* ค้นหากระทู้ในบอร์ดด้วย Google

Author Topic: Mastering in my mind.  (Read 22814 times)

Offline mediadirector

  • สิบโท
  • Posts: 595
  • Karma: +18/-0
  • Owner & Mastering Chief @Stucools Mastering Studio
    • โทร 080 999 8737
Re: Mastering in my mind.
« Reply #30 on: August 22, 2013, 02:41:51 PM »
ขอบคุณครับพี่แมน ผมก็ยังมีอะไรต้องเรียนจากพี่อีกแยะ ไว้จะขอความรู้พี่ด้วย ห้าาา
ออกตัวกันซึ่งหน้าก่อนเลย ให้พี่แมนว่างๆก่อนครับ เดี๋ย SAE จะไม่เสร็จเอา ห้าาา
ได้ข่าวว่าช่วงนี้พี่น่าจะเหนื่อยพอตัว สู้ๆครับ
i'm not a mastering enginer.
i'm not a mastering engenier.
i master music.

http://www.facebook.com/StucoolsMasteringStudio

Work whit analog, digital, tape, tubes, transformers, plug-ins, hardware, etc... whatever best serves the project.

Offline pt

  • จ่า
  • Posts: 1620
  • Karma: +57/-0
Re: Mastering in my mind.
« Reply #31 on: August 23, 2013, 08:36:29 AM »
นานๆได้เข้ามาบอร์ดที เห็นกระทู้นี้จำนวน thanks ยาวเหยียด
รู้สึกดีใจที่คุณกุ่ยมาเล่าเรื่องราวประสบการณ์ของแก
อีกทั้งแนวความคิดในการทำงาน

เป็นการเปิดมุมมองของเส้นทางนี้ให้กับบรรดาท่านที่สนใจทั้งหลายได้เป็นความรู้

ขอบคุณ'จารย์กุ่ยมากๆเลย  :clap:
บอร์ดเรามีแฟนเพจในเฟสบุคกะเค้ามั่ง https://www.facebook.com/pages/patidcom/268771836574467?ref=hl

Offline mediadirector

  • สิบโท
  • Posts: 595
  • Karma: +18/-0
  • Owner & Mastering Chief @Stucools Mastering Studio
    • โทร 080 999 8737
Re: Mastering in my mind.
« Reply #32 on: August 23, 2013, 02:39:27 PM »
สวัสดีครับป๋า ขอบคุณครับป๋าด้วยครับที่ยังคงบอร์ดดีๆไว้ แฮ่
ส่วนมุมมอง ก็มาแชร์แหล่ะครับป๋า ผมก็เตาะแต๊ะมาจากบอร์ดนี้เหมือนกัน
ถึงเวลาก็มาให้คืน ประมาณ เป็นการคืนกำไรกลับสู่บอร์ด ไรงี้ครับ
ส่วนความรู้จะมีไหมอันนี้ไม่มั่นใจ ห้าาา เพราะหลายเรื่องผมนิยามเองบ้าง
การแบ่งหัวข้อไรงี้ผมมั่วเองเลยครับ เพราะคิดว่าอย่างนี้น่าจะเข้าใจได้ง่ายครับ
แต่หยิบไปอ้างอิง ตำราคงไม่ได้ เพราะผมมั่วนิ่ม แฮ่

ไงก็สวัสดีป๋าด้วย น้องๆหลายคนถามถึง เจ้าสำนักหายตัวครับ อิอิ
i'm not a mastering enginer.
i'm not a mastering engenier.
i master music.

http://www.facebook.com/StucoolsMasteringStudio

Work whit analog, digital, tape, tubes, transformers, plug-ins, hardware, etc... whatever best serves the project.

Offline 1000Sound

  • สิบโท
  • Posts: 663
  • Karma: +9/-0
Re: Mastering in my mind.
« Reply #33 on: August 23, 2013, 03:50:51 PM »
ขอถามต่อครับ  Mastering  เเบบ Outboard จะทำให้ได้ ความเป็นดนตรี มากขึ้นไหมครับ  :)

Offline Aux-Out Studio

  • ขอบคุณพระเจ้าใน "ทุกกรณี"
  • สิบตรี
  • Posts: 273
  • Karma: +4/-0
  • อยากเก่งให้มากกว่านี้ ^^
    • Aux-Out Shop
Re: Mastering in my mind.
« Reply #34 on: August 23, 2013, 05:03:09 PM »
ผมอยากให้อิงไปทาง parameter บ้างน่ะครับ คืออย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าเพลงนี้อยากให้มัน ออก กระแทกๆหน่อย ต้องเลือกใช้เครื่องมืออะไร

แบบเลือกแนวคิดวิธีการใช้ อุปกรณ์น่ะครับ ^^ :clap:
จำหน่ายอุปกรณ์ด้านเสียงทุกชนิด ที่ : www.auxoutshop.com
แนะนำการใช้งาน Logic pro 9 เบื้องต้นติดตามได้ที่
http://www.facebook.com/AuxOutStudio

Offline mediadirector

  • สิบโท
  • Posts: 595
  • Karma: +18/-0
  • Owner & Mastering Chief @Stucools Mastering Studio
    • โทร 080 999 8737
Re: Mastering in my mind.
« Reply #35 on: August 23, 2013, 08:25:33 PM »
ขอถามต่อครับ  Mastering  เเบบ Outboard จะทำให้ได้ ความเป็นดนตรี มากขึ้นไหมครับ  :)

เป็นคำถามที่ดีครับ แต่ตอบยากชมัดเลยครับพี่ 1000ซาวด์
เอาอย่างนี้ครับมันมองได้หลายมุมนะครับคำถามนี้ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าความเป็นดนตรีในคำถามคืออะไร?
แต่ก็จะตอบพี่อย่างที่คิดว่าเข้าใจคำถามก่อนนะครับ
1. ถ้าความหมายพี่ พันซาวด์ หมายถึงถ้าทำมาสเตอร์ริ่งด้วย outboard แล้วจะทำให้
เพลงที่ทำมาไม่น่าฟังดูไม่เป็นสัปปะรด แล้วกลายเป็นดนตรีที่ดีเลิศ อันนี้คงทำไม่ได้แน่ครับพี่

