคิดถึงความลำบากกับเรื่องจุกจิกเล็กๆน้อยๆในการทำงานก็ทำให้ไม่อยากใช้ สักเท่าไหร่ ผมเคยชินกับ software จากฝั่ง Steinberg<br />
ซึ่งความเคยชินทำให้ทำงานได้เร็ว และไม่ต้องมาห่วงกับเรื่อง ADC ที่ดูเหมือนทุกค่ายที่ทำ DAW software จะมีกันหมดแล้ว ยกเว้น PTLE<br />
<br />
บ่นมาตั้งยาวก็เพื่อจะแนะนำรูปด้านล่างนี้ที่เพิ่งเห็นมาจาก Twitter ของ @theaudiogeek ที่เสียดสีข้อจำกัดเรื่อง ADC ของ PTLE ได้มันส์ดีเหลือเกิน<br />
ถึงแม้ว่าทุกวันนี้จะมี plugin อย่าง Mellowmuse ATA ออกมาช่วยเรื่องนี้ แต่ยังไงซะความสะดวกก็ไม่เท่ากับการมี ADC เป็น feature ของ DAW software แน่นอน<br />
<br />
<img src="http://www.simplywit.net/wp-content/uploads/2009/12/adc_ptle.png" border="0" alt="[Image: adc_ptle.png&#93;" /><br />
<br />
image credit : <a href="http://twitter.com/theaudiogeek/status/6486735383" target="_blank" rel="nofollow">http://twitter.com/theaudiogeek/status/6486735383</a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[ใครๆก็รู้จัก Pro Tools ว่าเป็น software ในระดับ industry standard ในเรื่อง audio ทั้งงาน music และ post-production <br />
และ Pro Tools LE ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ไม่ยาก เพราะราคา hardware ไม่สูงมาก<br />
แต่ข้อจำกัดที่ PT-LE ไม่มี Automatic Delay Compensation (ADC) ก็ยังถือเป็นปัญหาใหญ่ในการทำงานอยู่<br />
<br />
ผมชั่งใจมานานแล้วเหมือนกันว่าจะใช้ Pro Tools ดีไหม แน่นอนว่าการที่มันเป็น industry standard ทำให้เราคงเลี่ยงมันไม่ได้แน่ๆ<br />
แต่พอคิดถึงความลำบากกับเรื่องจุกจิกเล็กๆน้อยๆในการทำงานก็ทำให้ไม่อยากใช้ สักเท่าไหร่ ผมเคยชินกับ software จากฝั่ง Steinberg<br />
ซึ่งความเคยชินทำให้ทำงานได้เร็ว และไม่ต้องมาห่วงกับเรื่อง ADC ที่ดูเหมือนทุกค่ายที่ทำ DAW software จะมีกันหมดแล้ว ยกเว้น PTLE<br />
<br />
บ่นมาตั้งยาวก็เพื่อจะแนะนำรูปด้านล่างนี้ที่เพิ่งเห็นมาจาก Twitter ของ @theaudiogeek ที่เสียดสีข้อจำกัดเรื่อง ADC ของ PTLE ได้มันส์ดีเหลือเกิน<br />
ถึงแม้ว่าทุกวันนี้จะมี plugin อย่าง Mellowmuse ATA ออกมาช่วยเรื่องนี้ แต่ยังไงซะความสะดวกก็ไม่เท่ากับการมี ADC เป็น feature ของ DAW software แน่นอน<br />
<br />
<img src="http://www.simplywit.net/wp-content/uploads/2009/12/adc_ptle.png" border="0" alt="[Image: adc_ptle.png]" /><br />
<br />
image credit : <a href="http://twitter.com/theaudiogeek/status/6486735383" target="_blank" rel="nofollow">http://twitter.com/theaudiogeek/status/6486735383</a>]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[แม่แจ่ม หุบเขามฤตยู (ส่งท้าย)]]></title>
			<link>http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=202</link>
			<pubDate>Wed, 09 Dec 2009 20:47:02 +0700</pubDate>
			<dc:creator>Monday</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=202</guid>
			<description><![CDATA[..... ..... .....<br />
<br />
<span style="font-size: large;">ทันใดนั้น ก็มีรถกระบะคันหนึ่งวิ่งออกมาจากหมู่บ้านนั้น บรรทุกคนงานมาเต็มท้ายแถมด้วยเครื่องมือกระสอบจอบเสียม เต็มอัตรา ไม่มีเวลาอีกแล้วถ้าตัดสินใจช้าไปนิดเดียวก็ยากจะคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้น รถคันนั้นวิ่งใกล้เข้ามาและก็เกือบจะขับผ่านเราไปแล้ว เสียงสุดท้ายก็หลุดลอดออกมาจากลำคอ<br />
<br />
“จอดก่อนค่ะ ขออาศัยไปด้วย” ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาจะไปไหน เป็นใครแต่สังเกตจากการแต่งตัวก็คงเป็นชาวบ้านที่มาทำงานในไร่นาแถวนี้และกำลังจะกลั&#8203;บบ้าน คนท้ายกระบะเห็นฉันในสภาพขะมุกขะมอมก็ตะโกนบอกให้คนขับจอดรถ ฉันก็เลยรีบจูงรถไปทันทีขอติดรถเพื่อไปออกถนนใหญ่แต่เขาบอกว่าไปไม่ถึงหรอกจะแยกไปอี&#8203;กหมู่บ้าน แต่ก็ติดรถมาได้เพราะตรงจุดทางแยกกลับหมู่บ้านพวกเขาไม่ไกลจากถนนใหญ่แล้ว พวกเขากุลีกุจอช่วยกันยกจักรยานขึ้นไปบนรถที่แน่นเอี้ยดอยู่แล้ว ฉันปีนตามขึ้นไป และนึกอยู่ในใจว่าเอาละ ต่อไปจะเป็นไงไม่รู้ รอดออกมาจากป่านั่นได้ก็เดนตายแล้ว ไม่มีอะไรจะต้องกลัวอีกต่อไป ระหว่างที่นั่งมาฉันสังเกตว่าสองข้างทางมีแต่ป่าสักไม่มีหมู่บ้านอีกเลย และเส้นทางก็ลดเลี้ยวขึ้นๆ ลง ๆ เขาอยู่ตลอดเวลาแม้จะเป็นทางลาดยางแล้วก็ตามหากต้องปั่นรถยามนี้ก็คงไม่รอด ฉันนึกย้อนกลับไปว่าถ้าไม่ได้รถคันนี้ป่านนี้ฉันคงเป็นลมล้มพับอยู่แถวนั้น <br />
<br />
พอเริ่มตั้งสติได้ ฉันก็เริ่มจ้อ แม้ในยามเฉียดตายเช่นนี้ก็ยังอุตสาห์เป็น "กี้ ชวนชื่น" ในวงสนทนา หลังจากสร้างความเป็นกันเองจนพวกเขาเริ่มกล้าคุยกับฉันมากขึ้น ป้าคนหนึ่งก็เผยบางอย่างกับเราที่ทำให้เราแทบช็อคตกรถ แกบอกว่า “ปกติไม่มีใครกล้ารับคนแปลกหน้าหรอก ไม่รู้ว่าคนดีหรือคนร้าย”<br />
<br />
“ป้าหมายความว่าไงคะ” <img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/cantbliv.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Cantbliv" title="Cantbliv" />ฉันถามด้วยดวงตาลุกโพลง<br />
<br />
“แถวนี้มันมีพวกค้ายาบ้า บางทีก็มีตำรวจปลอมตัวมาล่อซื้อยา ปกติเขาไม่มาเดินคนเดียวกันหรอก น่ากลัว (ตรงนี้รู้สึกป้าแกจะแอบว่าเราว่าบ้า) พี่ผู้ชายอีกคนเสริม “ยิ่งโพล้เพล้ใกล้ค่ำนี่ก็ยิ่งไม่น่าไว้ใจ ไม่รู้ว่าใช่คนหรือเปล่า”<br />
<br />
“หา!” อะไรกันนี่ นอกจากคนบ้า ยาบ้า ตำรวจแล้วยังมีสิ่งที่ปกติมองไม่เห็นแต่อาจมาให้เห็นด้วยเหรอ ฉันว่าชาวบ้านแถวนี้ไม่หลอกฉันให้เสียเวลาและแน่ใจว่าพวกเขาคงเจอกันครบแล้วทุกกรณี ใช่ในป่ามักมีอะไรที่เราคาดไม่ถึงเสมอ หนำซ้ำเพิ่งมารู้ความจริงว่าป่าที่เราลุยมาเนี่ยก็ป่าช้าของพวกชาวเขาเป็นส่วนใหญ่ เวลาใครตายก็จะเอามาฝังในนั้นแหละ หนีเสือปะเสือซะงั้นเวรกรรม รู้งี้ปั่นกลับตั้งแต่ป่าช้าแรกแล้ว<br />
<br />
“งั้นไอ้กองหินตามทางนั่นก็...” <img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/what.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="What" title="What" />ฉันเว้นไว้ให้หนึ่งในนั้นตอบ<br />
<br />
“หลุมศพ” <br />
ฉันได้แต่ “เหรอคะ” ฉันพยายามกลืนน้ำลายลงคอเมื่อรู้คำตอบแต่คอมันหนืดจนไม่มีอะไรจะกลืนแล้ว แห้งผากเกินจะทน ดูเหมือนพี่ป้าน้าอาจะรู้ว่าฉันคงจะหิวน้ำ “ทนหน่อยนะ ตรงทางแยกก่อนถึงถนนใหญ่มีร้านขายของอยู่”<br />
<br />
ก่อนจากลา ฉันกราบขอบคุณพวกเขาที่ช่วยชีวิตฉันไว้ ฉันพยายามจะตอบแทนพวกเขาด้วยการเลี้ยงน้ำและขนมด้วยปัจจัยร้อยกว่าบาทที่มีอยู่แต่พว&#8203;กเขาก็ไม่ยอมและคงจะรีบกลับบ้านด้วย โดยไม่พูดพร่ำทำเพลงฉันรีบเข้าไปหยิบน้ำเย็นในตู้แช่มาดื่มอย่างสุดกระหาย เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ในทันใด แต่พอเหลือบไปเห็นนาฬิกาที่แขวนอยู่ในร้าน อีกสิบห้านาทีหนึ่งทุ่ม ก็รู้สึกเหมือนตกสวรรค์ในทันที แทบสำลักน้ำรีบละล่ำละลักถามลุงเจ้าของร้านว่าอีกนานไหมจะถึงถนนใหญ่ แกบอกว่าไม่ไกลหรอกขี่ไปเรื่อย ๆ (อีกแล้ว รู้สึกเกลียดคำนี้จริง ๆ ตอนนี้ขวัญผวาทุกทีที่ได้ยิน)<br />
<br />
ก็จริงของแก หลังจากได้น้ำเข้าไปแล้วแรงก็กลับคืนมา ฉันรีบปั่นจักรยานฝ่าความมืดมุ่งสู่ไฮเวย์เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกว่ารอดตายแล้ว โชคดีที่จากถนนใหญ่กลับที่พักเป็นทางลงเขาตลอด ฉันก็เลยทำเวลาได้ดี ถึงแม้จะเป็นถนนหลวงแต่ก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่สองข้างทางเป็นป่าและไม่มีไฟแถมไม่มีรถส&#8203;วนมาเลย(เหมือนเป็นด่านสุดท้ายของบททดสอบ) ยามเย็นย่ำในฤดูหนาวมันยะเยือกสุดขั้วหัวใจที่ต้องปั่นต้านลมหนาวฝ่าความมืด ไม้ใหญ่เล็กดำทะมึนยืนเรียงรายประหนึ่งฉากของหนังสยองขวัญ โชคดีที่เป็นทางลงเขาฉันก็ทะยานไปตามแรงโน้มถ่วงแบบไม่คิดชีวิตแล้ว<br />
<br />
 พอผ่านมาได้แสงไฟที่มาจากสวนป่าแม่แจ่มเหมือนจะเป็นสัญญาณบอกว่าเส้นชัยอยู่ที่นั่น<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/cheers.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Cheers" title="Cheers" /> พอไปถึงที่หน้าสำนักงานก็พบว่าเจ้าหน้าที่เกือบสิบคนกำลังยืนชุมนุมกันอยู่ดูซีเครีย&#8203;ด บางสิ่งบอกฉันว่าพวกเขากำลังจะออกตามหาคนหาย ฉันพยายามทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น(ทั้งที่วิญญาณกำลังจะออกจากร่าง)เดินเข้าไป&#8203;ทักทายพวกเขาด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม ก้มลงไปมองสารรูปตัวเองเสื้อก็เปื้อนฝุ่นยีนส์ก็มีคราบโคลนแห้งเกรอะ รองเท้า(เดินห้าง)ก็เยินแปลงร่างเป็นรองเท้าเดินป่า นี่ยังไม่นับรอยฟกช้ำดำเขียว พวกเขาเห็นสภาพฉันตอนนั้นก็ยิ้มไม่ออกอึ้งกันไปเลย หนึ่งในกลุ่มพูดขึ้นว่ากำลังจะออกตามหา แต่พอพวกเขาเห็นว่าฉันไม่ได้บาดเจ็บอะไร(แค่หนุมานคลุกฝุ่น)และปลอดภัยกลับมาก็เริ่ม&#8203;ยิ้มได้และพร้อมใจกันปรบมือเป็นการใหญ่ยอมรับถึงความกล้าบ้าบิ่น ทุกคนบอกว่ายังไม่มีใครเคยขี่เส้นทางนั้นเลยถ้าจะขี่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมและต้องใช&#8203;้เวลาเกือบวัน <br />
เพิ่งจะทราบจากหัวหน้าสวนป่าแม่แจ่มตอนนั้นคือคุณนวรัตน์ บอกว่าความจริงมันไม่ใช่ยี่สิบแปดกิโลนะ มันมากกว่านั้น...<br />
ฉัน “!?!”</span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[..... ..... .....<br />
<br />
<span style="font-size: large;">ทันใดนั้น ก็มีรถกระบะคันหนึ่งวิ่งออกมาจากหมู่บ้านนั้น บรรทุกคนงานมาเต็มท้ายแถมด้วยเครื่องมือกระสอบจอบเสียม เต็มอัตรา ไม่มีเวลาอีกแล้วถ้าตัดสินใจช้าไปนิดเดียวก็ยากจะคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้น รถคันนั้นวิ่งใกล้เข้ามาและก็เกือบจะขับผ่านเราไปแล้ว เสียงสุดท้ายก็หลุดลอดออกมาจากลำคอ<br />
<br />
“จอดก่อนค่ะ ขออาศัยไปด้วย” ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาจะไปไหน เป็นใครแต่สังเกตจากการแต่งตัวก็คงเป็นชาวบ้านที่มาทำงานในไร่นาแถวนี้และกำลังจะกลั&#8203;บบ้าน คนท้ายกระบะเห็นฉันในสภาพขะมุกขะมอมก็ตะโกนบอกให้คนขับจอดรถ ฉันก็เลยรีบจูงรถไปทันทีขอติดรถเพื่อไปออกถนนใหญ่แต่เขาบอกว่าไปไม่ถึงหรอกจะแยกไปอี&#8203;กหมู่บ้าน แต่ก็ติดรถมาได้เพราะตรงจุดทางแยกกลับหมู่บ้านพวกเขาไม่ไกลจากถนนใหญ่แล้ว พวกเขากุลีกุจอช่วยกันยกจักรยานขึ้นไปบนรถที่แน่นเอี้ยดอยู่แล้ว ฉันปีนตามขึ้นไป และนึกอยู่ในใจว่าเอาละ ต่อไปจะเป็นไงไม่รู้ รอดออกมาจากป่านั่นได้ก็เดนตายแล้ว ไม่มีอะไรจะต้องกลัวอีกต่อไป ระหว่างที่นั่งมาฉันสังเกตว่าสองข้างทางมีแต่ป่าสักไม่มีหมู่บ้านอีกเลย และเส้นทางก็ลดเลี้ยวขึ้นๆ ลง ๆ เขาอยู่ตลอดเวลาแม้จะเป็นทางลาดยางแล้วก็ตามหากต้องปั่นรถยามนี้ก็คงไม่รอด ฉันนึกย้อนกลับไปว่าถ้าไม่ได้รถคันนี้ป่านนี้ฉันคงเป็นลมล้มพับอยู่แถวนั้น <br />
