Earth Wind and Fire

Dim lights

ผมเลือกเพลง In the stone ของ Earth Wind and Fire (EWF) มาเป็น intro ของบทความนี้ด้วยเหตุผลว่า ในบรรดาเพลงทั้งหมดของ EWF ผมชอบ intro เพลงนี้มากที่สุดนั่นเอง และขอเตือนล่วงหน้าว่าบทความนี้ยาวมากกก

IncreaseEWF เป็นวงดนตรีในแนว R&B, Funk, Soul, Jazz... ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาตั้งแต่ยุค '70 เอกลักษณ์ของวงนี้คือทีมเครื่องเป่าที่เฉียบขาด แล้วยังไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเค้าอีกก็คือ เป็นวงซ้อนอยู่ในวงอีกทีนึง ทีมเครื่องเป่าทีมนี้เรียกตัวเองว่ากลุ่ม Phenix คือนอกจากแกจะเป่าให้กับ EWF เป็นประจำแล้ว แกก็ยังรับงานนอกไปเป่าให้กับศิลปินดังๆอีกหลายคน

เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งที่เห็นจนชินตาบนเวทีแสดงสดของ EWF ก็คือมือเบสครับ นามว่า Verdine White ดูในรูปก็แล้วกันว่าแก white แค่ไหน..รูปร่างผอมสูง หน้าตาหล่อเหลาฉีกใจผู้ชมขาดเป็นชิ้นๆ และไม่เคยยืนนิ่งบนเวทีได้นานเกิน 1 นาที แกจะกระโดดโลดเต้นของแกไปเรื่อย เหมือนเมาม้าไม่มีผิด ผมมีเพื่อนอยู่คนนึงชื่อตึ๋ง ฉายาว่า... ตึ๋งม้า เล่นเบสเหมือนกัน หน้าตาเหมือนกัน ผอมเหมือนกัน แต่สูงได้ประมาณครึ่งหนึ่งของ Verdine

Increaseก่อนจะมาเป็น EWF ในปี 1970 นั้น ก็ขอย้อนกลับไปปีนึงซึ่งถือว่าเป็นจุดกำเนิดของวงนี้ ในปี 1969 ที่เมือง Chicago มีวงดนตรีเล็กๆ 3 ชิ้นวงหนึ่งชื่อว่า Salty Peppers นำโดย Maurice White (ยืนยิ้มอยู่ซ้ายมือนั่น)..วงนี้ออก single มา 1 ชุด ก็พอไปได้นะ แต่พอมา single ที่ 2 กลับไปไม่รอด... Maurice จึงตัดสินใจมุ่งหน้าสู่ west coast โดยมี Los Angeles เป็นเป้าหมาย คราวนี้เขาฟอร์มวงขึ้นมาใหญ่บึ้ม 10 ชีวิตด้วยกัน โดยเรียกตัวน้องชายสุดเลิฟคือ Verdine White มาจาก Chicago ให้มาเล่นเบสให้... Maurice ตั้งชื่อวงใหม่นี้ว่า Earth Wiind and Fire ซึ่งก็คือธาตุมูลฐานของจักรวาลนั่นเอง แต่ทำไมขาด water ไปอันนึง ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ไม่งั้นก็ครบ ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือว่าฝรั่งเขานับไม่เหมือนเราก็ไม่รู้

อัลบั้มแรกของ EWF ออกมาในต้นปี 1971 ชื่ออัลบั้มก็เอามาจากชื่อวงเลยคือ Earth Wind and Fire (คล้ายๆวง Chicago นะ เอาชื่อวงมาตั้งชื่อแผ่นยัน..ว่ามั๊ย ? ) ในสังกัดของ Warner Brothers. และในช่วงปลายๆปี 71 คาบกับปี 72 ก็ออกมาอีก 1 อัลบั้มชื่อว่า The need of love ตอนนี้ EWF เริ่มมีชื่อเสียงอยู่ในหมู่หนุ่มสาวชาวปัญญาชนในละแวกนั้นแล้วเรียบร้อย หลังจากออกอัลบั้มชุดที่สองมาไม่นานก็.....