2. ถ้าพี่หมายถึงการเติมเต็มให้ดนตรีนั้นหรือเพลงนั้นเกิดความสมบูรณ์ ด้วยขบวนการมาสเตอร์
ให้ความเป็นดนตรีมีความสมบูรณ์มากขึ้น อันนี้เป็นไปได้ครับพี่ ถ้าคำตอบเป็นไปได้ในกรณีนี้

คำถามพี่ก็คือ outboard จะทำให้เป็นดนตรีมากขึ้นไหม ก็ตอบพี่ได้ครับว่ามากขึ้นครับ
และผมขอเพิ่มเติมครับว่า software ก็สามารถทำให้เป็นดนตรีที่สมบูรณ์มากขึ้นได้เช่นเดียวกันครับ

เพียงแต่ถ้าผมจะขอพี่พันซาวด์เพิ่มเติมได้ ผมว่า outboard คงให้ในเรื่องของ color และเรื่องของ Tone
ของงานมากกว่าซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นอะไรที่คนทำซาวด์ส่วนใหญ่ถวิลหา จึงได้มีการจำลองหรือทำ
hardware emulator ออกมา และ outboard จะให้ Color และ Tone เสียงที่ชัดเจนกว่าก็เท่านั้นเองครับ
รวมไปถึงอีกสักเรื่องครับก็คือ เรื่องของจุดอิ่มตัวของเสียง ซึ่งสิ่งนี้ที่ผมว่า software ยังทำได้ไม่ดีครับ
ไม่ใช่ทำไม่ได้นะครับ ซึ่ง outboard จะได้เปรียบในเรื่องนี้

แต่ถ้าให้ผมเล่าจากประสพการณ์ส่วนตัว outboard ที่ผมรู้สึกว่าทำให้การทำ Mastering เพลงแล้ว
รู้สึกถึงความเป็นดนตรีเพิ่มขึ้นอันนี้ผมยกให้ Weiss compressor ครับ เพราะว่ามันเข้าไปควบคุม
Audio Envelope ได้ค่อนข้างละเอียด ซึ่งผมไม่รู้จะอธิบายให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไรนะครับ

แต่ถ้าจะให้เทียบกับ compressor ทั่วไป จุดที่ต่างคือ compressor ปรกติจะมี parameter ต่างๆ
หลักๆเช่น Threshold, Ratio, Attack, Release แต่ Weiss จะมีมากกว่าปรกติครับเท่าที่เห็น
Outboard มาครับ

จุดที่ผมว่ามากกว่าปรกติก็คือ Attack ที่มันมี 2 คำสั่งคือ Look Ahead และ Attack
ที่ต้องสัมพันธ์กัน และ Release ถึง 4 ตัวคือ Release Delay, Fast Release, Slow Release และ
Average Release ซึ่งมันจะควบคุมได้ละเอียดกว่าครับ

และที่ผมบอกว่ามันทำให้ผมว่า มันมีความเป็นดนตรีมากขึ้นเพราะมันเข้าไปควบคุม Audio Envelope
โดยมันควบคุมตั้งแต่ Attack, Decay, Sustain, Release ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงในการจัดระเบียบ
รูปคลื่นเสียงครับ ผมคงอธิบายได้ประมาณนี้ครับ

ไม่รู้ผมตอบตรงประเด็นไหมนะครับ ถ้าไม่พี่พันซาวด์ก็ถามใหม่ได้นะครับ หรือเพื่อนๆพี่ๆ
จะมาช่วยกันตอบก็ได้นะครับ บอร์ดเราทุกคน แชร์กันโลดครับ

ผมอยากให้อิงไปทาง parameter บ้างน่ะครับ คืออย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าเพลงนี้อยากให้มัน ออก กระแทกๆหน่อย ต้องเลือกใช้เครื่องมืออะไร
แบบเลือกแนวคิดวิธีการใช้ อุปกรณ์น่ะครับ ^^ :clap:

คงมีพูดถึงครับแต่ว่าคงไม่ได้ให้ใช้อ้างอิงนะครับ เพราะเพลงแต่ละเพลงคงมีปัจจัยไม่เหมือนกัน
แต่ถึงตรงนั้นผมคงเล่าลำดับการทำงานทั้งหมดที่ผมทำ และอธิบายว่าผมคิดอะไรถึงทำ
แต่ถึงขนาด เลือกใช้เครื่องมืออะไรอันนี้คงบอกไม่ได้จริงๆครับ เพราะมันพูดยากมากเลยครับ
ผมเชื่อว่าถ้าใครทำงานมาจุดนึงเรื่องพวกนี้จะอธิบายยากครับ

ผมเองก็ไม่ได้เคยลองเครื่องมือทุกตัวทั้ง SW และ HW ดังนั้นถ้าพูดไปอาจมีตัวที่ดีกว่าก็ได้
เดี๋ยวหน้าแตก เอิ๊กๆ ก็คงอธิบายในแบบฉบับผมก็แล้วกันครับ รอถึงตรงนั้นอดใจนิด
ถ้าไม่เก็ทหรือผมเขียนไม่ดี ก็แนะนำสอบถามเพิ่มเติมได้ครับ หรือเพื่อนๆ จะช่วยกันเข้ามาเสริมก็ได้ครับ
เพราะเพื่อนเราในบอร์ดเก่งๆกันหลายคนครับ บางคนก็ทำงานอยู่ห้องใหญ่ๆ ผ่านห้องใหญ่ๆมา
ก็จะมีประสพการณ์ต่างออกไปอีก ถ้าได้มาแชร์กัน อันนี้ญาติเยี่ยม เห้ย! ยอดเยี่ยมเลยครับ
i'm not a mastering enginer.
i'm not a mastering engenier.
i master music.

http://www.facebook.com/StucoolsMasteringStudio

Work whit analog, digital, tape, tubes, transformers, plug-ins, hardware, etc... whatever best serves the project.