<br />
พอเริ่มตั้งสติได้ ฉันก็เริ่มจ้อ แม้ในยามเฉียดตายเช่นนี้ก็ยังอุตสาห์เป็น "กี้ ชวนชื่น" ในวงสนทนา หลังจากสร้างความเป็นกันเองจนพวกเขาเริ่มกล้าคุยกับฉันมากขึ้น ป้าคนหนึ่งก็เผยบางอย่างกับเราที่ทำให้เราแทบช็อคตกรถ แกบอกว่า “ปกติไม่มีใครกล้ารับคนแปลกหน้าหรอก ไม่รู้ว่าคนดีหรือคนร้าย”<br />
<br />
“ป้าหมายความว่าไงคะ” <img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/cantbliv.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Cantbliv" title="Cantbliv" />ฉันถามด้วยดวงตาลุกโพลง<br />
<br />
“แถวนี้มันมีพวกค้ายาบ้า บางทีก็มีตำรวจปลอมตัวมาล่อซื้อยา ปกติเขาไม่มาเดินคนเดียวกันหรอก น่ากลัว (ตรงนี้รู้สึกป้าแกจะแอบว่าเราว่าบ้า) พี่ผู้ชายอีกคนเสริม “ยิ่งโพล้เพล้ใกล้ค่ำนี่ก็ยิ่งไม่น่าไว้ใจ ไม่รู้ว่าใช่คนหรือเปล่า”<br />
<br />
“หา!” อะไรกันนี่ นอกจากคนบ้า ยาบ้า ตำรวจแล้วยังมีสิ่งที่ปกติมองไม่เห็นแต่อาจมาให้เห็นด้วยเหรอ ฉันว่าชาวบ้านแถวนี้ไม่หลอกฉันให้เสียเวลาและแน่ใจว่าพวกเขาคงเจอกันครบแล้วทุกกรณี ใช่ในป่ามักมีอะไรที่เราคาดไม่ถึงเสมอ หนำซ้ำเพิ่งมารู้ความจริงว่าป่าที่เราลุยมาเนี่ยก็ป่าช้าของพวกชาวเขาเป็นส่วนใหญ่ เวลาใครตายก็จะเอามาฝังในนั้นแหละ หนีเสือปะเสือซะงั้นเวรกรรม รู้งี้ปั่นกลับตั้งแต่ป่าช้าแรกแล้ว<br />
<br />
“งั้นไอ้กองหินตามทางนั่นก็...” <img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/what.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="What" title="What" />ฉันเว้นไว้ให้หนึ่งในนั้นตอบ<br />
<br />
“หลุมศพ” <br />
ฉันได้แต่ “เหรอคะ” ฉันพยายามกลืนน้ำลายลงคอเมื่อรู้คำตอบแต่คอมันหนืดจนไม่มีอะไรจะกลืนแล้ว แห้งผากเกินจะทน ดูเหมือนพี่ป้าน้าอาจะรู้ว่าฉันคงจะหิวน้ำ “ทนหน่อยนะ ตรงทางแยกก่อนถึงถนนใหญ่มีร้านขายของอยู่”<br />
<br />
ก่อนจากลา ฉันกราบขอบคุณพวกเขาที่ช่วยชีวิตฉันไว้ ฉันพยายามจะตอบแทนพวกเขาด้วยการเลี้ยงน้ำและขนมด้วยปัจจัยร้อยกว่าบาทที่มีอยู่แต่พว&#8203;กเขาก็ไม่ยอมและคงจะรีบกลับบ้านด้วย โดยไม่พูดพร่ำทำเพลงฉันรีบเข้าไปหยิบน้ำเย็นในตู้แช่มาดื่มอย่างสุดกระหาย เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ในทันใด แต่พอเหลือบไปเห็นนาฬิกาที่แขวนอยู่ในร้าน อีกสิบห้านาทีหนึ่งทุ่ม ก็รู้สึกเหมือนตกสวรรค์ในทันที แทบสำลักน้ำรีบละล่ำละลักถามลุงเจ้าของร้านว่าอีกนานไหมจะถึงถนนใหญ่ แกบอกว่าไม่ไกลหรอกขี่ไปเรื่อย ๆ (อีกแล้ว รู้สึกเกลียดคำนี้จริง ๆ ตอนนี้ขวัญผวาทุกทีที่ได้ยิน)<br />
<br />
ก็จริงของแก หลังจากได้น้ำเข้าไปแล้วแรงก็กลับคืนมา ฉันรีบปั่นจักรยานฝ่าความมืดมุ่งสู่ไฮเวย์เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกว่ารอดตายแล้ว โชคดีที่จากถนนใหญ่กลับที่พักเป็นทางลงเขาตลอด ฉันก็เลยทำเวลาได้ดี ถึงแม้จะเป็นถนนหลวงแต่ก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่สองข้างทางเป็นป่าและไม่มีไฟแถมไม่มีรถส&#8203;วนมาเลย(เหมือนเป็นด่านสุดท้ายของบททดสอบ) ยามเย็นย่ำในฤดูหนาวมันยะเยือกสุดขั้วหัวใจที่ต้องปั่นต้านลมหนาวฝ่าความมืด ไม้ใหญ่เล็กดำทะมึนยืนเรียงรายประหนึ่งฉากของหนังสยองขวัญ โชคดีที่เป็นทางลงเขาฉันก็ทะยานไปตามแรงโน้มถ่วงแบบไม่คิดชีวิตแล้ว<br />
<br />
 พอผ่านมาได้แสงไฟที่มาจากสวนป่าแม่แจ่มเหมือนจะเป็นสัญญาณบอกว่าเส้นชัยอยู่ที่นั่น<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/cheers.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Cheers" title="Cheers" /> พอไปถึงที่หน้าสำนักงานก็พบว่าเจ้าหน้าที่เกือบสิบคนกำลังยืนชุมนุมกันอยู่ดูซีเครีย&#8203;ด บางสิ่งบอกฉันว่าพวกเขากำลังจะออกตามหาคนหาย ฉันพยายามทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น(ทั้งที่วิญญาณกำลังจะออกจากร่าง)เดินเข้าไป&#8203;ทักทายพวกเขาด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม ก้มลงไปมองสารรูปตัวเองเสื้อก็เปื้อนฝุ่นยีนส์ก็มีคราบโคลนแห้งเกรอะ รองเท้า(เดินห้าง)ก็เยินแปลงร่างเป็นรองเท้าเดินป่า นี่ยังไม่นับรอยฟกช้ำดำเขียว พวกเขาเห็นสภาพฉันตอนนั้นก็ยิ้มไม่ออกอึ้งกันไปเลย หนึ่งในกลุ่มพูดขึ้นว่ากำลังจะออกตามหา แต่พอพวกเขาเห็นว่าฉันไม่ได้บาดเจ็บอะไร(แค่หนุมานคลุกฝุ่น)และปลอดภัยกลับมาก็เริ่ม&#8203;ยิ้มได้และพร้อมใจกันปรบมือเป็นการใหญ่ยอมรับถึงความกล้าบ้าบิ่น ทุกคนบอกว่ายังไม่มีใครเคยขี่เส้นทางนั้นเลยถ้าจะขี่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมและต้องใช&#8203;้เวลาเกือบวัน <br />
เพิ่งจะทราบจากหัวหน้าสวนป่าแม่แจ่มตอนนั้นคือคุณนวรัตน์ บอกว่าความจริงมันไม่ใช่ยี่สิบแปดกิโลนะ มันมากกว่านั้น...<br />
ฉัน “!?!”</span>]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[แวะพัก]]></title>
			<link>http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=201</link>
			<pubDate>Wed, 09 Dec 2009 09:48:47 +0700</pubDate>
			<dc:creator>Monday</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=201</guid>
			<description><![CDATA[สวัสดีจ้ะ<br />
<br />
พักกันหน่อยนะ อ่านจนหืดขึ้นคอกันรึยังคะ<br />
<br />
เหนื่อยละซิ นี่ขนาดไม่ได้ไปด้วยนะ ก็บอกแล้ว ว่าไม่มีใครกล้าไปเที่ยวด้วยเลย ลองชวนๆดูส่ายหน้ากันเป็นแถว ตอนแม่แจ่มนี่โหดจริงๆ ยังคิดอยู่เลยว่าไม่น่ารอดกลับมา แต่ก็นะ<br />
<br />
ถ้าไม่ถึงที่ตายวายชีวาตม์<br />
ใครพิฆาตเข่นฆ่าไม่อาสัญ<br />
ถ้าต้องถึงที่ตายวายชีวัน<br />
ไม้จิ้มฟันทิ่มเหงือกยังเสือกตาย<br />
<br />
จริงมั้ยย<br />
<br />
โปรดติดตามการผจญภัยต่อ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[สวัสดีจ้ะ<br />
<br />
พักกันหน่อยนะ อ่านจนหืดขึ้นคอกันรึยังคะ<br />
<br />
เหนื่อยละซิ นี่ขนาดไม่ได้ไปด้วยนะ ก็บอกแล้ว ว่าไม่มีใครกล้าไปเที่ยวด้วยเลย ลองชวนๆดูส่ายหน้ากันเป็นแถว ตอนแม่แจ่มนี่โหดจริงๆ ยังคิดอยู่เลยว่าไม่น่ารอดกลับมา แต่ก็นะ<br />
<br />
ถ้าไม่ถึงที่ตายวายชีวาตม์<br />
ใครพิฆาตเข่นฆ่าไม่อาสัญ<br />
ถ้าต้องถึงที่ตายวายชีวัน<br />
ไม้จิ้มฟันทิ่มเหงือกยังเสือกตาย<br />
<br />
จริงมั้ยย<br />
<br />
โปรดติดตามการผจญภัยต่อ]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[แม่แจ่ม หุบเขามฤตยู (ช่วงที่3)]]></title>
			<link>http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=200</link>
			<pubDate>Tue, 08 Dec 2009 10:11:10 +0700</pubDate>
			<dc:creator>Monday</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=200</guid>
			<description><![CDATA[........ .......... ..........<br />
<span style="font-size: large;">จากนั้นเริ่มตั้งจิตอธิฐานถึงเจ้าป่าเจ้าเขาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาป่าแห่งนี&#8203;้ หากว่าวันนี้ชะตาถึงคาดต้องมาจบชีวิตที่นี่ก็ขอให้เป็นไปตามกรรม(ถึงตรงนี้ฉันพร้อมแ&#8203;ล้วจริง ๆ เพราะมันมองไม่เห็นอะไรนอกจากป่าและความมืดที่เริ่มจะแผ่คลุมท้องฟ้า) หากว่ายังไม่ถึงที่ตายก็ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองปกป้องข้าพเจ้าให้มีชีวิตรอดป&#8203;ลอดภัยกลับที่พัก <img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/scared.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Scared" title="Scared" /><br />
<br />
ว่าจบก็เริ่มรวบรวมกำลังกายใจไปต่อ คนเราพอใจมันเริ่มสงบก็ทำให้นึกถึงสิ่งดี ๆ ทั้งพ่อแม่ และบทสวดมนต์ต่าง ๆ ที่เคยเรียนตั้งแต่ประถม ขุดขึ้นมาภาวนาในใจแบบnonstop เริ่มตั้งแต่นะไมสามจบ นึกได้ว่าพี่มหาคนหนึ่งเคยบอกว่าเวลากลัวผีต้องสวดอิติปิโส เริ่มรู้สึกดีขึ้นความกล้าความเชื่อมั่นมาทันที จากนั้น ก็ต่อด้วยชินบัญชรที่สวดอยู่เป็นนิจปิดท้ายด้วยสัพเพสัตตาแผ่เมตตาให้ญาติโยมแถวนั้น&#8203;ซะเลยจะได้ไม่มายุ่งกะเรา เพิ่งจะเห็นข้อดีของการสวดมนต์นั่งสมาธิที่หมั่นฝึกไว้ก็วันนี้แหละ ตอนนี้กำลังใจกลับมาแล้วแต่กำลังกายกำลังจะแย่ เพราะช่วงหลัง ๆ จากที่เราขี่จักรยานกลายเป็นว่ามันขี่เรา จูงมันตลอดบางช่วงอยากจะทิ้งมันซะกลางทางเพราะมันกลับกลายเป็นภาระแสนหนักหน่วงโดยเฉ&#8203;พาะยามจูงขึ้นเขาสูงชัน ต้องข้ามสะพานไม้แคบ ๆ และเดินข้ามลำห้วยที่กลายเป็นโคลนคลักยามหน้าแล้ง <br />
<br />
ด้วยความที่ผจญกับความสงบเงียบในป่าคนเดียวปัญญาก็ผุดขึ้นมาอีก นึกถึงพระราชนิพนธ์ของในหลวงเรื่องพระชนก ที่ท่านต้องว่ายอยู่ในมหาสมุทรแบบไม่เห็นฝั่ง แต่ท่านก็ยังมีความเพียรว่ายต่อไปอย่างไม่ท้อแท้ แม้จะเหน็ดเหนื่อยสักปานใดก็ทำต่อไปด้วยความหวังว่าจะต้องถึงจุดหมายในสักวัน ย้อนมามองตัวเรา ดีกว่าพระชนกตั้งเยอะที่อย่างน้อยมีศรแดง(มรณะ)คอยชี้บอกทางว่าให้ไปต่อไปเส้นชัยอยู&#8203;่ข้างหน้า ไม่ต้องสนใจว่าอีกไกลแค่ไหน แค่ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดก็พอ เลยก้มมองที่เท้าตัวเอง ปัจจุบันอยู่ที่เท้าทั้งสองเท่านั้น มองในแง่ดีเส้นทางนี้ก็เป็นการฝึกจิตว่าเข้มแข็งแค่ไหนถ้าขวัญอ่อนละก้อบ้าแน่เลยที่&#8203;ต้องอยู่ในป่าเพียงลำพัง ตัวเรานั่นแหละที่ปรุงแต่งหลอกตัวเอง ถ้าคุมสติไม่อยู่ก็ยุ่ง อันตรายต่อมาคือขี่คนเดียวเกิดอุบัติเหตุล้มหัวฟาดหินตายอยู่คนเดียว ถ้าคนไม่แข็งแรงอาจเป็นลมช็อคตายเพราะเสียเหงื่อและขาดน้ำ หรืออื่น ๆ ที่มองไม่เห็นจะ ๆ แต่จะทำให้เราเห็นแว้บ ๆ บางครั้งถ้าจิตตกมันจะกึ่ง ๆ เหมือนตาฝาดคิดไปเอง ยิ่งคนตาสั้นอย่างเราไม่ต้องพูดถึง ความเบลอของวิสัยทัศน์ผนวกความสลัวในป่าสร้างภาพมายาได้มากมายแถมยังมี sound effectจากหรีดหริ่งเรไรอีก ยังดีที่เรามีสติเป็นเพื่อนแผ่เมตตาไว้ก่อน<br />
