* ค้นหากระทู้ในบอร์ดด้วย Google

Author Topic: ภาษาอังกฤษ  (Read 678 times)

Offline pt

  • จ่า
  • Posts: 1620
  • Karma: +57/-0
ภาษาอังกฤษ
« on: August 06, 2014, 11:41:44 AM »
บทความนี้แม้จะไม่ใช่เรื่องของ computer music โดยตรง
แต่ก็เกี่ยวข้องกันอย่างมีนัยยะสำคัญ





บ่อยครั้งที่ผมต้องนั่งตัวแข็งทื่อ เหงื่อแตกพลั่กอยู่ที่ป้ายรถเมล์ เพราะมีฝรั่งมานั่งข้างๆ ผมไม่พยายามสบตาเป็นเด็ดขาด ผมกลัวเค้าชวนคุย !

ผมไม่เก่งภาษาอังกฤษแต่ถ้าภาษาไทยก็พอถูไถล่ะครับ  โฮ่ะ ๆ... ตั้งแต่วัยเยาว์มาแล้วที่ผมใฝ่ฝันอยากจะเก่งภาษาอังกฤษ อยากจะฟัง พูด เขียน อ่าน ให้มันคล่องปรู๊ด ลื่นปรี๊ด แรงกระตุ้นที่อยากให้ตัวเองเก่งอังกฤษก็มี 2-3 อย่าง เดี๋ยวจะเรียงให้ดู

1. ผมชอบอ่านนิยาย... โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิยายวิทยาศาสตร์ ทั้งการ์ตูนและไม่การ์ตูน ในสมัยที่ผมเด็กๆนั้นนิยายทำนองนี้มีของไทยแท้น้อยมาก ที่จำได้ก็มีของอาจารย์จันตรี ศิริบุญรอด ที่เป็นการ์ตูนก็แมกกาซีนวีรธรรม และมีแปลเป็นเล่มบ้างไม่มากนัก อ่านไม่ทันใจหรอกครับ เพราะเรื่องแปลก็น้อยอีก ในห้องสมุดก็ไม่ค่อยมี ร้านขายหนังสือ(ต่างจังหวัด)ก็ไม่นิยมสั่งมาขาย ทำให้ผมอยากอ่านฉบับจริงที่เป็นภาษาอังกฤษ เพราะได้ไปเห็นในบ้านของมิชชันนารีบ้าง บ้านครู-อาจารย์บ้าง ก็ได้แต่ดูรูป อ่านไม่ออก Frown

2. ภาพยนต์... ในสมัยโบราณนั้น การพากย์หนังยังไม่ได้วิวัฒน์พัฒนาจนไฮเทคเหมือนอย่างปัจจุบัน นักพากย์จะมีสวิทช์ตัดเสียงในฟิล์มอยู่ใกล้ๆมือ ช่วงไหนที่ต้องพากย์ ก็ปิดไอ้สวิทช์ที่ว่านั่น ชับ ! เสียอรรถรสมากครับ ลองนึกภาพหนังสงครามเถอะ พระเอกกำลังขับเครื่องบินรบ เสียงเครื่องบิน เสียงระเบิด เสียงยิงโหมกระหน่ำตื่นเต้นระทึกใจยิ่งนัก แล้วจู่ๆ เสียงแบคกราวด์ทั้งหมดนั้นก็หายวับ ! เพราะพระเอกต้องพูดวิทยุกับผู้บังคับบัญชา..... นี่เป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมอยากฟังอังกฤษคล่องๆ จะได้ดูหนังซาวด์แทรคได้ทั้งเรื่อง

3. เพลง.... ผมชอบฟังเพลงฝรั่งและอยากร้องเพลงฝรั่ง มันเท่มากเลย ซาร่า Cool ..... เพื่อนผู้หญิงจะมองด้วยสายตานิยมชมชื่น เพื่อนผู้ชายจะมองด้วยสายตาหมั่นใส้และอิจฉา แต่อนิจจา เมื่อผมร้องออกมา ทั้งหญิงและชายล้วนมองมาด้วยสายตาสังเวช คงเป็นเพราะผมออกเสียงได้อุบาทว์มาก ฟังไม่ออกว่าภาษาอะไร นี่เป็นสาเหตุที่ผมอยากจะพูดจะร้องให้มันชัดๆ