Offline mediadirector

  • สิบโท
  • Posts: 595
  • Karma: +18/-0
  • Owner & Mastering Chief @Stucools Mastering Studio
    • โทร 080 999 8737
Re: Mastering in my mind.
« Reply #36 on: August 23, 2013, 09:12:28 PM »
มาถึงตรงนี้เริ่มเข้าเรื่องกันมากขึ้นทุกทีแล้ว เหมือนผมตอนนี้คือแบบว่าไถลลึกเข้าหลืบมาทุกทีแบบถอนตัวไม่ขึ้น ไม่ใช่เรื่องที่ว่าเขียนแล้วเลิกไม่ได้นะครับ แต่ผมหมายถึงผมชอบศาตร์แขนงนี้มากครับ (แถวบ้านเรียกบ้า) เพราะมันเป็นเรื่องที่มีทั้งศาสตร์ในสาขา Engineer ปนๆเปๆไปกับเรื่องของอารมย์และดนตรี บ้าแล้วเวิ่นเว้อ มาต่อกันดีกว่าครับ

4.Mastering chain and routing
ถ้าเราพูดถึง Process หรือ ขบวนการ ในการทำ Mastering แล้ว แน่นอนว่าการต่อ Chain และการ Routing ก็เป็นอีกเรื่องที่หลายคนอยากรู้กันว่าจะมีขั้นตอนอย่างไร หรือมีขบวนการอย่างไร หรืออะไรควรก่อน หรือหลังกันแน่

แท้ที่จริงแล้วมันไม่มีอะไรตายตัวหรอกครับ Mastering system มันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ทั้งการ Routing ระบบ และเรื่องของ Chain ออถึงตรงนี้ผมขอพูดภาษาบ้านๆหน่อยนะครับ ผมเพื่อเพื่อนๆที่อาจไม่ได้รู้คำศัพท์เหล่านี้จะได้เข้าใจไปกันด้วย

ที่ผมกล่าวถึงก็คือการลำดับการต่ออุปกรณ์ในการทำมาสเตอร์ริ่ง และการเชื่อมต่อระบบ หรือการกำหนดเส้นทางของระบบนั่นเอง (โดยเฉพาะกับคนที่ต่อกับอุปกรณ์ภายนอก)

ซึ่งคงต้องบอกว่าหลายปีที่ผ่านมานี้ผมเองก็ต่อแบบนั้น ต่อแบบนี้ ลำดับการทำงานแบบนั้น เดี๋ยวก็แบบนี้ แล้วแต่อารมย์ไปครับ บางทีเราก็ต้องการผลบางอย่าง ก็ต่อผ่านนั่นก่อนไอ้นี่ ไรงี้ดีกว่า เพราะฉนั้นสิ่งที่ผมกำลังบอกมันไม่ได้มีรูปแบบที่ตายตัวครับ ไม่ว่าเพื่อนๆจะทำแบบไหนก็ไม่ผิดครับ ยังย่ำอยู่ที่คำตอบเดิมคือ Output ของงานเป็นสำคัญครับ

การทำงาน Mastering ในปัจจุบันจะมีรูปแบบการทำงานที่เหมือนๆกัน อยู่สองลักษณะคือ ITB (In The Box) และ OTB (Out The Box) ซึ่งทั้งคู่ก็มีข้อดี ด้อย ต่างกันออกไป


ITB Mastering
ในส่วนของการทำงานนั้นจะไม่มีปัญหาการ Routing สักเท่าไหร่ และค่อนข้างสะดวกในการทำงาน ที่ว่าไม่มีปัญหาการ Routing เพราะว่าทุกขบวนการอยู่ในขั้นตอนของ DAW (Digital Audio Workstation)

อาจมีบ้างที่ต้องทำการวาง Routing ให้กับระบบที่ต้วเองใช้ แม้จะเป็น Software เช่นการเชื่อมต่อทางเดินสัญญาณของ Software ทั้งสองตัว ดังเช่นการเชื่อมต่อระหว่าง DAW ที่เราใช้กับ Software Controller ของ Audio Interface (ที่มีความยืดหยุ่น) เช่น Scope Platform หรืออย่าง Metric halo เป็นต้น

ซึ่งเราสามารถดึงเอาความสามารถหลายๆอย่างของการ์ดมาร่วมทำงานในระบบได้ ตรงนี้ก็จำเป็นที่จะต้อง Routing ระบบเอง ตามความชอบ ความเหมาะสม ย้ำว่าไม่มีผิดหรือถูก เพราะผมเองก็ใช้ Interface ทั้งคู่มาแล้ว และก็มีเพื่อนๆผม รุ่นพี่ผม หลายคนใช้ Interface ข้างต้นที่กล่าวมา ผมบอกได้เลยครับว่า เท่าที่ได้เห็นได้ดูเครื่อง บอกตรงๆเลยครับ Routing 100 ละ 100% ไม่มีใครเหมือนกันเลย เพราะความถนัดและการทำงานไม่เหมือนกันนั่นเอง


ส่วน Chain ของอุปกรณ์ในลักษณะ ITB Mastering นั้นส่วนมากก็จะเป็นการใส่ที่ Master output ของ DAW ที่เราใช้งานอยู่ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นความสะดวกสบายมากๆ และการย้ายลำดับของ Chain หรือการทำการ Compare ทำได้สะดวกและรวดเร็วมาก ซึ่งนับว่าเป็นข้อดีอันดับต้นๆเลย รวมถึงการ Save และ Recall ที่ทำได้สะดวกมาก

ตัวอย่าง Routing and Chain

DAW --> Plugins --> DAW
   1.1 DAW --> EQ Plugins --> Compressor Plugins --> DAW
   1.2 DAW --> Compressor Plugin --> EQ Plugins --> DAW
   1.3 ฯลฯ