<br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/cry2.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Cry2" title="Cry2" />ห้าโมงกว่าก็ยังคงอยู่ในป่า เริ่มใจหาย ป่านนี้ที่สำนักงานออป.แม่แจ่มจะรู้บ้างไหมนะว่ามีนักท่องเที่ยวหายไปตั้งคนหนึ่ง จะส่งคนมาติดตามค้นหาหรือยังนะ ใจก็คิดไปเท้าก็ถีบไป เอาเถอะเลวร้ายที่สุดก็ตาย(เกิดมาแล้วก็ต้องตายทุกคน) หรือดีหน่อยก็กินข้าวลิงนอนในป่านี่แหละ ในที่สุด ก็เริ่มเห็นบ้านคนอยู่รำไร ใกล้หกโมงเย็นแล้ว หลังจากขี่พ้นเขตดงมรณะมาได้(ยังกะเพชรพระอุมา)ศรแดงก็ชี้ให้ขี่ออกไปยังถนนในหมู่บ้&#8203;าน รู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ทันทีที่เห็นทุ่งนา วัว กระท่อม ผู้คนและเขาหัวโล้น แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ภาพลวงตาแน่ ลองขยี้ตาเพิ่มความแน่ใจแต่ก็ยังไม่วายคิดว่าจะเจออะไรอีกล่ะ ด้วยความหิวน้ำอย่างแรงก็รีบปรี่เข้าไปหาชายสูงวัยคนหนึ่งกำลังสาละวนพาวัวเข้าคอก คำถามแรกที่หลุดออกมาก็คือ “ลุงคะจากนี่ไปสวนป่าออป.อีกไกลไหมคะ” แกมองเราแบบไม่เชื่อสายตาว่ามีผู้หญิงหลุดออกมาจากป่า คำตอบคือ “โอ๊ยอีกไกล ต้องข้ามเขาไปอีกหลายสิบโล ขี่ไปเรื่อย ๆ ตามทางนี่แหละแต่จะไหวเหรอขึ้นเขาลงเขานะ” ได้ฟังแล้วก็อยากจะตายซะตรงนั้น แต่ก็ต้องฝืนใจไปต่อหลังจากขอบคุณลุงที่บอกทางและให้น้ำดื่มแล้วก็รีบเดินทางต่อไป ตะวันใกล้ตกดินเต็มที ชาวบ้านที่ออกไปทำนาพาวัวไปเลี้ยงในทุ่งเริ่มทยอยกลับ แทบจะทุกคนหันมามองฉันด้วยความประหลาดใจ หนทางข้างหน้าเป็นทางโล่งโอบล้อมด้วยเขาหัวโล้นยามแล้งเช่นนี้ ความจริงที่นี่คงเขียวขจีสุดลูกหูลูกตายามหน้าฝน แต่ฉันไม่มีเวลาและอารมณ์คิดถึงความสุนทรีย์ใด ๆ อีกต่อไปแล้ว คิดอย่างเดียวว่าจะกลับไปที่พักยังไงให้ปลอดภัยก่อนค่ำ ซึ่งความหวังก็ดูจะริบหรี่ดังแสงตะวันยามสายัณห์เช่นนี้ <br />
<br />
ตอนนี้เรี่ยวแรงจะเข็นจักรยานก็แทบจะไม่เหลือแล้ว แต่ฉันก็จูงสลับขี่ต่อไปด้วยแรงทิฐิ จะไม่ยอมพึ่งใครจะไปให้ถึงที่สุด แต่เนื่องจากขาดน้ำและเสียเหงื่อไปเยอะความอ่อนเปลี้ยเพลียแรงมันก็ยิ่งทับทวี ชาวบ้านแถวนั้นคงจะสมเพชฉันสุดสุด บางช่วงฉันก็ต้องหยุดเพราะขามันล้าเกินจะก้าวแล้ว แต่ดูเหมือนว่าฉันกำลังจะเจอกับการผจญภัยช่วงต่อไป มองไปยังเส้นทางข้างหน้ากลับเริ่มเป็นป่าสักอีกแล้ว มืดครึ้มดิบทึบกว่าเดิมเสียอีก สัญชาตญาณบอกว่า หยุดเถอะ ไม่งั้นได้ตายสมปรารถนาแน่ ๆ ขืนดื้อไปต่อ ก้มดูนาฬิกาอีกครั้ง ใกล้จะหกโมงครึ่งแล้ว เหลียวกลับไปดูเห็นแสงไฟวิบวับจากหมู่บ้านที่จากมา น่าอดสูนัก หากต้องเลี้ยวกลับไปแต่ถ้าไม่กลับไปในหมู่บ้านก็คงไม่ได้กลับไปไหนอีกเลย กำลังจะเลี้ยวรถกลับ ทันใดนั้น<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/cantbliv.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Cantbliv" title="Cantbliv" /></span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[........ .......... ..........<br />
<span style="font-size: large;">จากนั้นเริ่มตั้งจิตอธิฐานถึงเจ้าป่าเจ้าเขาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาป่าแห่งนี&#8203;้ หากว่าวันนี้ชะตาถึงคาดต้องมาจบชีวิตที่นี่ก็ขอให้เป็นไปตามกรรม(ถึงตรงนี้ฉันพร้อมแ&#8203;ล้วจริง ๆ เพราะมันมองไม่เห็นอะไรนอกจากป่าและความมืดที่เริ่มจะแผ่คลุมท้องฟ้า) หากว่ายังไม่ถึงที่ตายก็ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองปกป้องข้าพเจ้าให้มีชีวิตรอดป&#8203;ลอดภัยกลับที่พัก <img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/scared.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Scared" title="Scared" /><br />
<br />
ว่าจบก็เริ่มรวบรวมกำลังกายใจไปต่อ คนเราพอใจมันเริ่มสงบก็ทำให้นึกถึงสิ่งดี ๆ ทั้งพ่อแม่ และบทสวดมนต์ต่าง ๆ ที่เคยเรียนตั้งแต่ประถม ขุดขึ้นมาภาวนาในใจแบบnonstop เริ่มตั้งแต่นะไมสามจบ นึกได้ว่าพี่มหาคนหนึ่งเคยบอกว่าเวลากลัวผีต้องสวดอิติปิโส เริ่มรู้สึกดีขึ้นความกล้าความเชื่อมั่นมาทันที จากนั้น ก็ต่อด้วยชินบัญชรที่สวดอยู่เป็นนิจปิดท้ายด้วยสัพเพสัตตาแผ่เมตตาให้ญาติโยมแถวนั้น&#8203;ซะเลยจะได้ไม่มายุ่งกะเรา เพิ่งจะเห็นข้อดีของการสวดมนต์นั่งสมาธิที่หมั่นฝึกไว้ก็วันนี้แหละ ตอนนี้กำลังใจกลับมาแล้วแต่กำลังกายกำลังจะแย่ เพราะช่วงหลัง ๆ จากที่เราขี่จักรยานกลายเป็นว่ามันขี่เรา จูงมันตลอดบางช่วงอยากจะทิ้งมันซะกลางทางเพราะมันกลับกลายเป็นภาระแสนหนักหน่วงโดยเฉ&#8203;พาะยามจูงขึ้นเขาสูงชัน ต้องข้ามสะพานไม้แคบ ๆ และเดินข้ามลำห้วยที่กลายเป็นโคลนคลักยามหน้าแล้ง <br />
<br />
ด้วยความที่ผจญกับความสงบเงียบในป่าคนเดียวปัญญาก็ผุดขึ้นมาอีก นึกถึงพระราชนิพนธ์ของในหลวงเรื่องพระชนก ที่ท่านต้องว่ายอยู่ในมหาสมุทรแบบไม่เห็นฝั่ง แต่ท่านก็ยังมีความเพียรว่ายต่อไปอย่างไม่ท้อแท้ แม้จะเหน็ดเหนื่อยสักปานใดก็ทำต่อไปด้วยความหวังว่าจะต้องถึงจุดหมายในสักวัน ย้อนมามองตัวเรา ดีกว่าพระชนกตั้งเยอะที่อย่างน้อยมีศรแดง(มรณะ)คอยชี้บอกทางว่าให้ไปต่อไปเส้นชัยอยู&#8203;่ข้างหน้า ไม่ต้องสนใจว่าอีกไกลแค่ไหน แค่ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดก็พอ เลยก้มมองที่เท้าตัวเอง ปัจจุบันอยู่ที่เท้าทั้งสองเท่านั้น มองในแง่ดีเส้นทางนี้ก็เป็นการฝึกจิตว่าเข้มแข็งแค่ไหนถ้าขวัญอ่อนละก้อบ้าแน่เลยที่&#8203;ต้องอยู่ในป่าเพียงลำพัง ตัวเรานั่นแหละที่ปรุงแต่งหลอกตัวเอง ถ้าคุมสติไม่อยู่ก็ยุ่ง อันตรายต่อมาคือขี่คนเดียวเกิดอุบัติเหตุล้มหัวฟาดหินตายอยู่คนเดียว ถ้าคนไม่แข็งแรงอาจเป็นลมช็อคตายเพราะเสียเหงื่อและขาดน้ำ หรืออื่น ๆ ที่มองไม่เห็นจะ ๆ แต่จะทำให้เราเห็นแว้บ ๆ บางครั้งถ้าจิตตกมันจะกึ่ง ๆ เหมือนตาฝาดคิดไปเอง ยิ่งคนตาสั้นอย่างเราไม่ต้องพูดถึง ความเบลอของวิสัยทัศน์ผนวกความสลัวในป่าสร้างภาพมายาได้มากมายแถมยังมี sound effectจากหรีดหริ่งเรไรอีก ยังดีที่เรามีสติเป็นเพื่อนแผ่เมตตาไว้ก่อน<br />
<br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/cry2.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Cry2" title="Cry2" />ห้าโมงกว่าก็ยังคงอยู่ในป่า เริ่มใจหาย ป่านนี้ที่สำนักงานออป.แม่แจ่มจะรู้บ้างไหมนะว่ามีนักท่องเที่ยวหายไปตั้งคนหนึ่ง จะส่งคนมาติดตามค้นหาหรือยังนะ ใจก็คิดไปเท้าก็ถีบไป เอาเถอะเลวร้ายที่สุดก็ตาย(เกิดมาแล้วก็ต้องตายทุกคน) หรือดีหน่อยก็กินข้าวลิงนอนในป่านี่แหละ ในที่สุด ก็เริ่มเห็นบ้านคนอยู่รำไร ใกล้หกโมงเย็นแล้ว หลังจากขี่พ้นเขตดงมรณะมาได้(ยังกะเพชรพระอุมา)ศรแดงก็ชี้ให้ขี่ออกไปยังถนนในหมู่บ้&#8203;าน รู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ทันทีที่เห็นทุ่งนา วัว กระท่อม ผู้คนและเขาหัวโล้น แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ภาพลวงตาแน่ ลองขยี้ตาเพิ่มความแน่ใจแต่ก็ยังไม่วายคิดว่าจะเจออะไรอีกล่ะ ด้วยความหิวน้ำอย่างแรงก็รีบปรี่เข้าไปหาชายสูงวัยคนหนึ่งกำลังสาละวนพาวัวเข้าคอก คำถามแรกที่หลุดออกมาก็คือ “ลุงคะจากนี่ไปสวนป่าออป.อีกไกลไหมคะ” แกมองเราแบบไม่เชื่อสายตาว่ามีผู้หญิงหลุดออกมาจากป่า คำตอบคือ “โอ๊ยอีกไกล ต้องข้ามเขาไปอีกหลายสิบโล ขี่ไปเรื่อย ๆ ตามทางนี่แหละแต่จะไหวเหรอขึ้นเขาลงเขานะ” ได้ฟังแล้วก็อยากจะตายซะตรงนั้น แต่ก็ต้องฝืนใจไปต่อหลังจากขอบคุณลุงที่บอกทางและให้น้ำดื่มแล้วก็รีบเดินทางต่อไป ตะวันใกล้ตกดินเต็มที ชาวบ้านที่ออกไปทำนาพาวัวไปเลี้ยงในทุ่งเริ่มทยอยกลับ แทบจะทุกคนหันมามองฉันด้วยความประหลาดใจ หนทางข้างหน้าเป็นทางโล่งโอบล้อมด้วยเขาหัวโล้นยามแล้งเช่นนี้ ความจริงที่นี่คงเขียวขจีสุดลูกหูลูกตายามหน้าฝน แต่ฉันไม่มีเวลาและอารมณ์คิดถึงความสุนทรีย์ใด ๆ อีกต่อไปแล้ว คิดอย่างเดียวว่าจะกลับไปที่พักยังไงให้ปลอดภัยก่อนค่ำ ซึ่งความหวังก็ดูจะริบหรี่ดังแสงตะวันยามสายัณห์เช่นนี้ <br />
<br />
ตอนนี้เรี่ยวแรงจะเข็นจักรยานก็แทบจะไม่เหลือแล้ว แต่ฉันก็จูงสลับขี่ต่อไปด้วยแรงทิฐิ จะไม่ยอมพึ่งใครจะไปให้ถึงที่สุด แต่เนื่องจากขาดน้ำและเสียเหงื่อไปเยอะความอ่อนเปลี้ยเพลียแรงมันก็ยิ่งทับทวี ชาวบ้านแถวนั้นคงจะสมเพชฉันสุดสุด บางช่วงฉันก็ต้องหยุดเพราะขามันล้าเกินจะก้าวแล้ว แต่ดูเหมือนว่าฉันกำลังจะเจอกับการผจญภัยช่วงต่อไป มองไปยังเส้นทางข้างหน้ากลับเริ่มเป็นป่าสักอีกแล้ว มืดครึ้มดิบทึบกว่าเดิมเสียอีก สัญชาตญาณบอกว่า หยุดเถอะ ไม่งั้นได้ตายสมปรารถนาแน่ ๆ ขืนดื้อไปต่อ ก้มดูนาฬิกาอีกครั้ง ใกล้จะหกโมงครึ่งแล้ว เหลียวกลับไปดูเห็นแสงไฟวิบวับจากหมู่บ้านที่จากมา น่าอดสูนัก หากต้องเลี้ยวกลับไปแต่ถ้าไม่กลับไปในหมู่บ้านก็คงไม่ได้กลับไปไหนอีกเลย กำลังจะเลี้ยวรถกลับ ทันใดนั้น<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/cantbliv.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Cantbliv" title="Cantbliv" /></span>]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[Just a short break]]></title>
			<link>http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=199</link>
			<pubDate>Mon, 07 Dec 2009 11:01:58 +0700</pubDate>
			<dc:creator>Monday</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=199</guid>
			<description><![CDATA[สวัสดีค่ะ <br />
<br />
ขอคั่นความทรมานบันเทิงเรื่องราวการผจญภัยในป่าที่แม่แจ่มหน่อยนะ<br />
<br />
ยอมรับค่ะว่ามันอันตรายมาก<br />
แต่อยากให้สมาชิกติดตามการต่อสู้ในจิตใจ (inner conflict) ของมนุษย์คนหนึ่ง <br />
<br />
ค่อยๆอ่านนะคะ <br />
<br />
จะเข้ามาอัพโหลดเรื่องเรื่อยๆ<br />
enjoy reading<br />
Monday<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/smile_black.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Smile_black" title="Smile_black" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[สวัสดีค่ะ <br />
<br />
ขอคั่นความทรมานบันเทิงเรื่องราวการผจญภัยในป่าที่แม่แจ่มหน่อยนะ<br />
<br />
ยอมรับค่ะว่ามันอันตรายมาก<br />
แต่อยากให้สมาชิกติดตามการต่อสู้ในจิตใจ (inner conflict) ของมนุษย์คนหนึ่ง <br />
<br />
ค่อยๆอ่านนะคะ <br />
<br />
จะเข้ามาอัพโหลดเรื่องเรื่อยๆ<br />
enjoy reading<br />
Monday<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/smile_black.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Smile_black" title="Smile_black" />]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[แม่แจ่ม หุบเขามฤตยู (ช่วงต่อมา)]]></title>
			<link>http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=198</link>
			<pubDate>Mon, 07 Dec 2009 10:30:13 +0700</pubDate>
