* News


คลังกระทู้เก่าคลังที่สอง อ่านได้อย่างเดียว

ไม่มีการโพสท์กระทู้ใหม่ใดๆอีกแล้ว

>>> ย้ายห้องซื้อขายไปเปิดกลุ่มที่เฟสบุค <<<

..... คลิคไปที่กลุ่ม .....

* ค้นหากระทู้ในบอร์ดด้วย Google

Author Topic: RMS ที่แสดงตามหลังวัตต์ลำโพงเครื่องเสียงหมายถึง ?  (Read 31363 times)

Offline nut.piano

  • สิบตรี
  • Posts: 320
  • Karma: +4/-0
กราบสวัสดีชาว patid ที่เคารพครับ

- พอดีช่วงนี้กำลังมองหาเครื่องเสียงเล็กๆ เอาไว้เช็คงานฟังนะครับ
- พอดูสเปคเครื่องเจอ RMS ตามหลังที่แสดงวัตต์ของลำโพง เช่น 1,000W RMS  อยากทราบว่า RMS คืออะไร
- อีกประเด็นคือ สงสัยบางยี่ห้อ บางรุ่น จะเขียนเป็น 45W x2 กรณีหมายถึงอย่างไร
- ลักษณะการแสดงคุณสมบัติของวัตต์เครื่องเสียงมีลักษณะอย่างไรบ้าง อยากทราบความหมายนะครับ
- อีกประเด็นคือ ไปดูสินค้า แล้วสอบถามจากพนักงานขาย เค้าบอกว่าเครื่องเสียงพวกนี้ "แสดงกำลังวัตต์ไม่ตรงหรอก และวัตต์ต่างกันก็ไม่ได้ให้กำลังเสียงต่างกันเท่าไหร่หรอก" จึงเป็นประเด็นข้อสงสัยอีกเช่นกันครับ

กราบขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้นะครับ



Offline phokha

  • 092-6192292
  • ร้อยเอก
  • Posts: 3045
  • Karma: +73/-0
  • ถึงจะแก่ แต่ก็อ่อนหัด
    • facebook ของผม
1. RMS ย่อมาจาก Root-Means-Square
เพาเวอร์ อาร์เอ็มเอส คือกำลังเฉลี่ย ที่เครื่องเสียงปล่อยออกมาได้อย่างต่อเนื่อง

P.M.P.O. ย่อมาจาก Peak Music Power Output
หมายถึง กำลังสูงสุดที่เครื่องเสียงจะปล่อยออกมาได้ในช่วงเวลาแว๊บนึง
ดังนั้นเครื่องที่มี 100 วัตต์ RMS อาจจะทำ วัตต์แบบ PMPO ได้ถึง 7000 วัตต์ก็ได้

2. เพาเวอร์มี 2 channel ซ้าย ขวา
ข้างละ 45 วัตต์

3. อ่านข้อ 1.

4. คุณจะเชื่อพนักงานขายตามห้างได้เหรอครับ
บางคนยังแยก คอมพิวเตอร์กับทีวี ไม่ออกเลย

อีกอย่างที่ต้องคำนึง สเปคที่เครื่องบอกไว้ข้างกล่อง
แต่ละยี่ห้อ ก็มีมาตรฐานการวัดไม่เหมือนกัน ต่างทำให้ค่าตัวเลขสินค้าของตัวเองออกมาสูงที่สุดทั้งนั้น
มันเป็นการค้าครับ
ผมไปซื้อกล้วยแขกที่ตลาดนัด
แม่ค้าถามว่า "พี่เอามันมั้ยคะ??"
จะตอบยังไงดี...