OTB Mastering
ในส่วนนี้หากจะว่าไปแล้วในเรื่องการ Routing ก็จะข้องเกี่ยวกับ DAW และ Interface Software เหมือนกันครับ แต่จะออกมาใช้การต่อ Chain ของอุปกรณ์ Processing ที่ด้านนอกร่วมด้วย รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆที่เกี่ยวข้องหรือที่ต้องการ


เช่นกันในการออกแบบ Routing ก็ไม่ได้มีรูปแบบที่ตายตัว หรือลำดับ Chain ที่ตายตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการหวังผลสุดท้าย หรือผลของงานเป็นสำคัญนั่นเอง ซึ่งในระบบนี้การทำงานอาจจะลำบากกว่าเล็กน้อย เนื่องด้วยอุปกรณ์บางตัวที่อยู่ในรูป Analog ไม่สามารถ Save ได้ ซึ่งเป็นปัญหาของการ Recall นั่นเอง เมื่อเทียบกับในแบบ ITB ที่ใช้ Plugins เป็นหลัก เป็นต้น แต่ในระบบนี้ก็มีข้อดีอยู่แน่นอนครับ ซึ่งทั้งสองระบบก็มีทั้งดีและด้อยต่างกันไป

เอาหล่ะครับมาถึงตรงนี้ ผมว่าเพื่อนๆน่าจะพอเห็นภาพ หรือนึกตามๆผมมาได้นะครับ ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่น่าจะตอบโจทย์ได้แน่ๆก็คือ ไม่ว่าจะ ITB หรือ OTB รูปแบบการทำงานหลักๆก็จะเหมือนกัน แต่รายละเอียดในการ Routing และ Mastering Chain อาจแตกต่างกันออกไป คำถามคือ แล้วต้อง Routing แบบไหนถึงจะถูก ตอบ ไม่มีครับ แล้ว Chain แบบไหนดีที่สุด ตอบ ก็ไม่มีครับ

ตัวอย่าง Routing and Chain
DAW --> D/A --> EQ --> Compressor --> A/D --> DAW
DAW --> D/A --> Compressor --> EQ --> A/D --> DAW
ฯลฯ

ซึ่งจากตัวอย่างการ Routing and Chain ของทั้ง ITB และ OTB ที่กล่าวไปและแสดงให้เห็นนั้นเป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆ เพื่อพอที่จะให้เห็นภาพนะครับ ซึ่งอันที่จริงจะมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย รวมถึง Processor ที่ใช้ก็ไม่ได้มีเพียง EQ และ Compressor ยังมีอีกมากมายให้เราได้เลือกใช้เช่นกัน ครับ

อันที่จริงถ้าลงไปลึกๆใน Chain นั้นมันก็ยังมีเรื่องยิ๊บย่อย แยกออกไปอีกไม่ว่าจะเป็นการทำ SRC (Sample rate conversion) และ Dithering (Down bit rate) ซึ่งอันที่จริงก็จัดได้ว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในขั้นตอนนี้ แต่ในความรู้สึกผมอยากแยกย่อยออกไปครับ

งั้นเรามาสรุปกันครับ ในเรื่องของ Routing นั้นรูปแบบมีมากมายเหลือเกินถ้ากรณีเป็น ITB อาจแตกต่างกันไม่มากนักสิ่งที่น่าจะเห็นความแตกต่างชัดเจนจะเป็นเรื่อง Software Chain มากกว่า แต่หากเป็นเรื่องของ OTB จะแตกต่างตั้งแต่การ Routing เลยทีเดียว รวมไปถึง Mastering Chain ที่เป็น Outboard ต่างๆด้วยครับ

ทั้งหมดที่กล่าวมาคือเรื่องของการ Routing ในการออกแบบระบบ และ Chain ในการทำงานที่ส่งผลต่อเสียงแน่นอนครับ แค่ EQ ก่อน Comp หรือ Comp ก่อน EQ ก็ต่างแล้ว แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อให้เห็นถึงเรื่องเหล่านี้ ส่วนในเรื่องคุณภาพเสียงที่ได้ก็แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ข้อจำกัดต่างๆ ของแต่ละระบบนั่นเองครับ

วันนี้เอาสั้นๆก่อนนะครับ เหลืออีกข้อเดี๋ยวมาว่ากันต่อครับ จะได้ไม่ยาวไปเริ่มมีเพื่อนๆบ่น และ PM มาบอกเยอะตาลาย ห้าาา ไอ้เราโม้ก็เพลินดิครับ คิดอะไรก็พิมพ์ไป ไม่นึกถึงคนอ่าน ห้าา แล้วพบกันนะครับ
i'm not a mastering enginer.
i'm not a mastering engenier.
i master music.

http://www.facebook.com/StucoolsMasteringStudio

Work whit analog, digital, tape, tubes, transformers, plug-ins, hardware, etc... whatever best serves the project.

Offline ิีืbunshiho

  • พลทหาร
  • Posts: 82
  • Karma: +1/-0
Re: Mastering in my mind.
« Reply #37 on: August 23, 2013, 11:45:52 PM »
อ่านเพลินเลยครับ ขอบคุณหลาย
ไม่มีเงินเป็นปัญหาเพียงชั่วคราว ไม่มีฝันเป็นปัญหาตลอดชีวิต

Offline rungrs

  • สิบเอก
  • Posts: 1176
  • Karma: +59/-0
  • คนขายเหล็ก และทำเสียง
Re: Mastering in my mind.
« Reply #38 on: August 24, 2013, 01:12:24 AM »
ไม่ได้อะไรมากนะครับ เพียงแค่อยากให้เครดิตกับแหล่งที่มาของภาพประกอบนิดนึงครับกุ่ย ไม่แน่ใจว่าเขามี copyright หรือเปล่าครับ
http://www.dangerousmusic.com/media/liaison-mastering-diagram.pdf