			<dc:creator>Monday</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=198</guid>
			<description><![CDATA[<span style="font-size: large;">เอาไงดีวะถามตัวเอง ท่านผู้อ่านคงจะลุ้นให้ปั่นกลับ ไม่มีทางซะละ เพราะต้องปั่นขึ้นเขาที่ค่อนข้างชันและที่สำคัญสุดผ่านป่าช้าหมู่บ้านกลับไป ก็ขามาเล่นปล่อยรถให้มันพุ่งทะยานลงมาตามแรงโน้มถ่วงด้วยความเมามันไกลโขอยู่ มารู้อีกทีก็ติดกับซะแล้ว สมองก็เลยสั่งการว่า <br />
เอาเถอะ มาถึงขั้นนี้แล้วต้องปั่นต่อไป ขืนยืนคิดอยู่อาจมีคนลุกขึ้นมาช่วยคิด ก็เลยใส่เกียร์สิบ (จริง ๆมันมีแค่หกเกียร์) ขี่ไปตามเส้นทางลูกศรมรณะต่อไปแบบไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหน และดูแล้วเส้นทางข้างหน้าก็ยังลงเขาต่อไป ซึ่งน่าจะง่ายกว่าปั่นขึ้นเขา ตราบใดที่ยังมีเส้นทางที่ชัดเจนและลูกศรบอกทางเป็นระยะ จุดหมายก็คงไม่ยากเกินไป (มิจฉาทิฐิโดยแท้ครับพี่น้อง)<br />
<br />
ถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์นี้ตัวคนเดียวและเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คุณก็จะปั่นแบบลืมตายไปเลย เรื่องหิวนงหิวน้ำไม่ต้องพูดถึง ไม่มี ไม่น่าเชื่อทั้งที่เหงื่อชุ่มหลัง(ความจริงโชกไปหมดทั้งตัวด้วยความกลัวผีมากกว่า) <br />
เหลือบไปดูนาฬิกา สี่โมงกว่าแล้ว เอาเถอะทำอะไรไม่ได้นอกจากปั่น ปั่น ปั่น ตาก็คอยชะแง้แลดูว่าจะมีป้ายบอกอะไรให้ความหวังกันมั่ง ไม่มีเลย ป้ายใหญ่ ๆ ในสวนป่าสักบอกแต่ข้อมูลจำเพาะของไม้สักแต่ละแปลงว่าปลูกเมื่อไรถึงเมื่อไร กี่ต้น หาได้มีประโยชน์ต่อคนใกล้ตายอย่างเราไม่ ตลอดข้างทางก็มีแต่ป้ายพวกนี้ อยากจะร้องไห้ แต่ก็ร้องไม่ออกเพราะมันสลายกลายเป็นเหงื่อหมดแล้ว นาน ๆ จะเห็นป้ายลูกศรสีแดงย้ำเตือนว่ามาถูกทางแล้ว ตรงไปเรื่อย ๆ พอปั่นไปก็หยุดพักหอบสองสามแฮ่กแล้วก็ต้องปั่นต่อ ไม่กล้าหยุดนาน บางช่วงก็ลังเลจะกลับดีไหมเนี่ย แต่พอคิดว่าจะต้องปั่นขึ้นเนินกลับผ่านป่าช้าก็หยุดคิดและปั่นต่อไป <br />
ในป่าไม่มีคนงานอยู่เลยคงเลิกงานกลับบ้านกันหมดแล้ว เสียงที่ได้ยินตอนหยุดพักก็จะมาจากเสียงของสัตว์ป่าตัวเล็ก ๆ (พยายามคิดในทางสร้างสรรค์)เช่น กระรอก กระแต นก ดังสวบสาบ กอกแกก ๆ ตามโพรงไม้ ตามพื้นดินก็เต็มไปด้วยใบสักใหญ่ ๆ หล่นทับถมกันหนาเตอะ เหลียวมองไปรอบ ๆ พยายามจะมองหาคนเพื่อขอความช่วยเหลือก็ไม่มีให้เห็นแม้เงา แต่แล้วความคิดแง่ลบก็ยิ่งซ้ำเติม คนเหรอ? ในป่าเปลี่ยวขนาดนี้ถ้าเห็นคนจะแน่ใจได้ไงว่าเป็นคน พอคิดแค่นั้นก็ใส่เกียร์สิบพุ่งต่อไป <br />
<br />
ทว่า ภูมิประเทศเริ่มไม่เป็นใจซะแล้ว จากที่ลงเขาอยู่ดี ๆ ทางลูกรังสายนั้นก็เริ่มชันขึ้น ๆ กล้ามเนื้อขาเริ่มล้าก็ต้องเดินจูงสลับขี่ไปเรื่อย ๆ เรื่องหยุดพักน้อยมากแค่หยุดหอบมากกว่า ปั่น ปั่น ปั่น จูง จูง จูง บางทีก็ล้มลุกคลุกคลาน ทำให้ได้พิจารณาชีวิตไปด้วย เกิดปัญญามองเห็นความไม่แน่นอนของชีวิต ตอนเช้านอนเอกเขนกอยู่ในห้องพักแสนสบาย ตอนบ่ายกลับมาตกระกำลำบากในป่าเปลี่ยวเดียวดาย ชีวิตมีทั้งขาขึ้นขาลง ต่างกันตรงที่ขาลงเขามันง่ายและสบายกว่าขาขึ้นเขาซึ่งต้องใช้พลังกายมากกว่า ชีวิตก็เหมือนกับเส้นทางวิบากนี่แหละมีทั้งขึ้น ๆ ลง ๆ เจ็บปวด เหนื่อยยาก ต้องตัดสินใจเมื่อถึงทางแยกซึ่งต้องเลือกว่าจะไปทางไหน บางทีก็เจอหิน เจอตอ ทำเอารถเกือบล้ม บางทีเสียหลักก็ล้มไม่เป็นท่าแต่เมื่อชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นต่อไป <br />
<br />
“นี่แหละรสชาติของชีวิต” คำพูดนี้อมตะจริง ๆ ใช่เลย ชีวิตหาความเที่ยงแท้ไม่มี เป็นอนิจจังที่สุด ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างฉันคิดอะไรดี ๆ ก็เป็น (คงเฉพาะเวลาที่รู้สึกตัวว่าใกล้ตายหรือตกอยู่ในอันตราย)<br />
ไม่รู้ว่าตัวเองมาไกลแค่ไหนแล้ว (28กิโลวิบากจะไปได้ไกลแค่ไหนเชียว) เนื่องจากเหนื่อยและต้องขึ้นเขาไปตามเส้นทางที่ขรุขระตลอดจึงหลอกตัวเองไปว่ามาไกลมา&#8203;กแล้วอีกไม่นานก็คงจะถึง ลูกศรสีแดงบอกว่าตรงไป เราเริ่มโกรธคนทำทางแล้วนะ ทำไมมันจะบอกสักนิดไม่ได้รึไงว่าอีกกี่โลจะถึงหรือข้างหน้าเส้นทางจะเป็นยังไง จะได้เตรียมตัวเตรียมใจมั่ง นี่มีแต่ลูกศรมฤตยูเป็นสัญลักษณ์แห่งเส้นทางมรณะโดยแท้ นอกจากจะต้องขึ้นเขาอยู่ตลอด เส้นทางก็มีแต่หินตะปุ่มตะป่ำนักปั่นเสือภูเขามืออาชีพน่าจะชอบ ท้าทายพวกข้อมือแข็งไว้คอยหักหลบหินว่องไว ไอ้มือใหม่(ตีน)ใหม่อย่างเราเนี่ยเวลาเจอหินเยอะก็ลงจูงปลอดภัยจากการล้มจูบหิน แต่เส้นทางก็สอนเราไปเอง ตอนแรก ๆ ก็จูงพอตอนหลังเริ่มเมื่อยลองขี่ลุยหินดูมั่งก็รู้ว่าจะต้องบังคับแฮนด์ยังไง ที่สำคัญห้ามเบรกกะทันหันรถจะเสียหลักและกระแทกกับแง่งหิน กรณีนี้ก็ตัวใครตัวมันไม่เจ็บน้อยก็เจ็บหนัก สัญชาตญาณการเอาตัวรอดได้รับการปลดปล่อยเต็มที่ตอนนี้ ได้แต่บอกกับตัวเองว่าปั่นต่อไป ไม่คิดหันหลังกลับแน่นอน มีอยู่ช่วงหนึ่งถอดใจแล้ว จอดรถ ยืนนิ่งไม่ยืนเปล่าพนมมือด้วย(เริ่มพึ่งไสยศาสตร์บวกธรรมะ) เพราะใจไม่ไหวแล้ว</span><img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/cry1.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Cry1" title="Cry1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<span style="font-size: large;">เอาไงดีวะถามตัวเอง ท่านผู้อ่านคงจะลุ้นให้ปั่นกลับ ไม่มีทางซะละ เพราะต้องปั่นขึ้นเขาที่ค่อนข้างชันและที่สำคัญสุดผ่านป่าช้าหมู่บ้านกลับไป ก็ขามาเล่นปล่อยรถให้มันพุ่งทะยานลงมาตามแรงโน้มถ่วงด้วยความเมามันไกลโขอยู่ มารู้อีกทีก็ติดกับซะแล้ว สมองก็เลยสั่งการว่า <br />
เอาเถอะ มาถึงขั้นนี้แล้วต้องปั่นต่อไป ขืนยืนคิดอยู่อาจมีคนลุกขึ้นมาช่วยคิด ก็เลยใส่เกียร์สิบ (จริง ๆมันมีแค่หกเกียร์) ขี่ไปตามเส้นทางลูกศรมรณะต่อไปแบบไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหน และดูแล้วเส้นทางข้างหน้าก็ยังลงเขาต่อไป ซึ่งน่าจะง่ายกว่าปั่นขึ้นเขา ตราบใดที่ยังมีเส้นทางที่ชัดเจนและลูกศรบอกทางเป็นระยะ จุดหมายก็คงไม่ยากเกินไป (มิจฉาทิฐิโดยแท้ครับพี่น้อง)<br />
<br />
ถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์นี้ตัวคนเดียวและเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คุณก็จะปั่นแบบลืมตายไปเลย เรื่องหิวนงหิวน้ำไม่ต้องพูดถึง ไม่มี ไม่น่าเชื่อทั้งที่เหงื่อชุ่มหลัง(ความจริงโชกไปหมดทั้งตัวด้วยความกลัวผีมากกว่า) <br />
เหลือบไปดูนาฬิกา สี่โมงกว่าแล้ว เอาเถอะทำอะไรไม่ได้นอกจากปั่น ปั่น ปั่น ตาก็คอยชะแง้แลดูว่าจะมีป้ายบอกอะไรให้ความหวังกันมั่ง ไม่มีเลย ป้ายใหญ่ ๆ ในสวนป่าสักบอกแต่ข้อมูลจำเพาะของไม้สักแต่ละแปลงว่าปลูกเมื่อไรถึงเมื่อไร กี่ต้น หาได้มีประโยชน์ต่อคนใกล้ตายอย่างเราไม่ ตลอดข้างทางก็มีแต่ป้ายพวกนี้ อยากจะร้องไห้ แต่ก็ร้องไม่ออกเพราะมันสลายกลายเป็นเหงื่อหมดแล้ว นาน ๆ จะเห็นป้ายลูกศรสีแดงย้ำเตือนว่ามาถูกทางแล้ว ตรงไปเรื่อย ๆ พอปั่นไปก็หยุดพักหอบสองสามแฮ่กแล้วก็ต้องปั่นต่อ ไม่กล้าหยุดนาน บางช่วงก็ลังเลจะกลับดีไหมเนี่ย แต่พอคิดว่าจะต้องปั่นขึ้นเนินกลับผ่านป่าช้าก็หยุดคิดและปั่นต่อไป <br />
ในป่าไม่มีคนงานอยู่เลยคงเลิกงานกลับบ้านกันหมดแล้ว เสียงที่ได้ยินตอนหยุดพักก็จะมาจากเสียงของสัตว์ป่าตัวเล็ก ๆ (พยายามคิดในทางสร้างสรรค์)เช่น กระรอก กระแต นก ดังสวบสาบ กอกแกก ๆ ตามโพรงไม้ ตามพื้นดินก็เต็มไปด้วยใบสักใหญ่ ๆ หล่นทับถมกันหนาเตอะ เหลียวมองไปรอบ ๆ พยายามจะมองหาคนเพื่อขอความช่วยเหลือก็ไม่มีให้เห็นแม้เงา แต่แล้วความคิดแง่ลบก็ยิ่งซ้ำเติม คนเหรอ? ในป่าเปลี่ยวขนาดนี้ถ้าเห็นคนจะแน่ใจได้ไงว่าเป็นคน พอคิดแค่นั้นก็ใส่เกียร์สิบพุ่งต่อไป <br />
<br />
ทว่า ภูมิประเทศเริ่มไม่เป็นใจซะแล้ว จากที่ลงเขาอยู่ดี ๆ ทางลูกรังสายนั้นก็เริ่มชันขึ้น ๆ กล้ามเนื้อขาเริ่มล้าก็ต้องเดินจูงสลับขี่ไปเรื่อย ๆ เรื่องหยุดพักน้อยมากแค่หยุดหอบมากกว่า ปั่น ปั่น ปั่น จูง จูง จูง บางทีก็ล้มลุกคลุกคลาน ทำให้ได้พิจารณาชีวิตไปด้วย เกิดปัญญามองเห็นความไม่แน่นอนของชีวิต ตอนเช้านอนเอกเขนกอยู่ในห้องพักแสนสบาย ตอนบ่ายกลับมาตกระกำลำบากในป่าเปลี่ยวเดียวดาย ชีวิตมีทั้งขาขึ้นขาลง ต่างกันตรงที่ขาลงเขามันง่ายและสบายกว่าขาขึ้นเขาซึ่งต้องใช้พลังกายมากกว่า ชีวิตก็เหมือนกับเส้นทางวิบากนี่แหละมีทั้งขึ้น ๆ ลง ๆ เจ็บปวด เหนื่อยยาก ต้องตัดสินใจเมื่อถึงทางแยกซึ่งต้องเลือกว่าจะไปทางไหน บางทีก็เจอหิน เจอตอ ทำเอารถเกือบล้ม บางทีเสียหลักก็ล้มไม่เป็นท่าแต่เมื่อชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นต่อไป <br />
<br />
“นี่แหละรสชาติของชีวิต” คำพูดนี้อมตะจริง ๆ ใช่เลย ชีวิตหาความเที่ยงแท้ไม่มี เป็นอนิจจังที่สุด ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างฉันคิดอะไรดี ๆ ก็เป็น (คงเฉพาะเวลาที่รู้สึกตัวว่าใกล้ตายหรือตกอยู่ในอันตราย)<br />
ไม่รู้ว่าตัวเองมาไกลแค่ไหนแล้ว (28กิโลวิบากจะไปได้ไกลแค่ไหนเชียว) เนื่องจากเหนื่อยและต้องขึ้นเขาไปตามเส้นทางที่ขรุขระตลอดจึงหลอกตัวเองไปว่ามาไกลมา&#8203;กแล้วอีกไม่นานก็คงจะถึง ลูกศรสีแดงบอกว่าตรงไป เราเริ่มโกรธคนทำทางแล้วนะ ทำไมมันจะบอกสักนิดไม่ได้รึไงว่าอีกกี่โลจะถึงหรือข้างหน้าเส้นทางจะเป็นยังไง จะได้เตรียมตัวเตรียมใจมั่ง นี่มีแต่ลูกศรมฤตยูเป็นสัญลักษณ์แห่งเส้นทางมรณะโดยแท้ นอกจากจะต้องขึ้นเขาอยู่ตลอด เส้นทางก็มีแต่หินตะปุ่มตะป่ำนักปั่นเสือภูเขามืออาชีพน่าจะชอบ ท้าทายพวกข้อมือแข็งไว้คอยหักหลบหินว่องไว ไอ้มือใหม่(ตีน)ใหม่อย่างเราเนี่ยเวลาเจอหินเยอะก็ลงจูงปลอดภัยจากการล้มจูบหิน แต่เส้นทางก็สอนเราไปเอง ตอนแรก ๆ ก็จูงพอตอนหลังเริ่มเมื่อยลองขี่ลุยหินดูมั่งก็รู้ว่าจะต้องบังคับแฮนด์ยังไง ที่สำคัญห้ามเบรกกะทันหันรถจะเสียหลักและกระแทกกับแง่งหิน กรณีนี้ก็ตัวใครตัวมันไม่เจ็บน้อยก็เจ็บหนัก สัญชาตญาณการเอาตัวรอดได้รับการปลดปล่อยเต็มที่ตอนนี้ ได้แต่บอกกับตัวเองว่าปั่นต่อไป ไม่คิดหันหลังกลับแน่นอน มีอยู่ช่วงหนึ่งถอดใจแล้ว จอดรถ ยืนนิ่งไม่ยืนเปล่าพนมมือด้วย(เริ่มพึ่งไสยศาสตร์บวกธรรมะ) เพราะใจไม่ไหวแล้ว</span><img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/cry1.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Cry1" title="Cry1" />]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[...รู้สึกว่าอะดีนาลีนพุ่งปรี๊ดทันทีทันใด เพราะป้ายนั้นเขียนว่า ]]></title>
			<link>http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=195</link>
			<pubDate>Sun, 06 Dec 2009 14:30:47 +0700</pubDate>