Offline Tula

  • จ่า
  • Posts: 1541
  • Karma: +79/-0


P.M.P.O เป็นค่าวัตต์ที่เกือบจะเรียกได้ว่าไร้ประโยชน์ครับ เปรียบเทียบอะไรกันไม่ได้เลย
ถ้าจะเปรียบได้ ก็อาจจะเปรียบได้แค่ว่ายี่ห้อเดียวกัน รุ่นไหนจะให้เสียงดังกว่ากัน
แต่ถ้าเทียบระหว่างยี่ห้อ มันวัดอะไรไม่ได้เลยครับ

ดูค่า Watt RMS ใน Spec Sheet ของเครื่องขยายเสียงแต่ละเครื่องดีกว่าครับ
จะให้การเปรียบเทียบได้ดีกว่าเยอะครับ

แถมไว้นิดนึงว่าถ้าอยากได้เสียงดังเพิ่มขึ้น 3dB ต้องเพิ่มกำลังวัตต์ 1 เท่าครับ...

่เช่นมีเครื่องเสียง 2 วัตต์... ได้ความเข้มเสียงที่ 85 dB
อยากได้เสียงดังขึ้นเป็น 88 dB ก็ต้องซื้อเครื่องเสียงที่มีกำลังวัตต์ 4 วัตต์ครับ

กรณีเดียวกันที่ ถ้ามีเครื่องเสียง 250 วัตต์  ได้ความดังที่ 100 dB อยากได้เพิ่มเป็น 103 dB
ต้องเพิ่มวัตต์เครื่องเสียงเป็น 500 วัตต์นะครับ

วัตต์ที่พูดถึงนี่ RMS นะครับ PMPO ไม่เกี่ยว



สมมติว่ามีเครื่องเสียงสองเครื่อง 50 กับ 60 วัตต์ ถามว่ามันจะให้เสียงดังต่างกันมากไหม?




คำตอบคือ ...ไม่ต่างกันแบบรู้สึกได้ครับ คือความดังสูงสุดที่ทำได้มันจะต่างกันแค่ 0.7 dB เท่านั้นเองครับ...


คนทั่วๆ ไป (เน้นว่าคนทั่วไปนะครับ ไม่ใช่คนที่มีทักษะทางด้านการฟังมากๆ)
จะเริ่มรู้สึกว่าเสียงดัง-เบา ต่างกันเมื่อมันต่างกันก็ต่อเมื่อมันเกิน 3 dB ครับ
ถ้ามันต่างกันน้อยกว่านั้น จะสังเกตไม่ค่อยออกครับ (แค่อาจจะ "รู้สึก" นิดหน่อยครับ)

แต่ถ้าในการมิกซ์เพลงผมว่า แค่ 0.2 db ก็รู้สึกได้แล้วครับ ว่ามันต่างกัน
รับ Edit, Mix, Master ครับ.. http://www.patid.com/board/index.php/topic,7545.0.html

Offline rungrs

  • สิบเอก
  • Posts: 1176
  • Karma: +59/-0
  • คนขายเหล็ก และทำเสียง
แล้วถ้า producer เขาบอกว่าร้องดังไปครับพี่ ลดลงนิดนึงซักหนึ่งเส้นผม จะเท่ากับกี่ dB?
ขำๆนะครับ ไม่ต้องซีเรียส
ในความเป็นจริง พแเอามือแตะ fader ปุ๊บ เขาก็บอกว่า Ok แล้วครับพี่ ทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย :D

Offline Tula

  • จ่า
  • Posts: 1541
  • Karma: +79/-0
แล้วถ้า producer เขาบอกว่าร้องดังไปครับพี่ ลดลงนิดนึงซักหนึ่งเส้นผม จะเท่ากับกี่ dB?
ขำๆนะครับ ไม่ต้องซีเรียส
ในความเป็นจริง พแเอามือแตะ fader ปุ๊บ เขาก็บอกว่า Ok แล้วครับพี่ ทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย :D

กร้ากกกก...เรื่องจริงจะยิ่งกว่าจริงครับ...