Offline mediadirector

  • สิบโท
  • Posts: 595
  • Karma: +18/-0
  • Owner & Mastering Chief @Stucools Mastering Studio
    • โทร 080 999 8737
Re: Mastering in my mind.
« Reply #39 on: August 24, 2013, 12:01:19 PM »
ขอบคุณครับพี่ที่เป็นห่วง ผมว่าที่พี่ Link มามันชัดเจนอยู่แล้วครับที่ว่า  มันเป็นเพียงแค่รูปที่ใช้ในการโฆษณาสินค้าของ Dangerous Music อยู่ในหมวด Media และไม่ได้เป็นรูปที่เป็น Knowledge หรือเรื่องของความรู้ แต่อย่างใด...เป็นเพียงรูปที่ใช้ในการโฆษณาที่สามารถพบได้ตาม brochure ทั่วๆไปครับ หาได้จากหน้าหนังสือ หรือหน้า website ต่างๆครับ อ้อ รวมถึง Website เค้าก็มีให้พี่ Download ได้ด้วยนะครับ  :D
« Last Edit: August 24, 2013, 12:10:43 PM by mediadirector »
i'm not a mastering enginer.
i'm not a mastering engenier.
i master music.

http://www.facebook.com/StucoolsMasteringStudio

Work whit analog, digital, tape, tubes, transformers, plug-ins, hardware, etc... whatever best serves the project.

Offline mediadirector

  • สิบโท
  • Posts: 595
  • Karma: +18/-0
  • Owner & Mastering Chief @Stucools Mastering Studio
    • โทร 080 999 8737
Re: Mastering in my mind.
« Reply #40 on: August 24, 2013, 02:15:44 PM »
ในที่สุดก็มาถึงข้อ 5 แล้วนะครับก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยนะครับว่ายังคงคอนเซปท์เดิมไว้ นั่นคือผมเน้นเนื้อหาจากประสพการณ์ตรงของผมนะครับ บวกๆกับความรู้จากแหล่งต่างๆ ดังนั้นถูกบ้างผิดบ้างก็ว่ากันไปครับ เพราะผมแค่รู้สึกว่าตั้งแต่ผมเริ่มทัน ยันวันนี้ เทคนิคมันเยอะแยะมากเลย แนวคิดมันแยะเยอะมากเลย ยิ่งหาความรู้ ยิ่งรู้สึกเรียนรู้ไม่หมด เอาครับเข้าเรื่องเรากันต่อ


5.Mastering gear
คำว่า Mastering gear ผมมาเน้นที่คำนี้ แทนที่จะพูดว่า Mastering processor ก็เพราะว่าผมอยากรวมอุปกรณ์ทุกอย่างที่ใช้สำหรับทำ Mastering มาไว้ตรงนี้ ซึ่งบางตัวมันก็ไม่ใช่ Processor ครับ แต่มันก็เป็นอุปกรณ์ที่มีความจำเป็น ผมเลยเอามารวมกันไว้ว่า Mastering gear ละกันครับ

ในส่วนของ Mastering gear นั้นผมขอพูดในภาพรวมทั้งที่อยู่ในรูป Software และ Hardware ไปเลยนะครับ และอาจจะไม่ได้เจาะไปเป็นตัวๆ หรือให้ครบทุกประการทุกประเภทนะครับ เหตุเพราะว่าบนโลกนี้มันเยอะแยะมากเลย จนอาจกล่าวไม่หมด และอันที่จริงผมก็ไม่มีความรู้หมดหรอกครับ มา.. ทีนี้ผมจะ List เจ้า Gear ที่ผมว่าเราน่าจะรู้ออกมาก่อนครับ

-Mastering Console
-M/S Processor
-Compressor
-Limiter
-Expander
-Equalizer
-Enhancer / Harmonic
-Reverberator
-Master Recorder
-Converter
ETC...

เท่าที่ผมเห็นว่าน่าจะนึกออกก่อนก็ประมาณนี้นะครับ แต่อันที่จริงต้องบอกว่ามันมีเยอะกว่านี้มาก และอันที่จริงแล้วการทำ Mastering คุณจะใช้อะไรก็ได้ครับ ไม่ได้มีคำว่าถูกหรือ คำว่าผิด ไม่มีคำว่ามากไป หรือน้อยไป อย่างที่ผมได้เกริ่นและย้ำมาตลอดเส้นทางครับว่า สุดท้ายก็ว่ากันที่ผลของงาน เพราะบางเพลงต้องการแค่ EQ บางเพลงต้องการแค่ Limiter บางเพลงต้องการ หมดเลย แฮ่ๆๆๆ

-Mastering Console
   จะว่าไปแล้วถ้าดูจะให้เป็นรูปธรรมมากๆขึ้น Mastering Console นั้นจะอยู่ในรูปของ Hardware เสียมากกว่า เพราะพวก Console เหล่านี้จะมีฟังก์ชั่นในการทำงานต่างๆมากมาย ซึ่งผมคงบรรยายไม่หมดครับ แต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่น ก็มีข้อดีแตกต่างกันออกไปครับ

แล้วเรามีไว้ทำไม? จะว่าไปแล้ว Mastering Console จะมีไว้เพื่ออำนวยในการทำงานมากกว่าครับ เช่นในเรื่องของการ Insert processor ใน chain ใช้ในการสลับ Chain ไปมาโดยไม่ต้องอาศัย Patch bay ใช้ในการ Switch Monitor เช่นเดียวกับ Monitor Controller และอีกมากมาย ซึ่งจะทำให้ Mastering Engineer สามารถทำ A/B Test ได้สะดวกขึ้น ทั้งบางรุ่นยังสามารถ Memory หรือ Save Recall ได้ด้วยซึ่งเป็นประโยชน์มาก ยกตัวอย่างที่แบบว่าระดับโลกได้บ้างก็เช่น Vinylium master control, SPL MasterBay, Manley BackBone, Dangerous Master, Dangerous Liaison ฯลฯ

แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่ว่า Software ทำไม่ได้เลยซะทีเดียวครับ เพียงแต่อาจจะไม่มีอะไรที่มันสำเร็จรูป หรืออยู่ในรูปแบบ SW ว่านี่มันคือ Mastering Console แต่เราก็สามารถสร้างมันขึ้นมาเองได้ โดยอาศัยหลักการ Routing ทางเดินสัญญาณกับโปรแกรมต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการทำงานโดยอาศัยหลักการเดียวกัน