			<dc:creator>Monday</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=195</guid>
			<description><![CDATA[แม่แจ่ม: หุบเขามฤตยู (ช่วงแรก)<br />
<br />
สวัดดีค่ะ สมาชิกชาวเว็บป๊ะป๋าที่บังเอิญคลิ๊กเข้ามาในบล๊อกของเรา <img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/love2.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Love2" title="Love2" /><br />
<br />
อ้ะ ไหนๆ ก็หลุดเข้ามาแล้ว ขอเชิญรับความทรมาน เอ๊ย! สำราญบานใจจากเรื่องเล่าข้างทางที่กี้ไปพานพบ พอดีเป็นคนที่ชอบเขียน เจอะเจออะไรน่าสนใจ ก็จะจดบันทึกเก็บไว้ ถ้ามีบุญบวกฝีมือก็คงจะได้ทำพอคเก็ตบุคกะเขาบ้าง ตอนนี้ก็ฝึกเขียนไปเรื่อยๆ <br />
 <br />
สไตล์งานเขียน ก็จะค่อนข้างสะท้อนความเป็นตัวตนของเรา  ถ่ายทอดด้วยภาษาง่ายๆ เหมือนได้มานั่งคุยกัน มีทั้งลูกกรุงลูกทุ่ง กลิ่นอายของความเป็นน้องนางบ้านนา  กลิ่นโคลนสาบควาย และสาวเมืองกรุงในบางแง่มุม  บางทีก็ใช้ภาษาไทยมั่งอังกฤษมั่งก็อย่าต่อว่ากันนะจ๊ะ เรามองว่าภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารไร้พรมแดน (อีกไม่กี่ปีโลกก็จะแตกแล้วอย่าคิดอะไรมาก Just let go of things) อิอิ ครูออดตาเขียวแว้ว<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/tuttut.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Tuttut" title="Tuttut" /><br />
<br />
เพื่อนๆสมาชิกอย่าลืมแวะมาเยี่ยมกี้บ่อยๆนะ ถือคำแนะนำติชมมาฝากกี้ด้วยนะจ๊ะ<br />
ขอบคุณป๋าติ๊ดที่อนุญาตให้มีพื้นที่ส่วนตัว ไว้ฟรีสไตล์ กระโดดโลดเต้น ในแบบของนู๋<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/roses.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Roses" title="Roses" /><br />
<br />
เพิ่งกลับมาจากการไปปีนดอยผ้าห่มปก แต่พอดียังเขียนไม่เสร็จก็ขอประเดิมเรื่องราวการเดินทางผจญภัยของกี้ที่อำเภอแม่แจ่ม&#8203;กันก่อนละกัน<br />
ใครเคยไปเที่ยวบ้างยกมือขึ้น<br />
 เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายปีแล้ว แต่ทุกครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์วันนั้นก็ยังชวนให้วังเวงวิเวกวิโหวเหวไม่หาย<span style="font-size: large;"><br />
 <br />
Let’s go!<br />
<br />
<br />
แม่แจ่ม:	หุบเขามฤตยู (ช่วงแรก)<br />
<br />
มีไม่กี่อย่างที่จะผลักดันมนุษย์ให้ทำอะไรได้อย่างสุดโต่ง นั่นคือ ความรัก ความเกลียด ความโกรธและความกลัว สำหรับฉันแล้วประเด็นสุดท้ายนี่แหละที่ทำให้เกิดตำนานการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้&#8203;งหนึ่งที่จะต้องจดจำไปชั่วชีวิต<br />
<br />
ณ. สวนป่าแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้การดูแลของออป. นอกจากทำไม้แล้วที่นี่ก็ยังมีที่พักที่สงบเงียบและสวยงามท่ามกลางความร่มรื่นเขียวขจ&#8203;ีของป่าสักและพืชพรรณต่างๆโดยรอบ จึงเป็นอีกปลายทางหนึ่งของผู้หญิงนักแสวงหาเช่นฉันที่เลือกมาเยี่ยมเยือนช่วงต้นฤดูห&#8203;นาว หลังจากเก็บสัมภาระเข้าที่พักแล้ว ด้วยความที่เป็นคนชีพจรลงเท้าก็เริ่มออกสำรวจโน่นนี่รอบ ๆ ที่พัก และสอบถามข้อมูลทั่วไปกับเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานว่ามีกิจกรรมอะไรบ้าง คุณเป็ดบอกว่า “ที่นี่มีกิจกรรมหลากหลายเริ่มตั้งแต่ปีนผาจำลอง พายเรือคะนู ล่องแก่งแม่แจ่ม เดินป่าชมทัศนียภาพ ดูนกและจักรยานเสือภูเขาครับ” น่าสนุกแฮะ ว่าแต่ว่า “เส้นทางล่ะคะ” คุณเป็ดอธิบายสั้นๆด้วยน้ำเสียงเรียบๆ พร้อมชี้เส้นทางในแผนที่ประกอบ ฉันแอบเห็นแววตาเย้ยๆ ขณะอธิบายด้วยประมาณว่า น้ำหน้าอย่างหล่อนน่ะแค่รอบหมู่บ้านก็หรูแล้ว <br />
“ก็มีสองเส้นทางหลักๆ ขี่รอบหมู่บ้านก็แล้วกันไม่ไกลมาก ถ้าขี่รอบใหญ่มันก็28โล” <br />
<br />
“ว้าว ไกลจังไม่เข้าไปถึงเมาะตะมะเหรอเนี่ย” ฉันแหย่เขาเล่น <br />
จากนั้นด้วยความที่คิดเดาเอาเองเพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยรู้จักว่าเสือภูเขามันเป็นย&#8203;ังไง หฤโหดเพียงไหน ก็สรุปเองว่าปั่นจักรยาน เชอะ พื้น ๆ  ก็แค่ไกล ปั่นไม่ไหวก็กลับ และด้วยความที่พี่เขาอธิบายสั้นมากฟังดูแล้วเหมือนง่าย ๆ ไม่ได้บรรยายถึงความวิบากใดๆ สักพักฉันก็ไปคว้าจักรยานมาคันหนึ่งไม่ได้ใส่ใจตรวจสอบสมรรถนะใดๆ ก้นติดเบาะก็ทะยานลงเนิน ปล่อยรถให้วิ่งฉิวไปตามถนนลูกรังผ่านหมู่บ้าน สักพัก เอ๊ะทำไมรถมันวิ่งหนืดๆ ก้มลงดู อ้าวยางแบนนี่หว่า เลยต้องจูงมาเปลี่ยน นี่แค่เริ่มขี่ก็มีลางร้ายซะแว้ว (ความจริงก็ฉุกคิดแล้วนะ เฮ้ย วันนี้ฤกษ์ไม่ดีอย่าไปเลย) ไม่ค่ะ ไม่มี ความห้าวทโมนมันอยู่ในสายเลือด หลังจากได้จักรยานคันใหม่มีสติกเกอร์ติดว่า B21 (ชื่อคล้ายๆ เครื่องบินเลยแฮะคงจะฮ่อมันพิลึก) ก็ไม่คาดคิดว่าเจ้าB21มันจะพาเราไปยังเส้นทางสายมฤตยู<br />
<br />
เหลือบไปดูนาฬิกาข้อมือก่อนสตาร์ทก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสามครึ่งแล้ว ทีแรกก็ขี่อยู่รอบหมู่บ้านไป ๆ มา ๆ เริ่มเบื่อ ตาก็เริ่มสอดส่ายมองหาเส้นทางใหม่ ๆ ก็เหลือบไปเห็นเส้นทางหนึ่ง แถมมีลูกศรสีแดงชี้ทางไว้ด้วย เดาว่าคงจะให้ขี่เข้าไปได้ ได้การละ ลองเข้าไปสำรวจซะหน่อยว่าสภาพป่าปลูกเป็นไง และก็คิดว่าสักพักก็คงจะออกมาเพราะว่าเริ่มเย็นแล้วและช่วงหน้าหนาวก็มืดเร็วซะด้วยผ&#8203;นวกกับก้มสำรวจตัวเองเห็นว่าความพร้อมในการขี่จักรยานเสือภูเขาเป็นศูนย์ ไม่มีหมวกกันน็อค ถุงมือ อุปกรณ์เซฟตัวเองไม่มีเลย แม้กระทั่งน้ำดื่ม ไอ้ที่มีน่ะเหรอสุดยอด อาทิ หมวกไหมพรมสีดำสุดเก๋ ยีนส์ เสื้อยืด รองเท้า(ที่เหมาะไปเดินห้างมากกว่า) พร้อมกล้องปัญญาอ่อนและตังค์ร้อยกว่าบาทติดตัวไว้กะว่าขี่ ๆ ไปอาจเจอเซเว่นจะได้แวะซื้อสเลอปี้หนมจีบซาลาเปา(คิดได้ไงเนี่ย)<br />
<br />
ขณะขี่ตามเส้นทางลูกศรสีแดงเข้าไปเรื่อย ๆนั้นรู้สึกเหมือนมีแรงบางอย่างมาดูดรถเราให้พุ่งไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ยังไม่ต้องตกใจค่ะก็ขี่ลงเขาอ่ะมันก็เลยพุ่งทะยานไม่ต้องปั่น ช่วงแรก ๆ เส้นทางเรียบสบายและก็ปั่นลงเขาอย่างเดียว (กลลวง) ทัศนียภาพก็สวยสุดบรรยายเป็นป่าสักโอบล้อมเราสุดลูกหูลูกตาแต่เนื่องจากมาช่วงหน้าหน&#8203;าวจึงค่อนข้างแห้งแล้ง ต้นไม้ส่วนใหญ่ก็จะทิ้งใบร่วงทับถมพื้นดิน ยืนต้นเปลือยท้าแสงแดดและสายลม ด้วยความเงียบของป่าจึงได้ยินแต่เสียงล้อจักรยานของฉันบดขยี้ใบไม้แห้งดังกรอบแกรบไป&#8203;ตลอดทาง หลังจากรู้สึก(สำนึก)ว่าลงเนินมาเนิ่นนานก็เลยชะลอรถ ณ.จุดหนึ่งกอปรกับเห็นป้ายปักไว้ริมทาง ด้วยความที่เป็นคนสายตาสั้นแต่ไม่มากเห็นเบลอ ๆ ว่า “.......ช้า.......” นึกว่าเป็นป้ายเตือนนักปั่นว่าให้ขี่ช้า ๆ หรือขี่ช้าชิดซ้ายอะไรก็ว่าไป ก็เลยค่อย ๆ จูงรถไปยืนอ่านให้มันชัด ๆ วินาทีนั้นเอง รู้สึกว่าอะดีนาลีนพุ่งปรี๊ดทันทีทันใด เพราะป้ายนั้นเขียนว่า “สุดเขตป่าช้าหมู่บ้าน.......” (จำชื่อไม่ได้เพราะแค่อ่านถึงคำว่าป่าช้า ขนหัวก็สมานฉันท์ร่วมใจกันลุกเกรียวแล้วค่ะ) เท่านั้นเองขาก็สั่นพับ ๆ ด้วยความกลัว มองไปรอบ ๆ ก็มีแต่ป่ากับป่าช้าที่แสนจะเงียบสงัดและวังเวงเหลือทน [size=large&#93;</span>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[แม่แจ่ม: หุบเขามฤตยู (ช่วงแรก)<br />
<br />
สวัดดีค่ะ สมาชิกชาวเว็บป๊ะป๋าที่บังเอิญคลิ๊กเข้ามาในบล๊อกของเรา <img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/love2.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Love2" title="Love2" /><br />
<br />
อ้ะ ไหนๆ ก็หลุดเข้ามาแล้ว ขอเชิญรับความทรมาน เอ๊ย! สำราญบานใจจากเรื่องเล่าข้างทางที่กี้ไปพานพบ พอดีเป็นคนที่ชอบเขียน เจอะเจออะไรน่าสนใจ ก็จะจดบันทึกเก็บไว้ ถ้ามีบุญบวกฝีมือก็คงจะได้ทำพอคเก็ตบุคกะเขาบ้าง ตอนนี้ก็ฝึกเขียนไปเรื่อยๆ <br />
 <br />
สไตล์งานเขียน ก็จะค่อนข้างสะท้อนความเป็นตัวตนของเรา  ถ่ายทอดด้วยภาษาง่ายๆ เหมือนได้มานั่งคุยกัน มีทั้งลูกกรุงลูกทุ่ง กลิ่นอายของความเป็นน้องนางบ้านนา  กลิ่นโคลนสาบควาย และสาวเมืองกรุงในบางแง่มุม  บางทีก็ใช้ภาษาไทยมั่งอังกฤษมั่งก็อย่าต่อว่ากันนะจ๊ะ เรามองว่าภาษาเป็นเครื่องมือสื่อสารไร้พรมแดน (อีกไม่กี่ปีโลกก็จะแตกแล้วอย่าคิดอะไรมาก Just let go of things) อิอิ ครูออดตาเขียวแว้ว<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/tuttut.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Tuttut" title="Tuttut" /><br />
<br />
เพื่อนๆสมาชิกอย่าลืมแวะมาเยี่ยมกี้บ่อยๆนะ ถือคำแนะนำติชมมาฝากกี้ด้วยนะจ๊ะ<br />
ขอบคุณป๋าติ๊ดที่อนุญาตให้มีพื้นที่ส่วนตัว ไว้ฟรีสไตล์ กระโดดโลดเต้น ในแบบของนู๋<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/roses.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Roses" title="Roses" /><br />
<br />
เพิ่งกลับมาจากการไปปีนดอยผ้าห่มปก แต่พอดียังเขียนไม่เสร็จก็ขอประเดิมเรื่องราวการเดินทางผจญภัยของกี้ที่อำเภอแม่แจ่ม&#8203;กันก่อนละกัน<br />
ใครเคยไปเที่ยวบ้างยกมือขึ้น<br />
 เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายปีแล้ว แต่ทุกครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์วันนั้นก็ยังชวนให้วังเวงวิเวกวิโหวเหวไม่หาย<span style="font-size: large;"><br />
 <br />
Let’s go!<br />
<br />
<br />
แม่แจ่ม:	หุบเขามฤตยู (ช่วงแรก)<br />
<br />
มีไม่กี่อย่างที่จะผลักดันมนุษย์ให้ทำอะไรได้อย่างสุดโต่ง นั่นคือ ความรัก ความเกลียด ความโกรธและความกลัว สำหรับฉันแล้วประเด็นสุดท้ายนี่แหละที่ทำให้เกิดตำนานการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้&#8203;งหนึ่งที่จะต้องจดจำไปชั่วชีวิต<br />
<br />
ณ. สวนป่าแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้การดูแลของออป. นอกจากทำไม้แล้วที่นี่ก็ยังมีที่พักที่สงบเงียบและสวยงามท่ามกลางความร่มรื่นเขียวขจ&#8203;ีของป่าสักและพืชพรรณต่างๆโดยรอบ จึงเป็นอีกปลายทางหนึ่งของผู้หญิงนักแสวงหาเช่นฉันที่เลือกมาเยี่ยมเยือนช่วงต้นฤดูห&#8203;นาว หลังจากเก็บสัมภาระเข้าที่พักแล้ว ด้วยความที่เป็นคนชีพจรลงเท้าก็เริ่มออกสำรวจโน่นนี่รอบ ๆ ที่พัก และสอบถามข้อมูลทั่วไปกับเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานว่ามีกิจกรรมอะไรบ้าง คุณเป็ดบอกว่า “ที่นี่มีกิจกรรมหลากหลายเริ่มตั้งแต่ปีนผาจำลอง พายเรือคะนู ล่องแก่งแม่แจ่ม เดินป่าชมทัศนียภาพ ดูนกและจักรยานเสือภูเขาครับ” น่าสนุกแฮะ ว่าแต่ว่า “เส้นทางล่ะคะ” คุณเป็ดอธิบายสั้นๆด้วยน้ำเสียงเรียบๆ พร้อมชี้เส้นทางในแผนที่ประกอบ ฉันแอบเห็นแววตาเย้ยๆ ขณะอธิบายด้วยประมาณว่า น้ำหน้าอย่างหล่อนน่ะแค่รอบหมู่บ้านก็หรูแล้ว <br />