อันนี้จะบ่อยยิ่งกว่าเวลาส่ง monitor ให้นักดนตรีเวลาเล่นสด...
แบ็คสเตจมันขอ monitor มา...เรากำลังยุ่งๆ อย่างอื่นอยู่...ยังไม่ทันได้หมุนเลย....
มันบอก... โอเคแล้วครับพี่...เออ โอเคแ้ล้วก็ดีแล้ว (แล้วตอนแรกมันทำไมไม่โอเคฟะ)
เป็นอย่างนี้ประจำ 5555
รับ Edit, Mix, Master ครับ.. http://www.patid.com/board/index.php/topic,7545.0.html

Offline THANASIT

  • สิบตรี
  • Posts: 299
  • Karma: +5/-0
แป
ในความเป็นจริง พแเอามือแตะ fader ปุ๊บ เขาก็บอกว่า Ok แล้วครับพี่ ทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย :D
พแเอามือแตะ fader
ก็พี่รุ่งลงคาถานี่ครับ เค๊าก้ยอม :D

Offline jirat

  • สิบตรี
  • Posts: 451
  • Karma: +16/-0
ผมเด็ดกว่าเคยเจอว่า "ท่อนตรงนี้ดังไปหน่อยนะขอลงซัก 1 dB กว่าๆ ไม่ต้องให้ถึงสองนะ แล้วตรงช่วงฮุกขอเพิมขึ้นอีกสัก 0.5 dB นะ ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้"
ผมฟังเสร็จเสร็จนึกว่าเขาล้อเล่น แต่ไม่ครับ ผมก็เลยต้องไปปรับใหม่ให้ได้ตามที่เขา สุดท้ายก็ผ่านไปได้ แสดงว่าหูผมและหูเขา(ผู้สั่งปรับ) สามารถรับรู้เสียงดังเบาแล้วบอกได้ว่ากี่ dB บ้าไปแล้ว 555

Offline thechat

  • เลขานุกาลกิณี
  • สิบโท
  • Posts: 598
  • Karma: +29/-0
อิอิ ตอนอยู่ไทยคม ก็มีนะ ... เช่น ...

... วันนี้ที่ gateway ลาดหลุมแก้วท้องฟ้ามีเมฆครึ้มๆ ไม่มาก ประมาณ -1dB ยังไม่ต้องโยกไปใช้แคราย รอให้ฝนเริ่มตกซัก -3 -4dB ก่อนค่อย switch...

... ตอนนี้ที่ gateway bangalore ฝนตกปรอยๆ ประมาณ -3dB

มันกลายเป็นหน่วยวัดเมฆฝนไปแล้ว อิอิ

Offline ฉัตรหญ่าย

  • สิบโท
  • Posts: 997
  • Karma: +27/-0
 :up: เห็นตาคนข้างบนเข้ามาเตรียมหายาแก้ปวดหัวไว้แล้ว
แต่ผิดคาด... ขอบคุณที่ไม่ทำให้ปวดหัวครับ... :P
Sometimes that's easier said than done.

Offline nut.piano

  • สิบตรี
  • Posts: 320
  • Karma: +4/-0
กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ

เพิ่มเติม

แล้วเราจะรู้ไหม ว่าเสียงยี่ห้อไหนดีกว่ากัน กรณีไม่ไปฟังจากเครื่องจริงๆ โดยการดูจากสเปคเท่านั้น


Offline rungrs

  • สิบเอก
  • Posts: 1176
  • Karma: +59/-0
  • คนขายเหล็ก และทำเสียง
กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ

เพิ่มเติม

แล้วเราจะรู้ไหม ว่าเสียงยี่ห้อไหนดีกว่ากัน กรณีไม่ไปฟังจากเครื่องจริงๆ โดยการดูจากสเปคเท่านั้น


ไม่รู้ครับ บางทีไปฟังเสียงจริงๆยังไม่รู้เลยครับ

Offline thechat

  • เลขานุกาลกิณี
  • สิบโท
  • Posts: 598
  • Karma: +29/-0
คำว่าเสียงดี เสียงไม่ดี มันขึ้นกับความชอบส่วนตัว สไตล์เพลง ลักษณะการใช้งาน ฯลฯ ซึ่งตัวแปรมันเยอะมากครับ