ส่วนตัวผมก็ไม่มีใช้ครับ ขนาดของถูกๆ ก็ไม่ธรรมดา (ราคานะครับ แฮ่) ดังนั้นผมก็เลยประยุคหลักการโดยอาศัย Software ที่ผมมีเข้ามาทำงานในส่วนนี้ครับ อย่างที่ผมทำผมใช้ระบบ Routing ของของ Metric halo ครับซึ่งมันก็ยืดหยุ่นพอที่จะทำให้ผม ออกแบบระบบได้ ทำให้เวลาที่ผมทำ Mastering ผมสามารถ สลับการฟังระหว่าง Source, Master, Reference ได้ในเวลาเดียวกันที่ Playback ไปตลอดเวลา รวมถึง Check ได้ว่าสัญญาณก่อนทำ Master และเมื่อมาสเตอร์แล้วฟังที่สัญญาณเท่ากันเป็นอย่างไร

ซึ่งผมว่าก็มีการ์ดอีกหลายตัวที่ทำได้อย่างนี้ ที่ผมกล่าวถึงเพื่อชี้ให้เพื่อนๆเห็นว่า มันมีเครื่องมือ หรือลำดับการทำงานตรงนี้ด้วย ทีนี้ก็ถึงเวลาเพื่อนๆกลับไปดูแล้วครับว่าอยากใช้อะไรอย่างนี้ไหม ถ้าอยากจะซื้อ HW ก็สุดยอดจอร์จมาก หรือไม่ก็ประยุคบ้างจาก SW ที่เรามีก็ได้ครับ Save Save เหมือนผม แฮ่

ตัวอย่าง Mastering Console HW



ตัวอย่าง Mastering Console SW (ที่ผมใช้อยู่)


-M/S Processor
สำหรับตัวนี้อาจไม่ได้ส่งผลกับเสียงโดยตรง แต่ก็เข้ามาอำนวยความสะดวกรวมถึงทำให้เกิด Technique ใหม่ๆในการทำ Mastering และตอบโจทย์การทำงานได้มากขึ้นด้วย

ที่บอกว่าไม่ส่งผลกับเสียงโดยตรงเพราะว่าตัวมันเองไม่ได้มี Process อะไรกับเสียง ส่วนถ้ามันจะมี Color บ้างจากภาควงจรก็อีกเรื่องครับ แต่หน้าที่หลักของมันจริงๆก็คือทำให้ Processor ธรรมดาเช่น Stereo EQ, Stereo Compressor เหล่านี้กลายมาเป็น M/S (Mid / Side) EQ, M/S Compressor ด้วยการเข้ารหัสสัญญาณ และถอดรหัสสัญญาณ ถ้าเป็นชุดที่เป็น Analog ก็จะเป็นจำพวกยี่ห้อ SPL M/S Master, Dangerous ฯลฯ

ในส่วนของ Software ก็มีเหมือนกันนะครับเท่าที่เห็นน่าจะมีแทบทุก DAW ครับงานนี้คอ ITB ก็ Save Save กันไปอีกแล้วอิอิ ยกตัวอย่างก็เช่น Logic นะครับจะมี Plug ที่ชื่อ Direction Mixer อันนี้ก็จะทำให้เรา Process ได้อิสระเช่นกันเหมือน HW เลยครับ แค่ Routing ให้ถูกเท่านั้นครับ แต่ถ้าจะแบบว่าคุมแต่ Level M/S ก็มี Plugin เยอะแยะครับเช่น Waves ก็ตัว Center ไงครับ

อันนี้เพิ่มเติมนะครับ อันที่จริงสมัยนี้ทั้ง HW และ SW บางเครื่องมือก็มักจะมีโหมด M/S มาให้ในตัวอยู่แล้วก็ทำให้สะดวกขึ้นได้เยอะครับ ไม่ว่าจะเป็นแบบที่มากับ Processor เลย หรือแบบที่ผมกล่าวมาคือซื้อแยกมาเพื่อต่อ Processor ทั้งหมดคือสิ่งที่อำนวยความสะดวกให้เราได้ทำ Mastering ได้ดีขึ้น และควบคุมสัญญาณเสียงได้ตามที่ต้องการมากขึ้นครับ

ตัวอย่าง HW M/S Processor


ตัวอย่าง SW M/S Processor


วันนี้ผมมาแค่สองตัวก่อนนะครับ เดี๋ยวมาต่อนะครับ เหอะๆวันนี้ทั้งประชุมหมู่บ้าน ทั้งทำงาน หัวโตครับเลยเอาสั้นๆก่อน บวกกับจะได้ไม่ต้องอ่านกันตาลาย บรึ๋ย!
« Last Edit: August 26, 2013, 10:40:11 AM by mediadirector »
i'm not a mastering enginer.
i'm not a mastering engenier.
i master music.

http://www.facebook.com/StucoolsMasteringStudio

Work whit analog, digital, tape, tubes, transformers, plug-ins, hardware, etc... whatever best serves the project.

Offline mediadirector

  • สิบโท
  • Posts: 595
  • Karma: +18/-0
  • Owner & Mastering Chief @Stucools Mastering Studio
    • โทร 080 999 8737
Re: Mastering in my mind.
« Reply #41 on: August 24, 2013, 09:19:39 PM »
-Compressor
สำหรับอุปกรณ์ตัวนี้จัดอยู่ในกลุ่ม Dynamic processing unit ที่พบกันบ่อยมากและเป็นที่รู้จักมักจี่ของคนทำ Sound อย่างเราๆตั้งแต่ Tracking, Mixing มายัน Mastering กันเลยทีเดียวจนแทบไม่ต้องบอกแล้วว่ามันมีหน้าที่อะไร


ในส่วนของ Compressor นั้นถ้าโดยหน้าที่แล้วทุกขั้นตอนมันไม่ต่างกัน แต่พอมาพูดถึง Gear เราจะเห็นว่ามันมีบางรุ่นบางยี่ห้อที่บอกว่าตัวมันเองคือ Mastering Compressor แน่นอนครับว่ามันออกแบบมาเพื่องานด้านนี้เป็นสำคัญ