“ก็มีสองเส้นทางหลักๆ ขี่รอบหมู่บ้านก็แล้วกันไม่ไกลมาก ถ้าขี่รอบใหญ่มันก็28โล” <br />
<br />
“ว้าว ไกลจังไม่เข้าไปถึงเมาะตะมะเหรอเนี่ย” ฉันแหย่เขาเล่น <br />
จากนั้นด้วยความที่คิดเดาเอาเองเพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยรู้จักว่าเสือภูเขามันเป็นย&#8203;ังไง หฤโหดเพียงไหน ก็สรุปเองว่าปั่นจักรยาน เชอะ พื้น ๆ  ก็แค่ไกล ปั่นไม่ไหวก็กลับ และด้วยความที่พี่เขาอธิบายสั้นมากฟังดูแล้วเหมือนง่าย ๆ ไม่ได้บรรยายถึงความวิบากใดๆ สักพักฉันก็ไปคว้าจักรยานมาคันหนึ่งไม่ได้ใส่ใจตรวจสอบสมรรถนะใดๆ ก้นติดเบาะก็ทะยานลงเนิน ปล่อยรถให้วิ่งฉิวไปตามถนนลูกรังผ่านหมู่บ้าน สักพัก เอ๊ะทำไมรถมันวิ่งหนืดๆ ก้มลงดู อ้าวยางแบนนี่หว่า เลยต้องจูงมาเปลี่ยน นี่แค่เริ่มขี่ก็มีลางร้ายซะแว้ว (ความจริงก็ฉุกคิดแล้วนะ เฮ้ย วันนี้ฤกษ์ไม่ดีอย่าไปเลย) ไม่ค่ะ ไม่มี ความห้าวทโมนมันอยู่ในสายเลือด หลังจากได้จักรยานคันใหม่มีสติกเกอร์ติดว่า B21 (ชื่อคล้ายๆ เครื่องบินเลยแฮะคงจะฮ่อมันพิลึก) ก็ไม่คาดคิดว่าเจ้าB21มันจะพาเราไปยังเส้นทางสายมฤตยู<br />
<br />
เหลือบไปดูนาฬิกาข้อมือก่อนสตาร์ทก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสามครึ่งแล้ว ทีแรกก็ขี่อยู่รอบหมู่บ้านไป ๆ มา ๆ เริ่มเบื่อ ตาก็เริ่มสอดส่ายมองหาเส้นทางใหม่ ๆ ก็เหลือบไปเห็นเส้นทางหนึ่ง แถมมีลูกศรสีแดงชี้ทางไว้ด้วย เดาว่าคงจะให้ขี่เข้าไปได้ ได้การละ ลองเข้าไปสำรวจซะหน่อยว่าสภาพป่าปลูกเป็นไง และก็คิดว่าสักพักก็คงจะออกมาเพราะว่าเริ่มเย็นแล้วและช่วงหน้าหนาวก็มืดเร็วซะด้วยผ&#8203;นวกกับก้มสำรวจตัวเองเห็นว่าความพร้อมในการขี่จักรยานเสือภูเขาเป็นศูนย์ ไม่มีหมวกกันน็อค ถุงมือ อุปกรณ์เซฟตัวเองไม่มีเลย แม้กระทั่งน้ำดื่ม ไอ้ที่มีน่ะเหรอสุดยอด อาทิ หมวกไหมพรมสีดำสุดเก๋ ยีนส์ เสื้อยืด รองเท้า(ที่เหมาะไปเดินห้างมากกว่า) พร้อมกล้องปัญญาอ่อนและตังค์ร้อยกว่าบาทติดตัวไว้กะว่าขี่ ๆ ไปอาจเจอเซเว่นจะได้แวะซื้อสเลอปี้หนมจีบซาลาเปา(คิดได้ไงเนี่ย)<br />
<br />
ขณะขี่ตามเส้นทางลูกศรสีแดงเข้าไปเรื่อย ๆนั้นรู้สึกเหมือนมีแรงบางอย่างมาดูดรถเราให้พุ่งไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ยังไม่ต้องตกใจค่ะก็ขี่ลงเขาอ่ะมันก็เลยพุ่งทะยานไม่ต้องปั่น ช่วงแรก ๆ เส้นทางเรียบสบายและก็ปั่นลงเขาอย่างเดียว (กลลวง) ทัศนียภาพก็สวยสุดบรรยายเป็นป่าสักโอบล้อมเราสุดลูกหูลูกตาแต่เนื่องจากมาช่วงหน้าหน&#8203;าวจึงค่อนข้างแห้งแล้ง ต้นไม้ส่วนใหญ่ก็จะทิ้งใบร่วงทับถมพื้นดิน ยืนต้นเปลือยท้าแสงแดดและสายลม ด้วยความเงียบของป่าจึงได้ยินแต่เสียงล้อจักรยานของฉันบดขยี้ใบไม้แห้งดังกรอบแกรบไป&#8203;ตลอดทาง หลังจากรู้สึก(สำนึก)ว่าลงเนินมาเนิ่นนานก็เลยชะลอรถ ณ.จุดหนึ่งกอปรกับเห็นป้ายปักไว้ริมทาง ด้วยความที่เป็นคนสายตาสั้นแต่ไม่มากเห็นเบลอ ๆ ว่า “.......ช้า.......” นึกว่าเป็นป้ายเตือนนักปั่นว่าให้ขี่ช้า ๆ หรือขี่ช้าชิดซ้ายอะไรก็ว่าไป ก็เลยค่อย ๆ จูงรถไปยืนอ่านให้มันชัด ๆ วินาทีนั้นเอง รู้สึกว่าอะดีนาลีนพุ่งปรี๊ดทันทีทันใด เพราะป้ายนั้นเขียนว่า “สุดเขตป่าช้าหมู่บ้าน.......” (จำชื่อไม่ได้เพราะแค่อ่านถึงคำว่าป่าช้า ขนหัวก็สมานฉันท์ร่วมใจกันลุกเกรียวแล้วค่ะ) เท่านั้นเองขาก็สั่นพับ ๆ ด้วยความกลัว มองไปรอบ ๆ ก็มีแต่ป่ากับป่าช้าที่แสนจะเงียบสงัดและวังเวงเหลือทน [size=large]</span>]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[ไม่มีรอยยิ้มบนรถไฟฟ้า ไม่มีใครมาหาหรอก...เธอ]]></title>
			<link>http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=194</link>
			<pubDate>Fri, 04 Dec 2009 12:01:56 +0700</pubDate>
			<dc:creator>Monday</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=194</guid>
			<description><![CDATA[ไม่มีรอยยิ้มบนรถไฟฟ้า<br />
ไม่มีใครมาหาหรอก...เธอ<br />
<br />
ช่วงเร่งด่วนของเช้าวันทำงานวันหนึ่ง บนรถไ่ฟฟ้า(ที่แสนจะแน่นและอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมนานาชนิด) หลังจากที่ฉันถูกดันด้วยมวลชนให้ไปยืนเสนอหน้าโหนราวเป็นชะนีกรุงอยู่กลางรถได้แล้ว(&#8203;รู้สึกเหมือนมากจริงๆเพราะดันใส่เสื้อแขนยาวสีดำ) ก็ได้กวาดสายตาสแกนไปทั่วๆเผื่อเจอพระเอกแบบในหนัง ไม่มีใครเข้าตากรรมกร(เขียนถูกแล้ว)<br />
เรดาร์ก็มาสะดุดที่ผู้หญิงใบหน้าเปื้อนง่วงที่นั่งตรงหน้าเราพอดี แม่เจ้า!หล่อนไปต่อขนตามาซะงอนยาวเช้งกระเด๊ะ ทามาสคาราดำปื้ดนั่งหลับๆตื่นๆ ลืมตาไม่ขึ้นหนังตาคงรับภาระอันหนักอึ้งนั้น ถัดมาอีก50องศา สาวออฟฟิศ แต่งตัวintrendสุดๆ ทั้งเสื้อผ้าหน้าผมรองเท้ากระเป๋า สงสัยจังเธอจะต้องเหนื่อยขนาดไหนให้ทุกอย่างมันเข้ากันหมดขนาดนี้ ทางซ้ายมือของเราก็ไม่น้อยหน้าหนุ่มออฟฟิศนุ่งกุงเกงสแลค เสื้อเชิ้ตwrinkle free อย่างดีแขนยาว รองเท้าหนังดูดีมีสกุล ถือกระเป๋าหนังยี่ห้อไอ้เข้ เงินเดือนคงจะเยอะถึงแต่งหล่อได้ขนาดนี้ เนี้ยบซะ สายตาเขามองผ่านหน้าต่างรถไปแบบไร้จุดหมาย บางคนก็ง่วนอยู่กับการจิ้มๆอยู่หน้าจอโทรศัพท์ ส่วนคนอื่นๆก็แต่งกันประชันโฉมกันสุดฤทธิ์สุดเดช เรียกได้ว่าถ้าอยากจะอัพเดทแฟชั่นก็ต้องขึ้นรถไฟฟ้านี่แหละ <br />
<br />
ไม่มีใครสบตาใคร มีแต่คนหน้าเรียบเฉย เราลองมองไปที่ผู้หญิงคนนึงแต่หล่อนก็รีบหลบตาวุ่นวายยังกะกลัวว่าความลับบางอย่างจะ&#8203;หลุดออกมา อ้าวแล้วกัน กะจะส่งยิ้มให้ซะหน่อยเก้อเลยเรา ลองมองไปรอบๆมีใครมองเราอยู่ป่าว เฮ๊ย! มีว่ะมีหนุ่มคนนึงกำลังมองเราอยู่ หนอยแน่ะ! คงจะเห็นชั้นยิ้มเก้อแหงเลย เสียฟอร์มอ่ะ แต่พอเราหันไปมองเขาก็หลบตาไปซะงั้น เฮ้อคนแถวนี้จะเก๊ก(ซิม)กันไปทำไมนะ ไม่รู้จักระบายยิ้มบนใบหน้ากันซะมั่ง ดีแต่ระบายคิ้ว แต่งตาทาปาก หากปราศจากซึ่งรอยยิ้มมันจะพิมพ์ใจผู้คนไปได้อย่างไร ที่บอกว่ายิ้มน่ะยิ้มด้วยตาแล้วมาบานเบ่งที่ใจหรือยิ้มที่ใจแล้วมาOn airทางดวงตา แต่ก็ไม่ได้ยิ้มเรื่อยเปื่อยนะเดี๋ยวเขาจะว่าบ้าเอาได้ แต่ที่นี่ทุกคนมีpropsทุกอย่างยกเว้นรอยยิ้ม ไม่ต้องมากหรอกแค่จางๆก็ทำให้โลกสว่างขึ้นอีกเยอะ ไม่ใช่หันซ้ายหันขวาก็เจอแต่แววตาที่ดูแห้งแล้งไร้ความเบิกบาน ไร้ชีวิตชีวา หน้าอมทุกข์ ช่างขัดกับภายนอกของพวกเขาที่ดูวูบวาบ หรูหรา ฟู่ฟ่าที่พยายามเสริมเติมแต่งเหมือนจะเอาไปปกปิดความว่างเปล่าเหงาหรือไม่ก็ความว้าว&#8203;ุ่นภายใน<br />
จะเครียดอะไรกันนักหนาครับพี่น้อง... <br />
<br />
“เหนื่อยกันบ้างไหมคะ ที่ต้องอยู่ที่นี่ เมืองที่เจริญแต่วัตถุ วิ่งไล่ตามแฟชั่นและITอย่างไม่มีวันตามทัน เคยรู้จักความสุขที่แท้จริงกันไหมคะ” เสียงของฉันนั่นเองร้องตะโกนถามก้องอยู่เพียงในใจ<span style="font-size: medium;"></span><br />
ที่จริงเราก็ไม่ได้ดีเด่นเลิศหรูไปกว่าคนแถวนี้แม้แต่น้อย บางทีก็สุขบางทีก็ทุกข์ เศร้า เหงา เซ็งแบบมนุษย์เดินดินกินข้าวแกง บางทีก็เผลอสติหลงไปกับกระแสบริโภคนิยม บางทีก็โหยหาชนบทอันห่างไกลที่เคยไปสัมผัสชีวิตอันสงบ เชื่องช้า เรียบง่ายประหนึ่งสายหมอกยามเช้า...<br />
<br />
“อุ้ย” กำลังคิดเพลินๆ ถูกเหยียบเท้าจนต้องหลุดจากภวังค์ ฉันภาวนาให้เป็นพี่เคน เพี้ยง! หันไปดูกลับกลายเป็นพี่แคน หนุ่มออฟฟิศหน้าเหลี่ยมคนหนึ่ง เขาก็รู้นะว่าเหยียบเท้าเราแต่ไม่มีคำขอโทษหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากที่ดูหนาหนักนั้น&#8203; เราก็คิดบวก เขาคงขอโทษเราในใจแล้วแหละ ช่างมันเถอะ ชาติที่แล้วเราคงไปเหยียบเท้าเขาไว้ แต่น่าสงสารผู้หญิงคนที่มาด้วยกะนายนี่จริงๆ น่าจะเป็นแฟนกันเห็นถือกระเป๋าให้ หุหุ สุภาพบุรุษจอมปลอม ทำคะแนนแต่กับแฟนตัวเองแต่ทำร้ายชาวบ้าน อีกนานไหมนะที่ผู้หญิงคนนี้จะตาสว่าง<br />
ตัวใครตัวมันนะน้อง<br />
เพราะอีกสองสถานี พี่ก็ต้องลงไปผจญเวรผจญกรรมทำงานต่อเหมือนกัน<br />
เฮ้อ!]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[ไม่มีรอยยิ้มบนรถไฟฟ้า<br />
ไม่มีใครมาหาหรอก...เธอ<br />
<br />
ช่วงเร่งด่วนของเช้าวันทำงานวันหนึ่ง บนรถไ่ฟฟ้า(ที่แสนจะแน่นและอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมนานาชนิด) หลังจากที่ฉันถูกดันด้วยมวลชนให้ไปยืนเสนอหน้าโหนราวเป็นชะนีกรุงอยู่กลางรถได้แล้ว(&#8203;รู้สึกเหมือนมากจริงๆเพราะดันใส่เสื้อแขนยาวสีดำ) ก็ได้กวาดสายตาสแกนไปทั่วๆเผื่อเจอพระเอกแบบในหนัง ไม่มีใครเข้าตากรรมกร(เขียนถูกแล้ว)<br />
เรดาร์ก็มาสะดุดที่ผู้หญิงใบหน้าเปื้อนง่วงที่นั่งตรงหน้าเราพอดี แม่เจ้า!หล่อนไปต่อขนตามาซะงอนยาวเช้งกระเด๊ะ ทามาสคาราดำปื้ดนั่งหลับๆตื่นๆ ลืมตาไม่ขึ้นหนังตาคงรับภาระอันหนักอึ้งนั้น ถัดมาอีก50องศา สาวออฟฟิศ แต่งตัวintrendสุดๆ ทั้งเสื้อผ้าหน้าผมรองเท้ากระเป๋า สงสัยจังเธอจะต้องเหนื่อยขนาดไหนให้ทุกอย่างมันเข้ากันหมดขนาดนี้ ทางซ้ายมือของเราก็ไม่น้อยหน้าหนุ่มออฟฟิศนุ่งกุงเกงสแลค เสื้อเชิ้ตwrinkle free อย่างดีแขนยาว รองเท้าหนังดูดีมีสกุล ถือกระเป๋าหนังยี่ห้อไอ้เข้ เงินเดือนคงจะเยอะถึงแต่งหล่อได้ขนาดนี้ เนี้ยบซะ สายตาเขามองผ่านหน้าต่างรถไปแบบไร้จุดหมาย บางคนก็ง่วนอยู่กับการจิ้มๆอยู่หน้าจอโทรศัพท์ ส่วนคนอื่นๆก็แต่งกันประชันโฉมกันสุดฤทธิ์สุดเดช เรียกได้ว่าถ้าอยากจะอัพเดทแฟชั่นก็ต้องขึ้นรถไฟฟ้านี่แหละ <br />
<br />
ไม่มีใครสบตาใคร มีแต่คนหน้าเรียบเฉย เราลองมองไปที่ผู้หญิงคนนึงแต่หล่อนก็รีบหลบตาวุ่นวายยังกะกลัวว่าความลับบางอย่างจะ&#8203;หลุดออกมา อ้าวแล้วกัน กะจะส่งยิ้มให้ซะหน่อยเก้อเลยเรา ลองมองไปรอบๆมีใครมองเราอยู่ป่าว เฮ๊ย! มีว่ะมีหนุ่มคนนึงกำลังมองเราอยู่ หนอยแน่ะ! คงจะเห็นชั้นยิ้มเก้อแหงเลย เสียฟอร์มอ่ะ แต่พอเราหันไปมองเขาก็หลบตาไปซะงั้น เฮ้อคนแถวนี้จะเก๊ก(ซิม)กันไปทำไมนะ ไม่รู้จักระบายยิ้มบนใบหน้ากันซะมั่ง ดีแต่ระบายคิ้ว แต่งตาทาปาก หากปราศจากซึ่งรอยยิ้มมันจะพิมพ์ใจผู้คนไปได้อย่างไร ที่บอกว่ายิ้มน่ะยิ้มด้วยตาแล้วมาบานเบ่งที่ใจหรือยิ้มที่ใจแล้วมาOn airทางดวงตา แต่ก็ไม่ได้ยิ้มเรื่อยเปื่อยนะเดี๋ยวเขาจะว่าบ้าเอาได้ แต่ที่นี่ทุกคนมีpropsทุกอย่างยกเว้นรอยยิ้ม ไม่ต้องมากหรอกแค่จางๆก็ทำให้โลกสว่างขึ้นอีกเยอะ ไม่ใช่หันซ้ายหันขวาก็เจอแต่แววตาที่ดูแห้งแล้งไร้ความเบิกบาน ไร้ชีวิตชีวา หน้าอมทุกข์ ช่างขัดกับภายนอกของพวกเขาที่ดูวูบวาบ หรูหรา ฟู่ฟ่าที่พยายามเสริมเติมแต่งเหมือนจะเอาไปปกปิดความว่างเปล่าเหงาหรือไม่ก็ความว้าว&#8203;ุ่นภายใน<br />