4. เพื่อนทางจดหมาย... หรือภาษาฝรั่งเรียกว่า pen-friend ในสมัยผมเด็กๆจะมีโครงการเพื่อนต่างชาติ รู้สึกว่าจะจัดโดยกรมไปรษณีย์ เขาจะให้รายชื่อและที่อยู่ของเด็กฝรั่งในวัยเดียวกัน แล้วให้เราเขียนจดหมายไปหาเด็กเหล่านั้น โดยไปรษณีย์จะสนับสนุนให้แอร์เมล์มาฟรีๆ แอร์เมล์ที่ว่านี่จะเป็นกระดาษสีฟ้าๆ 1 แผ่น เขียนข้อความลงไปในนั้นเสร็จ ก็สามารถพับเป็นซองในตัวส่งได้เลย ไม่ต้องติดแสตมป์ เวลาเด็กฝรั่งเขียนมาจะเต็มแผ่นเลยครับ แต่ที่ผมเขียนกลับไปอย่างมากก็ 3 บันทัด นี่ทำให้ผมอยากเขียนคล่องๆ เขียนได้อย่างใจนึก

5. คราวนี้ก็มาสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับชาวเราแล้วครับ จับความตั้งแต่โลกนี้เริ่มมี MIDI และเครื่องดนตรีเริ่มคุยกับคอมพิวเตอร์ ผมเคยไม่หลับไม่นอนเพื่อจะนั่งปล้ำกับนานาโปรแกรมทั้งหลาย ผมอยากอัดเพลง อยากทำเพลง ตำรับตำราอะไรก็ไม่มี แหล่งความรู้แหล่งเดียวก็คือกด Help ของโปรแกรมเหล่านั้น อ่านออกมั่ง-ไม่ออกมั่งก็ดิ้นรนกันไป ครั้นจะไปถามใครรึ ?... นั่นซิ จะไปถามใครล่ะ ? อินเทอเน็ตก็ยังไม่ถือกำเนิดในประเทศเรา ก็มั่วกันไปเรื่อยจนมาถึงทุกวันนี้จนได้แหละครับ

เด็กไทยกับภาษาอังกฤษ

จากบันทัดนี้ไปเป็น ความเห็นส่วนตัว ล้วนๆนะครับ อย่าเพิ่งรีบหมั่นใส้กัน ทนๆอ่านไปให้จบก่อน

อุปสรรคอย่างยิ่งในการพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆของบ้านเรา สาเหตุหนึ่งก็มาจากการเรียน-การสอนภาษาอังกฤษ ผมเองเลิกเรียนหนังสือมาหลายสิบปีแล้ว ไม่รู้แล้วล่ะว่าเดี๋ยวนี้เขาสอนอย่างไร ผมจะร่ายไปในเหตุการณ์สมัยผมก็แล้วกัน

เราสอนภาษาอังกฤษสวนหลักการเรียนแบบธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าภาษาใดในโลกนี้ล้วนต้องเริ่มจากการฟังทั้งสิ้น ตามมาด้วยการพูดเลียนแบบ สุดท้ายจึงเข้าโรงเรียนไปเขียนไปอ่าน แล้วผมล่ะ เพิ่งจะทำนาเสร็จตอนเช้า แต่งตัวไปโรงเรียน ครูขีดแท่งๆอะไรก็ไม่รู้บนกระดานดำ แล้วบอกเราว่า ตัวนี้อ่านว่า "เอ" นะนักเรียน แล้วก็ตามมาด้วย บี ซี ดี อีเอ้กอีเอ้กเป็นขบวนยาวเหยียด เด็กน้อยตาตี่อย่างผมก็ได้แต่นั่งมึนเป็นไก่นาตาถลน