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สามารถนำไปใช้งานในด้านอื่นๆได้นะครับ หรือต้องใช้แต่การทำ Mastering เท่านั้น เพียงแต่ว่ารุ่นที่ระบุว่าสำหรับ Mastering บางยี่ห้อก็จะมี Function อื่นๆเพิ่มเติมเข้ามาจากปรกติ หรืออาจจะทำขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อการทำงานให้เหมาะกับการทำงานมากกว่า เช่นอัตราส่วนของ Ratio ที่ระเอียดกว่า หรือ การปรับ Parameter ต่างๆจะเป็นแบบ Stepping ก็ไอ้ที่มันเป็นแบบ แก๊กๆ ที่ละ Step ครับ ซึ่งจะทำให้เรา Recall ได้สะดวกขึ้น และที่สำคัญแม่นยำขึ้นนั่นเอง ผิดจาก Variable ซึ่งทำให้การทำงานต้องการความแม่นยำในการปรับมากขึ้น

Compressor นั้นที่เราใช้ทำ Master จะว่าไปจะมีอยู่ด้วยกันสองกลุ่มใหญ่ๆได้แก่ HW และ SW (ขอย่อแล้วนะเบื่อยาวเดี๋ยวเบื่อกัน แฮ่) แต่ในส่วนของ HW นั้นจะมีจุดเด่นอย่างนึงที่มันแยกย่อยออกมาอีกเป็นสองจำพวกคือ Analog HW และ Digital HW ตัวอย่างเช่น Chandler Limited LTD2 ซึ่งตัวนี้จัดเป็น Analog HW และมีสองรุ่นคือ รุ่นธรรมดา กับรุ่นสำหรับ Mastering  ส่วนอีกตัวเช่น Weiss Compressor/Limiter สำหรับตัวนี้จัดเป็น Digital HW ครับ



Compressor สำหรับการทำ Mastering นั้นไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดก็สามารถทำงานได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่คุณสมบัตินั้นแตกต่างกันออกไปซึ่ง Software หรือ Plugin จะใช้การคำนวนจากชุดคำสั่งและค่าของตัวเลขในการคำนวนผลลัพท์ แต่ในส่วนของ Hardware นั้นจะใช้การควบคุมแรงดันของกระแส

นอกจากที่เราจะต้องเลือก Compressor มาใช้งานว่าจะเอาแบบไหนแล้ว อันที่จริงก็จะยังมีประเภทของการเลือกใช้งานเพิ่มเติมซึ่งอันนี้ก็จะส่งผลต่อเสียงเช่นเดียวกัน อันนี้ผมคงต้องอ้างถึง HW นะครับ เพราะผลลัพท์ที่ได้ค่อนข้างชัดเจนกว่า SW

คำว่าประเภทของผมหมายถึง VCA Compressor และ Optical Compressor ในรายละเอียดผมคงไม่ลงไปลึกนะครับ แต่ทั้งสองตัวนี้ส่งผลต่อการทำงานแน่นอนครับ เพราะด้วยคุณลักษณะการทำงานของตัว Chipset มันให้ผลที่ต่างกัน

VCA Compressor : จะค่อนข้างไวในการตอบสนองการทำงาน กดไว คลายไว คุณลักษณะเช่นนี้ทำให้ Compressor ในกลุ่มนี้เมื่อใช้งานแล้วจะรู้สึกได้ค่อนข้าง Punch กระฉับ ฯลฯ ทั้งนี้ก็แตกต่างไปตามแต่ Chipset ที่ใช้รุ่น และยี่ห้อ แต่ส่วนใหญ่เห็นนิยมใช้ของ THAT VCA ถ้าผมจำไม่ผิด SSL ก็น่าจะใช้ตัวนี้ครับ SPL ก็เช่นกัน แต่อาจต่างรุ่นต่างเบอร์กันไป ส่วนที่เราเห็นว่าเป็นกลุ่มนี้ก็เช่น API 2500, SSL Bus Compressor ฯลฯ


Optical Compressor : สำหรับ Compressor ประเภทนี้การตอบสนองการทำงานจะค่อนข้างช้ากว่าแบบแรก เรียกไงดีถ้าภาษาบ้านๆคงต้องบอกว่ามันกดได้เนียนนุ่มกว่า ดังนั้น Compressor ในกลุ่มนี้เมื่อใช้งานแล้วจะรู้สึกเหมือนว่าไม่ได้โดนกด (แต่ก็ต้องปรับให้ดีนะครับ) มันจะนุ่มๆ ส่วนที่อยู่ในกลุ่มนี้ก็เช่น LA2A Optical Compressor, Avalon AD2044 ฯลฯ


อีกจุดนึงที่ถ้าเราจะลงไปให้ลึกกว่านั้นก็คงเป็นเรื่อง Type ของ Compressor น่าจะเรียก Type แหล่ะครับซึ่งก็มีทั้ง Solid Stage, Tube Stage, Transformer เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งการเลือกใช้งานให้ตรงตามความต้องการก็จะทำให้เราได้เสียงตามที่ต้องการด้วยเช่นกัน เช่น Solid อาจจะไม่มี Color หรือน้อยมาก ส่วน Tube ก็จะให้ Color ไปตามแต่ยี่ห้อของหลอดที่ใช้ และ Transformer ก็จะให้ Color แยกไปตามประเภทของมันหรือยี่ห้อของมันเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น API เท่าที่ผมได้ลองผมว่า Hi มันสวยครับ Hamonic ย่านความถี่สูงจะสวยงามซาวด์พุ่งดี Neve ผมว่า Mid Low ลงไปจะสวยครับ อิ่มเอิบดี รู้สึก Warmth อย่างนี้เป็นต้นครับ ตามความคิดที่ผมเคยได้ยินนะครับ