จะเครียดอะไรกันนักหนาครับพี่น้อง... <br />
<br />
“เหนื่อยกันบ้างไหมคะ ที่ต้องอยู่ที่นี่ เมืองที่เจริญแต่วัตถุ วิ่งไล่ตามแฟชั่นและITอย่างไม่มีวันตามทัน เคยรู้จักความสุขที่แท้จริงกันไหมคะ” เสียงของฉันนั่นเองร้องตะโกนถามก้องอยู่เพียงในใจ<span style="font-size: medium;"></span><br />
ที่จริงเราก็ไม่ได้ดีเด่นเลิศหรูไปกว่าคนแถวนี้แม้แต่น้อย บางทีก็สุขบางทีก็ทุกข์ เศร้า เหงา เซ็งแบบมนุษย์เดินดินกินข้าวแกง บางทีก็เผลอสติหลงไปกับกระแสบริโภคนิยม บางทีก็โหยหาชนบทอันห่างไกลที่เคยไปสัมผัสชีวิตอันสงบ เชื่องช้า เรียบง่ายประหนึ่งสายหมอกยามเช้า...<br />
<br />
“อุ้ย” กำลังคิดเพลินๆ ถูกเหยียบเท้าจนต้องหลุดจากภวังค์ ฉันภาวนาให้เป็นพี่เคน เพี้ยง! หันไปดูกลับกลายเป็นพี่แคน หนุ่มออฟฟิศหน้าเหลี่ยมคนหนึ่ง เขาก็รู้นะว่าเหยียบเท้าเราแต่ไม่มีคำขอโทษหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากที่ดูหนาหนักนั้น&#8203; เราก็คิดบวก เขาคงขอโทษเราในใจแล้วแหละ ช่างมันเถอะ ชาติที่แล้วเราคงไปเหยียบเท้าเขาไว้ แต่น่าสงสารผู้หญิงคนที่มาด้วยกะนายนี่จริงๆ น่าจะเป็นแฟนกันเห็นถือกระเป๋าให้ หุหุ สุภาพบุรุษจอมปลอม ทำคะแนนแต่กับแฟนตัวเองแต่ทำร้ายชาวบ้าน อีกนานไหมนะที่ผู้หญิงคนนี้จะตาสว่าง<br />
ตัวใครตัวมันนะน้อง<br />
เพราะอีกสองสถานี พี่ก็ต้องลงไปผจญเวรผจญกรรมทำงานต่อเหมือนกัน<br />
เฮ้อ!]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[สายเดี่ยว]]></title>
			<link>http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=193</link>
			<pubDate>Thu, 26 Nov 2009 11:17:32 +0700</pubDate>
			<dc:creator>Monday</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=193</guid>
			<description><![CDATA[Off road girl:	Alone around Thailand<br />
<br />
<br />
คุยกันก่อนเดี่ยว<br />
	<br />
ทำไมมาเที่ยวคนเดียว<br />
อกหักเหรอ...<br />
ทำไมไม่ เอาเพื่อนมาด้วยล่ะ<br />
<br />
เป็นคำถามที่ต้องตอบทุกครั้งยามเดินทางคนเดียว คำตอบแบบทีเล่นทีจริงคือ...<br />
ไม่มีใครคบค่ะ...<br />
ไม่คบใครค่ะ...<br />
ไม่ได้อกหักค่ะ<br />
เออ มาหาเอาข้างหน้าค่ะ...<br />
แรก ๆก็หงุดหงิดไม่เข้าใจว่าทำไมนะไอ้การเดินทางคนเดียวเนี่ยมันน่าตกใจอะไรนักหนา พอมาคิดอีกที เออ นี่เมืองไทย...ผู้หญิงเดินทางคนเดียวดูจะไม่ปลอดภัย ขัดหูขัดตาผู้คนโดยเฉพาะผู้ใหญ่<br />
<br />
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ไปเที่ยวดอยหัวแม่คำ จ. เชียงราย โบกรถกะบะของชมรมเดินวิ่งจังหวัดเชียงรายขึ้นดอย ป้าคนหนึ่งในทีมถึงกับออกปาก วันหลังอย่าทำอีกนะ ป้าเป็นห่วง<br />
ความจริงแรก ๆ ก็เดินทางกับเพื่อนฝูงอยู่หรอก แต่ดูว่าจะไม่รุ่งกับการเป็นทีมเวิร์ก เพราะเราเป็นปัจเจกบวกไฮเปอร์มากไปหน่อย โปรแกรมของเราจึงอัดแน่นไปด้วยที่เที่ยว กะว่ามาทีเดียวเก็บหมด จนคนที่มาด้วยเดี้ยงไปตาม ๆ กัน พร้อมใจกันบอกว่า "ไม่ไปกับมึงแล้ว เหนื่อยโคตร"<br />
 <br />
ก็ยอมรับว่าการเที่ยวเป็นก๊กน่ะหนุกหนาน เฮฮา บ้าหลุดโลกได้เท่าที่ต้องการ แต่ถ้าอยากได้สาระต้องเที่ยวคนเดียวแล้วไปเมคเฟรนด์กับคนท้องถิ่น อ้อ ขอเตือน คนขี้เหงา คนไร้มนุษย์สัมพันธ์ห้ามไปคนเดียวจะลำบากทั้งกายและใจ <br />
<br />
ช่วงหลังๆ ขนาดเพื่อนอ้อนวอนขอไปเที่ยวด้วยยังไม่เอาใครไปสักคน รู้สึกเป็นภาระขึ้นมาทันที แสดงว่าการเดินทางลุยเดียวเนี่ย มันต้องมีอะไรน่าสนใจ น่าประทับใจไม่แพ้การเดินทางเป็นโขยงเป็นแน่<br />
สิบกว่าปีที่ออกฉายเดี่ยว แต่ฉันกลับไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเลย<br />
มามะ ตามเรามาเดี่ยวกัน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[Off road girl:	Alone around Thailand<br />
<br />
<br />
คุยกันก่อนเดี่ยว<br />
	<br />
ทำไมมาเที่ยวคนเดียว<br />
อกหักเหรอ...<br />
ทำไมไม่ เอาเพื่อนมาด้วยล่ะ<br />
<br />
เป็นคำถามที่ต้องตอบทุกครั้งยามเดินทางคนเดียว คำตอบแบบทีเล่นทีจริงคือ...<br />
ไม่มีใครคบค่ะ...<br />
ไม่คบใครค่ะ...<br />
ไม่ได้อกหักค่ะ<br />
เออ มาหาเอาข้างหน้าค่ะ...<br />
แรก ๆก็หงุดหงิดไม่เข้าใจว่าทำไมนะไอ้การเดินทางคนเดียวเนี่ยมันน่าตกใจอะไรนักหนา พอมาคิดอีกที เออ นี่เมืองไทย...ผู้หญิงเดินทางคนเดียวดูจะไม่ปลอดภัย ขัดหูขัดตาผู้คนโดยเฉพาะผู้ใหญ่<br />
<br />
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ไปเที่ยวดอยหัวแม่คำ จ. เชียงราย โบกรถกะบะของชมรมเดินวิ่งจังหวัดเชียงรายขึ้นดอย ป้าคนหนึ่งในทีมถึงกับออกปาก วันหลังอย่าทำอีกนะ ป้าเป็นห่วง<br />
ความจริงแรก ๆ ก็เดินทางกับเพื่อนฝูงอยู่หรอก แต่ดูว่าจะไม่รุ่งกับการเป็นทีมเวิร์ก เพราะเราเป็นปัจเจกบวกไฮเปอร์มากไปหน่อย โปรแกรมของเราจึงอัดแน่นไปด้วยที่เที่ยว กะว่ามาทีเดียวเก็บหมด จนคนที่มาด้วยเดี้ยงไปตาม ๆ กัน พร้อมใจกันบอกว่า "ไม่ไปกับมึงแล้ว เหนื่อยโคตร"<br />
 <br />
ก็ยอมรับว่าการเที่ยวเป็นก๊กน่ะหนุกหนาน เฮฮา บ้าหลุดโลกได้เท่าที่ต้องการ แต่ถ้าอยากได้สาระต้องเที่ยวคนเดียวแล้วไปเมคเฟรนด์กับคนท้องถิ่น อ้อ ขอเตือน คนขี้เหงา คนไร้มนุษย์สัมพันธ์ห้ามไปคนเดียวจะลำบากทั้งกายและใจ <br />
<br />
ช่วงหลังๆ ขนาดเพื่อนอ้อนวอนขอไปเที่ยวด้วยยังไม่เอาใครไปสักคน รู้สึกเป็นภาระขึ้นมาทันที แสดงว่าการเดินทางลุยเดียวเนี่ย มันต้องมีอะไรน่าสนใจ น่าประทับใจไม่แพ้การเดินทางเป็นโขยงเป็นแน่<br />
สิบกว่าปีที่ออกฉายเดี่ยว แต่ฉันกลับไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเลย<br />
มามะ ตามเรามาเดี่ยวกัน]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[หัวนอนปลายเท้า]]></title>
			<link>http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=192</link>
			<pubDate>Mon, 23 Nov 2009 14:40:49 +0700</pubDate>
			<dc:creator>Monday</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=192</guid>
			<description><![CDATA[ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่บล็อกน้อยๆของเรา เป็นมุมส่วนตัวที่ไม่หวงห้ามเชิญเข้ามาอ่าน และแลกเปลี่ยนความคิดกันได้เลย <br />
<br />
ก่อนจะไปสู่เรื่องอื่นๆ  ขอท้าวความว่ามารู้จักเว็ปนี้ได้ไง<br />
<br />
เรื่องก็มีอยู่ว่า วันหนึ่งเราและผู้ปกครองต้องไปถ่ายวีดีโองานแต่งงานของสมาชิกท่านหนื่ง ก็ได้พบกับป๋าและสมาชิกที่เอาวงดนตรีไปช่วยที่งาน พอดีเกิดอยากร้องเพลงขึ้นมาก็เลยเสนอหน้าไปขอแจมด้วยซะงั้น (เรื่องหน้าด้านนี่ไม่มีใครเกิน)  ด้วยความที่เราเป็นไกด์ เห็นไมค์ได้ที่ไหนต้องหาเรื่องขอพูด ขอร้องเพลงไปเรื่อย  ก็เลยได้เข้ามาที่นี่ รู้สึกเป็นกันเองดี พี่ๆน้องๆก็น่ารักน่าหยิก(ดูจากการตอบคำถาม) มีความรู้เรื่องเพลงกันมากมายหลากหลาย ถามอะไรก็รู้ถามอะไรก็ ตอบได้หมด(เก่งกว่า อัปดุล อีก) ก็เลยกลายเป็นเว็ปประจำที่ต้องเข้ามาเยี่ยมทุกครั้งที่on line<br />
เอวังก็ด้วยประการฉะนี้<br />
<br />
ตัวตนของMonday<br />
ไม่ต้องคิดเลยusernameนี้ ง่ายมากเพราะว่าเราสมัครสมาชิกวันจันทร์พอดี ไม่ชอบคิดไรมาก ชอบที่วันจันทร์เป็นวันที่ตามฟุตบาตในกรุงเทพฯโล่ง เดินสบาย และเป็นวันที่น่าสงสารมีแต่คนไม่ชอบเพราะต้องไปทำงานเป็นวันแรกของสัปดาห์ แต่จะเป็นวันที่เราชอบไปเที่ยวเดินทางเพราะคนน้อย รถทัวร์ไม่ค่อยเต็ม และเงียบดี<br />
<br />
เราชื่อกี้ มันมาจากคุกกี้ แม่เป็นคนตั้งให้ <br />
ตอนนี้ทำทัวร์เป็นไกด์ (ใครมีเพื่อนต่างชาติถ้าต้องการ การtake care แบบexclusiveก็ติดต่อได้นะจ๊ะ) อยู่วงการนี้มาได้สิบปีแล้ว สนุกดี ได้พบเจอผู้คนแปลกหน้าและหน้าแปลกมากมาย จนรู้เช่นเห็นชาติเลยไม่กล้ามีแฟนเป็นฝรั่ง ทำงานด้วยก็พอแล้ว นี่ถ้าต้องไปอยู่กินกับฝรั่งเหมือนกำลังต้องทำงานเลยว่ะ ขอเจอแค่ตอนทำงานก็พอ เรื่องอย่างนี้คนในอยากออกคนนอกอยากเข้า ค่านิยมมีแฟนฝรั่งกำลังมาแรง แต่เรากลับมีแฟนเป็นมันแกวซะงั้น<br />
เลิกทำงานก็ยังซมซานเสาะแสวงหาที่เที่ยวต่ออีก ไม่รู้ทำไมมันถึงชอบนัก ไม่ใช่เที่ยวกลางคืนแต่เป็นการเดินทางท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆคนเดียว ชอบมากถ้าเป็นแนวadventure เดินป่า ดูนก และunseen ไปมาแต่ละที่โหดๆ เฉียดตายก็มีนี่ก็เลยเป็นที่มาของการตั้งชื่อบล็อกนี้ด้วย <br />
<br />
ชีวิตของเรา<br />
มีการเดินทาง เสียงเพลง และธรรมะเป็นโอสถและอาหารเสริมภูมิคุ้มกันกิเสส]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่บล็อกน้อยๆของเรา เป็นมุมส่วนตัวที่ไม่หวงห้ามเชิญเข้ามาอ่าน และแลกเปลี่ยนความคิดกันได้เลย <br />
<br />
ก่อนจะไปสู่เรื่องอื่นๆ  ขอท้าวความว่ามารู้จักเว็ปนี้ได้ไง<br />
<br />
เรื่องก็มีอยู่ว่า วันหนึ่งเราและผู้ปกครองต้องไปถ่ายวีดีโองานแต่งงานของสมาชิกท่านหนื่ง ก็ได้พบกับป๋าและสมาชิกที่เอาวงดนตรีไปช่วยที่งาน พอดีเกิดอยากร้องเพลงขึ้นมาก็เลยเสนอหน้าไปขอแจมด้วยซะงั้น (เรื่องหน้าด้านนี่ไม่มีใครเกิน)  ด้วยความที่เราเป็นไกด์ เห็นไมค์ได้ที่ไหนต้องหาเรื่องขอพูด ขอร้องเพลงไปเรื่อย  ก็เลยได้เข้ามาที่นี่ รู้สึกเป็นกันเองดี พี่ๆน้องๆก็น่ารักน่าหยิก(ดูจากการตอบคำถาม) มีความรู้เรื่องเพลงกันมากมายหลากหลาย ถามอะไรก็รู้ถามอะไรก็ ตอบได้หมด(เก่งกว่า อัปดุล อีก) ก็เลยกลายเป็นเว็ปประจำที่ต้องเข้ามาเยี่ยมทุกครั้งที่on line<br />
เอวังก็ด้วยประการฉะนี้<br />
<br />
ตัวตนของMonday<br />
ไม่ต้องคิดเลยusernameนี้ ง่ายมากเพราะว่าเราสมัครสมาชิกวันจันทร์พอดี ไม่ชอบคิดไรมาก ชอบที่วันจันทร์เป็นวันที่ตามฟุตบาตในกรุงเทพฯโล่ง เดินสบาย และเป็นวันที่น่าสงสารมีแต่คนไม่ชอบเพราะต้องไปทำงานเป็นวันแรกของสัปดาห์ แต่จะเป็นวันที่เราชอบไปเที่ยวเดินทางเพราะคนน้อย รถทัวร์ไม่ค่อยเต็ม และเงียบดี<br />
<br />
เราชื่อกี้ มันมาจากคุกกี้ แม่เป็นคนตั้งให้ <br />
ตอนนี้ทำทัวร์เป็นไกด์ (ใครมีเพื่อนต่างชาติถ้าต้องการ การtake care แบบexclusiveก็ติดต่อได้นะจ๊ะ) อยู่วงการนี้มาได้สิบปีแล้ว สนุกดี ได้พบเจอผู้คนแปลกหน้าและหน้าแปลกมากมาย จนรู้เช่นเห็นชาติเลยไม่กล้ามีแฟนเป็นฝรั่ง ทำงานด้วยก็พอแล้ว นี่ถ้าต้องไปอยู่กินกับฝรั่งเหมือนกำลังต้องทำงานเลยว่ะ ขอเจอแค่ตอนทำงานก็พอ เรื่องอย่างนี้คนในอยากออกคนนอกอยากเข้า ค่านิยมมีแฟนฝรั่งกำลังมาแรง แต่เรากลับมีแฟนเป็นมันแกวซะงั้น<br />