สเปคเครื่องเสียงบอกได้แค่สิ่งที่สามารถวัดด้วยเครื่องมือ(ส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือวัดทางไฟฟ้า)ได้เท่านั้น และหลายๆอย่างบางทีก็ไม่แน่เสมอไปว่าค่าที่ออกมาดีกว่าคนจะชอบมากกว่า เช่นยกตัวอย่างเรื่องค่าความเพี้ยน เครื่องเสียงในอุดมคติคือเครื่องเสียงที่มีค่าความเพี้ยน (distortion) เป็นศูนย์ คือสัญญาณเข้ายังไงออกต้องรูปร่างเหมือนกันเปี๊ยบต่างกันแค่ตัวคูณแอมปลิจูดให้สูงขึ้นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ปรากฎว่า เครื่องเสียงที่ใช้หลอดสุญญากาศแพงๆที่นักเล่นเครื่องเสียงนิยมชมชอบ เสาะแสวงหามาใช้งานกัน กลับมีค่าความเพี้ยนเยอะมากกว่าพวกเครื่องเสียงที่ใช้ทรานซิสเตอร์/มอสเฟตที่ราคาถูกกว่ากันมากซะอีก หรืออย่างพวก Tube Mic Preamp ที่ชื่นชอบกันว่าเสียงดีมากๆนั้นก็มักจะเป็นเพราะ distortion ของการตอบสนองของหลอดซึ่งให้ลักษณะเสียงที่อาจจะถูกกับรสนิยมของเพลงบางประเภทมากว่าครับ

หรือถึงแม้ว่าเราจะได้เครื่องเสียงที่มีค่าความเพี้ยนต่ำมากๆมาแล้ว แต่สภาพการฟัง อุปกรณ์ ลำโพง ห้อง ฯลฯ ก็จะมีผลต่อการฟังด้วยเช่นกันครับ ดังนั้นการฟังจึงน่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายหลังจากเราคัดกรองด้วยสเปคอุปกรณ์ไปแล้วชั้นนึงครับ คือสเปคอุปกรณ์ใช้ดูเบื้องต้นว่ารุ่นไหนบ้างที่น่าจะรองรับการใช้งานของเราได้ (เช่น กำลังขับเป็นวัตต์ มากพอต่อการใช้งาน ช่วงการตอบสนองความถี่ ช่องอินพุตเอาต์พุตต่างๆ มีครบตรงกับลักษณะการใช้งานของเราหรือไม่ ฯลฯ) แล้วค่อยใช้หูของเราฟังเพื่อตัดสินใจครั้งสุดท้ายอีกทีครับ

Offline wisnu32

  • ร้อยตรี
  • Posts: 2052
  • Karma: +43/-0
  • ผมมีความรักให้กับคนทั้งโลก
คำว่าเสียงดี เสียงไม่ดี มันขึ้นกับความชอบส่วนตัว สไตล์เพลง ลักษณะการใช้งาน ฯลฯ ซึ่งตัวแปรมันเยอะมากครับ

สเปคเครื่องเสียงบอกได้แค่สิ่งที่สามารถวัดด้วยเครื่องมือ(ส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือวัดทางไฟฟ้า)ได้เท่านั้น และหลายๆอย่างบางทีก็ไม่แน่เสมอไปว่าค่าที่ออกมาดีกว่าคนจะชอบมากกว่า เช่นยกตัวอย่างเรื่องค่าความเพี้ยน เครื่องเสียงในอุดมคติคือเครื่องเสียงที่มีค่าความเพี้ยน (distortion) เป็นศูนย์ คือสัญญาณเข้ายังไงออกต้องรูปร่างเหมือนกันเปี๊ยบต่างกันแค่ตัวคูณแอมปลิจูดให้สูงขึ้นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ปรากฎว่า เครื่องเสียงที่ใช้หลอดสุญญากาศแพงๆที่นักเล่นเครื่องเสียงนิยมชมชอบ เสาะแสวงหามาใช้งานกัน กลับมีค่าความเพี้ยนเยอะมากกว่าพวกเครื่องเสียงที่ใช้ทรานซิสเตอร์/มอสเฟตที่ราคาถูกกว่ากันมากซะอีก หรืออย่างพวก Tube Mic Preamp ที่ชื่นชอบกันว่าเสียงดีมากๆนั้นก็มักจะเป็นเพราะ distortion ของการตอบสนองของหลอดซึ่งให้ลักษณะเสียงที่อาจจะถูกกับรสนิยมของเพลงบางประเภทมากว่าครับ