วงแตก ! :laugh:

Increaseไม่เป็นไร แตกได้ก็ตั้งใหม่ได้วะ อี Maurice แกคงคิดยังงั้นมั๊ง ทีนี้ลดจำนวนสมาชิกเหลือ 8 คน ผู้ที่น่าจะกล่าวถึงก็คือ Philip Bailey เจ้าของเสียงหลบ (falsetto) อันหวานเจี๊ยบ (รูปขวามือ).. คือจำนวนนักดนตรีของ EWF เนี่ยเอาแน่เอานอนไม่ได้เลยครับ เดี๋ยวเพิ่มเดี๋ยวลดอยู่นั่นแหละ แต่ที่เด่นอยู่บนเวทีจากนั้นมาก็ 3 หน่อนี่แหละครับ สองพี่น้องตระกูล White และ Philip Bailey

EWF เวอร์ชั่นนี้ย้ายสังกัดไปอยู่กับ Columbia Records ช่วงที่อยู่กับ Columbia นี่ก็ออกอัลบั้มมาอีก 6 ชุดด้วยกัน (1972-1977) และแน่นอนสมาชิกแทบไม่มีซ้ำ คนนั้นเข้าคนนี้ออกหลายคนด้วยกัน

และในช่วงนี้เองที่ EWF เริ่มมีสะตุ้งสะตังค์เหลือพอที่จะไปจ้างทีมเครื่องเป่าอันลือชื่อมาเสริมทีมของตัวเองได้ นั่นคือ The Phenix Horns (สะกดคนละอย่างกับ phoenix)...เพลงดังที่ควรจะกล่าวถึงในช่วงนี้ก็คือเพลง Fantasy (บ้านเราก็ดังระเบิดเหมือนกัน) อยู่ในอัลบั้ม All 'n' All

อ้ะ...สลับฉากฟังเพลง Fantasy กันหน่อย คลิปนี้ดูแล้วขัดหูขัดตาหน่อยนะ เพราะภาพกับเสียงมันหลุดซิงค์ตลอด แต่ผมเลือกเพราะว่าอันนี้เสียงดีกว่าคลิปอื่นๆครับ

Dim lights

มีเกร็ดเล็กน้อยจะเล่าให้ฟัง ในปี 1978 EWF ได้ร่วมแสดงในภาพยนต์เรื่องหนึ่ง นั่นคือเรื่อง Sgt. Peppers lonely heart's club band ซึ่งนำเอาเรื่องราวจากอัลบั้มชื่อเดียวกันนี้ของ The Beatles มาผูกเป็นภาพยนต์..หนังเรื่องนี้นำแสดงโดยนักร้องคณะ The Bee Gees และเพลงที่ EWF เล่นโชว์ในหนังเรื่องนี้ก็คือเพลง Got to get you into my life ของ The Beatles นั่นเอง ดูในคลิปได้เลยครับ จะสังเกตุเห็น The Bee Gees นั่งดูอยู่แถวหน้าสุด

Dim lights

ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 78 มาจนถึงปัจุบันเรียกได้ว่า EWF ระเหเร่ร่อนมาก คือย้ายสังกัดค่ายแผ่นเสียงไปหลายแห่ง ไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้นะครับ เหตุผลเดิมๆของผมแหละ... ขี้เกียจพิมพ์ Tongue out.. แต่จะเล่าเฉพาะเรื่องที่ผมคิดว่าน่าสนใจก็แล้วกัน โดยเน้นเรื่องเพลงเป็นหลัก

ราวๆปลายปี 1978 EWF ออก single มาเพลงหนึ่งแล้วก็ฮิตทันที และต่อมาก็ได้เอาเพลงนี้ไปใส่ในอัลบั้ม The best of Earth, Wind and Fire Vol. 1.... เพลงนี้ขาแดนซ์รุ่นเก่าๆน่าจะรู้จักดี นั่นคือเพลง September แต่ที่เล่นสดในคลิปนี้ทำไมมันเร็วโคตรขนาดนั้นก็ไม่รู้ เพราะในแผ่นมันเนิบและเนียนกว่านี้มากเลย

Dim lights

มาปี 1979 EWF ออกอัลบั้ม I am อัลบั้มนี้ก็บรรจุเพลงดังๆไว้หลายเพลง เช่น In the stone ที่ผมเอาคลิปไปใส่อยู่ในหัวบทความนี้, Boogie wonderland และเพลงแนว ballad หวานหยดย้อยของ David Foster ซึ่งทำเอาสาวๆทั่วโลกน้ำตาเล็ดน้ำตาไหลไปตามๆกัน นั่นคือ After the love has gone

Dim lights

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้คือราวปี 2007 ได้มีบทสัมภาษณ์ EWF และมีคำถามหนึ่งถามว่า ในบรรดาอัลบั้มทั้งหมดที่ออกๆมาเนี่ย พวกเขาเองชอบชุดไหนที่สุด Maurice ตอบว่าน่าจะเป็นชุด Faces... อัลบั้มชุดนี้เป็นชุดที่ 10 ของวง ข้างในมี 2 แผ่น ออกมาในปี 1980 และก็ฟาดแผ่นเสียงทองคำไปตามระเบียบ