อันนั้นเป็นการอ่าน ทีนี้มาเรื่องการออกเสียง ร้อยทั้งเก้าสิบเก้าจะเป็น เอ บี ซี ดี อี เอฟ จี และ... เฮ็ด !...... จ๊ากกกก จะเฮ็ดอะไรกันเนี่ย (ยังดีนะครับ สมัยผมน่ะตัวจีครูให้อ่านว่า ยี ด้วยซ้ำ)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ยังดีกว่าไม่ได้เรียนอะไรเลย อย่างน้อยมันก็ช่วยเปิดโลกเรื่องภาษาให้กับผม ขอกราบแทบเท้าคารวะครูบาอาจารย์ที่เคยสอนภาษาอังกฤษให้ผมทุกท่าน ผมไม่ได้กล่าวโทษครูบาอาจารย์อันใดทั้งสิ้นนะครับ เพราะท่านเองก็เรียนมาอย่างนั้น ก็ต้องสอนไปตามนั้น ถ้าจะโทษก็คงต้องไปโทษที่ระบบการศึกษาทั้งระบบนั่นแหละ เดี๋ยวนี้เป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ ยังเฮ็ดกันดีอยู่รึเปล่าจ๊ะ ? Tongue out

ถ้าใครเข้าเว็บบอร์ดของเราบ่อยๆ อาจจะเคยสังเกตุว่า ส่วนหนึ่งของคำตอบจะบอกว่าให้ไปอ่านคู่มือหรืออ่าน Help นี่เป็นเรื่องจริงนะครับ เกือบทั้งหมดของคำถามในบอร์ด ล้วนมีคำตอบรออยู่ในหนังสือคู่มือและใน Help ของโปรแกรมอยู่แล้ว ปัญหาคือ อ่านไม่ออก ก็เลยต้องมาโพสถามและนั่นก็ทำให้บอร์ดเราอยู่ยั้งยืนยงมาได้ 11 ปีเข้านี่แล้ว ฮ่า ๆ ๆ ๆ Wink

มาอีกเรื่องที่ผมอยากแสดง ความเห็นส่วนตัว ไว้ ณ ที่นี้ นั่นคือผมโดนเพื่อนฝูงญาติพี่น้องด่าอยู่เรื่อยว่ากระแดะพูดไทยคำฝรั่งคำ โธ่ท่านสารวัตร ผมไม่ได้กระแดะเลย มันช่วยผมได้มากเรื่องคำศัพท์ เวลาที่ผมรู้ศัพท์อะไรใหม่ๆมา 1 ตัว ถ้าผมไม่ได้ใช้มันเลย วันเดียวผมก็ลืมแล้วครับ แล้วผมจะไปใช้มันยังไง ที่ไหนล่ะ ผมผูกประโยคอังกฤษก็ไม่คล่อง มันเป็นนาว เป็นแอ๊ดเจคทีฟ เป็นแอ๊ดคาราบาวอะไรก็ไม่รู้ ทางเดียวที่ผมจะใช้มันได้ก็คือยัดเข้าไปในประโยคภาษาไทยนั่นแหละ หลายๆครั้งเข้าผมก็จำไอ้ศัพท์ตัวนั้นฝังหัวไปเองอัตโนมัติ

จะว่าไปมันก็ไม่เชิงว่าจะไทยคำฝรั่งคำหรอก น่าจะเป็นไทย 20 คำฝรั่งคำมากกว่า จากนั้นเราก็ควรพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆจนมาถึงจุดไทยคำฝรั่งคำได้ แล้วเราก็จะไปถึงขั้นสุดท้ายจนได้น่ะแหละคือไทยทุกคำและฝรั่งทุกคำ ทุกวันนี้ผมก็ยังไปไม่ถึง

หมดแรงเขียนซะแล้ว จบเลยดีกว่า แฮ่ :bye:

 

* ภาพประกอบจาก flikr.com


บอร์ดเรามีแฟนเพจในเฟสบุคกะเค้ามั่ง https://www.facebook.com/pages/patidcom/268771836574467?ref=hl