เลิกทำงานก็ยังซมซานเสาะแสวงหาที่เที่ยวต่ออีก ไม่รู้ทำไมมันถึงชอบนัก ไม่ใช่เที่ยวกลางคืนแต่เป็นการเดินทางท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆคนเดียว ชอบมากถ้าเป็นแนวadventure เดินป่า ดูนก และunseen ไปมาแต่ละที่โหดๆ เฉียดตายก็มีนี่ก็เลยเป็นที่มาของการตั้งชื่อบล็อกนี้ด้วย <br />
<br />
ชีวิตของเรา<br />
มีการเดินทาง เสียงเพลง และธรรมะเป็นโอสถและอาหารเสริมภูมิคุ้มกันกิเสส]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[Positive thinking]]></title>
			<link>http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=190</link>
			<pubDate>Tue, 10 Nov 2009 21:20:44 +0700</pubDate>
			<dc:creator>su1958</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=190</guid>
			<description><![CDATA[<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/onion48.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Onion48" title="Onion48" /><br />
<br />
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่โลกมีแง่มุมมากมายให้มอง<br />
<br />
แต่อยู่ที่เราจะเลือกมองมุมไหน<br />
<br />
โลกใบนี้ มีมุมดีๆ ให้มอง<br />
<br />
แค่มองเห็นว่า....<br />
<br />
&gt;&gt; คนทุกคนมีเหตุผลในการทำสิ่งต่างๆ เสมอ<br />
<br />
&gt;&gt; ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้...แต่ทุกปัญหาแก้ไขได้<br />
<br />
&gt;&gt; สิ่งร้ายๆ จะมาพร้อมกับสิ่งดีๆ เสมอ<br />
<br />
&gt;&gt; ความมืดในเวลากลางคืนมีแต่ 12 ชั่วโมง<br />
<br />
&gt;&gt; หลังฝนตกหนักแล้วฟ้าจะปลอดโปร่ง<br />
<br />
&gt;&gt; ของบางอย่างไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นของเรา<br />
<br />
&gt;&gt; ชีวิตเป็นของเรา<br />
<br />
&gt;&gt; ถนนบางสายไกลหน่อย แต่ก็ยังมีวันถึง<br />
<br />
&gt;&gt; ฝันร้ายเป็นแค่ความฝัน<br />
<br />
&gt;&gt; อุปสรรคทำให้ชีวิตมีสีสัน<br />
<br />
&gt;&gt; ความเจ็บปวดทำให้หัวใจแข็งแกร่ง<br />
<br />
&gt;&gt; ทุกๆอย่างมีระยะเวลาของมัน<br />
<br />
&gt;&gt; การร้องไห้ทำให้ดวงตาใสขึ้น<br />
<br />
&gt;&gt; ตัวเรายังไม่ได้อย่างใจเรา แล้วคนอื่นจะเป็นได้อย่างไร<br />
<br />
&gt;&gt; เมื่อมาถึงจุดที่หนักที่สุดแล้ว หลังจากนั้นทุกอย่างจะผ่อนคลายลงเรื่อยๆ<br />
<br />
&gt;&gt; มีไม่มากแต่ก็มีพอ<br />
<br />
&gt;&gt; ไม่มีเงินแต่ยังมีแรง<br />
<br />
&gt;&gt; ความอ้วนทำให้ใบหน้าอิ่มเอิบ<br />
<br />
&gt;&gt; ความผอมทำให้เสื้อผ้าดูดี<br />
<br />
&gt;&gt; ถ้าวิ่ง ก็ถึงเร็วขึ้น<br />
<br />
&gt;&gt; ถ้าค่อยๆเดิน จะไม่เหนื่อย<br />
<br />
โลกใบนี้ มีมุมดีๆให้มอง<br />
<br />
และเรากำลังมองอยู่....<br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/onion50.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Onion50" title="Onion50" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/onion48.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Onion48" title="Onion48" /><br />
<br />
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่โลกมีแง่มุมมากมายให้มอง<br />
<br />
แต่อยู่ที่เราจะเลือกมองมุมไหน<br />
<br />
โลกใบนี้ มีมุมดีๆ ให้มอง<br />
<br />
แค่มองเห็นว่า....<br />
<br />
&gt;&gt; คนทุกคนมีเหตุผลในการทำสิ่งต่างๆ เสมอ<br />
<br />
&gt;&gt; ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้...แต่ทุกปัญหาแก้ไขได้<br />
<br />
&gt;&gt; สิ่งร้ายๆ จะมาพร้อมกับสิ่งดีๆ เสมอ<br />
<br />
&gt;&gt; ความมืดในเวลากลางคืนมีแต่ 12 ชั่วโมง<br />
<br />
&gt;&gt; หลังฝนตกหนักแล้วฟ้าจะปลอดโปร่ง<br />
<br />
&gt;&gt; ของบางอย่างไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นของเรา<br />
<br />
&gt;&gt; ชีวิตเป็นของเรา<br />
<br />
&gt;&gt; ถนนบางสายไกลหน่อย แต่ก็ยังมีวันถึง<br />
<br />
&gt;&gt; ฝันร้ายเป็นแค่ความฝัน<br />
<br />
&gt;&gt; อุปสรรคทำให้ชีวิตมีสีสัน<br />
<br />
&gt;&gt; ความเจ็บปวดทำให้หัวใจแข็งแกร่ง<br />
<br />
&gt;&gt; ทุกๆอย่างมีระยะเวลาของมัน<br />
<br />
&gt;&gt; การร้องไห้ทำให้ดวงตาใสขึ้น<br />
<br />
&gt;&gt; ตัวเรายังไม่ได้อย่างใจเรา แล้วคนอื่นจะเป็นได้อย่างไร<br />
<br />
&gt;&gt; เมื่อมาถึงจุดที่หนักที่สุดแล้ว หลังจากนั้นทุกอย่างจะผ่อนคลายลงเรื่อยๆ<br />
<br />
&gt;&gt; มีไม่มากแต่ก็มีพอ<br />
<br />
&gt;&gt; ไม่มีเงินแต่ยังมีแรง<br />
<br />
&gt;&gt; ความอ้วนทำให้ใบหน้าอิ่มเอิบ<br />
<br />
&gt;&gt; ความผอมทำให้เสื้อผ้าดูดี<br />
<br />
&gt;&gt; ถ้าวิ่ง ก็ถึงเร็วขึ้น<br />
<br />
&gt;&gt; ถ้าค่อยๆเดิน จะไม่เหนื่อย<br />
<br />
โลกใบนี้ มีมุมดีๆให้มอง<br />
<br />
และเรากำลังมองอยู่....<br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/onion50.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Onion50" title="Onion50" />]]></content:encoded>
		</item>
		<item>
			<title><![CDATA[สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา โดยที่เราไม่ทันสังเกต]]></title>
			<link>http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=188</link>
			<pubDate>Sun, 08 Nov 2009 15:27:17 +0700</pubDate>
			<dc:creator>su1958</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">http://www.patid.com/forums/blogs.php?eid=188</guid>
			<description><![CDATA[<img src="http://img2.pict.com/78/ec/f6/1937289/0/0art8.jpg" border="0" alt="[Image: 0art8.jpg&#93;" /><br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/onion48.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Onion48" title="Onion48" /><br />
<img src="http://img2.pict.com/37/0e/f4/1937286/0/0art16.jpg" border="0" alt="[Image: 0art16.jpg&#93;" /><br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/onion50.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Onion50" title="Onion50" /><br />
<img src="http://img2.pict.com/2b/4a/43/1937292/0/0art13copy.jpg" border="0" alt="[Image: 0art13copy.jpg&#93;" /><br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/smile.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Smile" title="Smile" /><br />
<img src="http://img2.pict.com/c6/4f/15/1937295/0/0art15.jpg" border="0" alt="[Image: 0art15.jpg&#93;" /><br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/kiss.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Kiss" title="Kiss" /><br />
<img src="http://img2.pict.com/6d/e2/fd/1937288/0/0art7.jpg" border="0" alt="[Image: 0art7.jpg&#93;" /><br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/hip.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Hip" title="Hip" /><br />
<img src="http://img2.pict.com/73/ad/94/1937294/0/0art14.jpg" border="0" alt="[Image: 0art14.jpg&#93;" /><br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/surrender.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Surrender" title="Surrender" /><br />
<img src="http://img2.pict.com/46/a1/ef/1937287/0/0art5.jpg" border="0" alt="[Image: 0art5.jpg&#93;" /><br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/onion13.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Onion13" title="Onion13" /><br />
<img src="http://img2.pict.com/e1/bd/a5/1937291/0/0art12.jpg" border="0" alt="[Image: 0art12.jpg&#93;" /><br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/31.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="31" title="31" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<img src="http://img2.pict.com/78/ec/f6/1937289/0/0art8.jpg" border="0" alt="[Image: 0art8.jpg]" /><br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/onion48.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Onion48" title="Onion48" /><br />
<img src="http://img2.pict.com/37/0e/f4/1937286/0/0art16.jpg" border="0" alt="[Image: 0art16.jpg]" /><br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/onion50.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Onion50" title="Onion50" /><br />
<img src="http://img2.pict.com/2b/4a/43/1937292/0/0art13copy.jpg" border="0" alt="[Image: 0art13copy.jpg]" /><br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/smile.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Smile" title="Smile" /><br />
<img src="http://img2.pict.com/c6/4f/15/1937295/0/0art15.jpg" border="0" alt="[Image: 0art15.jpg]" /><br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/kiss.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Kiss" title="Kiss" /><br />
<img src="http://img2.pict.com/6d/e2/fd/1937288/0/0art7.jpg" border="0" alt="[Image: 0art7.jpg]" /><br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/hip.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Hip" title="Hip" /><br />
<img src="http://img2.pict.com/73/ad/94/1937294/0/0art14.jpg" border="0" alt="[Image: 0art14.jpg]" /><br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/surrender.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Surrender" title="Surrender" /><br />
<img src="http://img2.pict.com/46/a1/ef/1937287/0/0art5.jpg" border="0" alt="[Image: 0art5.jpg]" /><br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/onion13.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="Onion13" title="Onion13" /><br />
<img src="http://img2.pict.com/e1/bd/a5/1937291/0/0art12.jpg" border="0" alt="[Image: 0art12.jpg]" /><br />
<img src="http://www.patid.com/forums/images/smilies/31.gif" style="vertical-align: middle;" border="0" alt="31" title="31" />]]></content:encoded>
		</item>
	</channel>
</rss>