ปี 1981 พวกเขาออกอัลบั้ม Raise! ชุดนี้มีเพลงเด็ดที่เรารู้จักดีคือเพลง Let's groove

Dim lights

ระหว่างปี 83 - 87 สภาพของ EWF เหมือนวงแตกยังไงชอบกล คือไม่มีงานของวงออกมาสู่ตลาด แต่สมาชิกดังๆในวงกลับไปร่วมงานกับคนโน้นคนนี้(ที่ดังๆ)วุ่นวายไปหมด เช่น Philip Bailey ไปออกอัลบั้มของตัวเองโดยมี Phil Collins ช่วย produce ให้เพลงนึง ดังเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน คือ Easy Lover... Maurice เองก็ไป produce ให้ Barbra Streisand ชุดนึง แลัวก็ไปแจมกับ Neil Diamond บ้าง Cher บ้าง ผมก็ขอข้ามๆช่วงเหล่านี้ไปนะครับ เพราะมันไม่เกี่ยวกับ EWF โดยตรง

จนมาถึงช่วงปลายๆปี 1987 จนถึง 2003 EWF ก็ค่อยๆขยับมารวมตัวกันอีกครั้งและผลิตงานออกมาหลายอัลบั้มอยู่เหมือนกัน...ข้ามไปนะ มันเยอะจัง มาเล่าเหตุการณที่มันค่อนข้างจะปัจจุบันซักหน่อย

ในปี 2004 EWF ได้รับเกียรติอย่างสูงในงาน Grammy Award ผมจำชื่อรางวัลนั้นไม่ได้ซะแล้ว ใน wigi ก็ไม่ได้บอกซะอีก แต่จำได้ว่าได้ดูถ่ายทอดสดอยู่ที่ไหนซักแห่ง วันนั้นมีคนดังๆในวงการบันเทิงมากมายขึ้นมาร้องเพลงของ EWF เพื่อเป็นการ Tribute เช่น Stevie Wonder, Yolanda Adams, Sheila E., Miri Ben-Ari, George Duke, Kanye West, Randy Jackson, Pamela Anderson, Tim Allen, Prince, Mathew Knowles, Jimmy Jam, Terry Lewis บางคนผมก็ไม่รู้จักแต่คงจะดังแหละ ไม่งั้นไม่ได้ขึ้นเวที Grammy หรอก

ผมชักจะไม่ไหวแล้วครับ ปวดตาเหลือหลาย ขอขมวดซะเลยดีกว่า เรื่องของวงนี้เยอะแยะมากมายเหลือเกิน ซึ่งก็แน่ล่ะ อายุวงตั้ง 40 ปี ย่อมมีเรื่องให้กล่าวถึงมากมายแน่นอน... EWF รับรางวัลอะไรต่อมิอะไรสารพัดเยอะมาก ไปหาอ่านเพิ่มเติมเอาเองนะครับ ขอลาแค่นี้ก่อน แค่นี้ก็ตาจะทะลักอยู่แล้วจ้า

ข้อมูลจาก:http://en.wikipedia.org/wiki/Earth,_Wind_%26_Fire

Comments (5)
  • papa  - อิอิ... ชอบบบบบบบบบบบบ

    มีเกล็ดมาเพิ่มต่อจากป๋านิดหน่อยครับว่า
    เพลง after the love has gone คนที่ร่วมเขียนคือมือ keyboard ของ Chiacgo ชื่อ Bill Chaplin (สะกดงี้หรือป่าวหว่า)


    อันนี้ไม่ได้รู้มาจากไหนหรอก ดู Concert ของทั้งสองวงนี้เล่นด้วยกัน
    เขาบอกมาอย่างนี้

  • patid

    อีโอ๊ต แกเป็นปลาเรอะ มีเกล็ดด้วย
    แล้วดันมีเกล็ดต่อจากชั้นอีก งี้ชั้นก็เป็นปลาด้วยดิ

    ขอบคุณคุณโอ๊ตมากครับ ที่มาช่วยเสริม :)

  • chaiyanon

    ขอบคุณป๋าครับ ที่หาเรื่อง...ดีๆมาให้อ่าน :idea:

  • Xenon

    เขียนสนุกมากครับป๋า
    เสียดายช่วงหลังขมวดเร็ว รมณ์ค้างเลย :evil:

  • teeraparp

    ค้างเหมือนกันครับป๋า หายปวดตาแล้ว ต่ออีกหน่อยน่า น๊ะ ๆ

Only registered users can write comments!
 
Login - Register
Facebook