หรือถึงแม้ว่าเราจะได้เครื่องเสียงที่มีค่าความเพี้ยนต่ำมากๆมาแล้ว แต่สภาพการฟัง อุปกรณ์ ลำโพง ห้อง ฯลฯ ก็จะมีผลต่อการฟังด้วยเช่นกันครับ ดังนั้นการฟังจึงน่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายหลังจากเราคัดกรองด้วยสเปคอุปกรณ์ไปแล้วชั้นนึงครับ คือสเปคอุปกรณ์ใช้ดูเบื้องต้นว่ารุ่นไหนบ้างที่น่าจะรองรับการใช้งานของเราได้ (เช่น กำลังขับเป็นวัตต์ มากพอต่อการใช้งาน ช่วงการตอบสนองความถี่ ช่องอินพุตเอาต์พุตต่างๆ มีครบตรงกับลักษณะการใช้งานของเราหรือไม่ ฯลฯ) แล้วค่อยใช้หูของเราฟังเพื่อตัดสินใจครั้งสุดท้ายอีกทีครับ

ใครกระตุ้นพี่เขาก็ไม่รู้มายาวเลยเห็นมะ  แต่มีแต่ความรู้ล้วนๆ   :clap: :clap:

ในโลกใบนี้ยังมีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่ได้สัมผัส....อย่าพึ่งตายนะ

Offline wisnu32

  • ร้อยตรี
  • Posts: 2052
  • Karma: +43/-0
  • ผมมีความรักให้กับคนทั้งโลก
แล้วถ้า producer เขาบอกว่าร้องดังไปครับพี่ ลดลงนิดนึงซักหนึ่งเส้นผม จะเท่ากับกี่ dB?
ขำๆนะครับ ไม่ต้องซีเรียส
ในความเป็นจริง พแเอามือแตะ fader ปุ๊บ เขาก็บอกว่า Ok แล้วครับพี่ ทั้งๆที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย :D

อันนี้จริงอย่างมาก  เหมือนที่ อ.รุ่งพูดครับ  เจอมาเหมือนกัน  แล้วมีกรณีหนึ่งที่ผมเจอ  คือเพลงที่เราทำให้เขา(โปรดิวเซอร์) เขามานั่งฟังในมอนิเตอร์กับเราตอนส่งงานเรามิกซ์เสียงร้องและดนตรี  ในความเคยชินกับมอนิเตอร์เราว่าพอดีแล้ว  แต่โปรฯเขาบอกว่าเสียงร้องดังไปก็เลยลดให้ตามที่เขาต้องการ  พอโอเคแล้วเขาก็ส่งไปปั้มทั้งที่เราเตือนเขาแล้วว่าเสียงร้องมันเบานะครับ  แต่เขาบอกโอเค  ทั้งๆที่เราอะิบายให้เขาฟังและก็ยกแม่น้ำทั้ง 5 มาอ้างแล้ว  แต่เขาก็ยืนยัน  ผลสุดท้ายพองานออกมาก็มาโอดควรกับเรา  โชคดีที่ไม่ได้แก้งานงั้นก็เรื่องใหญ่  โปรสมัครเล่นซะด้วย
ในโลกใบนี้ยังมีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่ได้สัมผัส....อย่าพึ่งตายนะ

Offline zoozee

  • พลทหาร
  • Posts: 98
  • Karma: +1/-0
ดีครับชอบๆคับได้ทั้งความรู้ได้ทั้งขำ555