ดังนั้นหากว่าเพื่อนๆมีเป้าหมายในการทำงาน หรือมีซาวด์ในดวงใจ หรืออยากได้งานตามที่คิดไว้การเริ่มต้นด้วยการเลือกใช้เครื่องมือที่ให้คุณลักษณะดังกล่าวตรงกับงานก่อนในเบื้องต้น ก็จะทำให้งานสำเร็จโดยง่าย และได้ในสิ่งที่ต้องการครับ เช่นถ้าเราอยากได้ Sound ที่ Impact ดี จากตัวอย่างที่ผมกล่าวไว้เราอาจเลือกใช้ API 2500 Compressor เพราะด้วยมันเป็น VCA ที่ตอบสนองฉับไว บวกกับ Transformer แบบ Nickel (ถ้าผมจำไม่ผิด ถ้าใครรู้ว่าผิดก็เสริมผมได้นะครับ) ที่ให้ Hi ที่มี Hamonic ที่สวยงามก็จะทำให้ซาวด์นั้นรู้ที่เกิดอาการนั้นได้ง่ายกว่า การใช้ Compressor แบบ Optical อย่างเห็นได้ชัดเจนอันนี้ผมรับรองได้ครับ


ทีนี้ถ้าเราจะถามว่าแล้ว Compressor แบบ SW หล่ะมีหลักการเช่นเดียวกันไหม โดยทั่วไปแล้วก็เช่นเดียวกันครับเพราะ SW นั้นโดยส่วนมากก็จะมีต้นแบบการพัฒนามาจาก HW นั่นเอง โดยเฉพาะกับ SW ที่เป็นแบบ Emulate ต่างๆทุกๆค่ายไม่ว่าจะ Waves, UAD, Focusrite, Sinterfex ฯลฯ

ทีนี้ก็จะมักมีคำถามต่อไปว่าแล้ว SW มันทำได้เหมือน HW ไหม? ผมคงตอบได้ว่าไม่เหมือนแน่ครับ เพราะผมลองมาหลายตัวมากแล้ว บางตัวผมมีเองทั้ง HW และ SW ที่ Emulate มาดังนั้นผมก็ลองแล้วลองอีกอย่างไม่เข้าข้างเลย  ถึงกล้าตอบ และคำตอบแลดูอาจไม่ถูกใจแต่ความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้นครับ


นอกจากนั้นแล้วยังมีเรื่องของการแบ่งย่านความถี่เสียงด้วยซึ่งเราจะเจอสองกลุ่มใหญ่คือ 1. Single band Compressor 2. Multi band Compressor สำหรับ Single band นั้นก็คือ Compressor ที่เราพบเห็นได้อยู่ทั่วไปหรือเป็นปรกตินั่นเองครับ ส่วนในแบบ Multi band นั้นถ้าเป็น SW แลดูจะได้เปรียบกว่า HW เพราะเนื่องจากปัจจุบัน HW จะมีได้มากสุดแค่ 3 Band หรือสามย่านความถี่เสียง (ไม่ใช่ตลาดสามย่านนะครับ แบร่!) ถ้าต้องการใช้มากกว่านั้นก็สามารถครับ แต่จะวุ่นวาย เพราะที่ทำมาสำเร็จจะมีเท่านี้ (ที่เห็นในปัจจุบัน) ทั้ง Analog และ Digital



ส่วน SW นั้นที่ว่าได้เปลียบ เพราะขึ้นอยู่กับ Programmer ที่จะเขียน Code คำสั่งขึ้นมาซึ่งเราจะสร้างกี่ย่านก็ได้ เท่าที่เห็นมากสุดก็น่าจะ 6 ย่านความถี่เสียงเช่น Plugins ของ Waves ตัวที่เรียกว่า C6 เป็นต้น


แต่ถ้าถามว่า SW กับ HW อะไรดีกว่ากัน อันนี้ผมก็คงตอบได้เลยตรงๆเหมือนกันว่า มันมีดีทั้งคู่ครับ อยู่ที่การหยิบใช้นั่นเอง และบทสรุปคงอยู่ที่ความรู้ความเข้าใจในการใช้งานครับ นี่ถ้าย้อนไปสักสิบปีที่แล้วต่อให้ HW สุดๆ มากองอยู่ตรงหน้าผม ก็รับรองได้ว่าเละครับ ห้าาา ดังนั้นน่าจะพอเข้าใจความหมายผมนะครับ ปัจจัยมันมีแยะครับ (ปัจจุบันก็ยังเละ เฮ่อ!)

เอาครับมาต่ออีกอุปกรณ์ละเขียนเสร็จก็ได้เวลาพา ภรรเมียไปกินข้าวพอดี ก็ต้องขอแยกตัวก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวมาว่ากันที่อุปกรณ์ถัดๆไปครับ หมู่นี้ไม่อยากเขียนยาวเพราะเพื่อนๆเริ่มบ่น เริ่มคุย เริ่ม PM กันมาว่าอ่านไม่ทัน กับมันตาลายครับ ไงผมก็จะหารูปมาคั่นสายตาให้เป็นระยะๆ นะครับ
« Last Edit: August 25, 2013, 06:00:19 PM by mediadirector »
i'm not a mastering enginer.
i'm not a mastering engenier.
i master music.

http://www.facebook.com/StucoolsMasteringStudio

Work whit analog, digital, tape, tubes, transformers, plug-ins, hardware, etc... whatever best serves the project.

Offline chanon4681

  • สิบตรี
  • Posts: 146
  • Karma: +0/-0
Re: Mastering in my mind.
« Reply #42 on: August 25, 2013, 08:42:05 AM »
เพลินเลย 

Offline mediadirector

  • สิบโท
  • Posts: 595
  • Karma: +18/-0
  • Owner & Mastering Chief @Stucools Mastering Studio
    • โทร 080 999 8737
Re: Mastering in my mind.
« Reply #43 on: August 26, 2013, 10:25:42 AM »
เพลินเลย 
แปลว่าอ่านทั้งหมด (หรือไม่หมด) ห้าา ขอบคุณครับ นึกว่าจะไม่ค่อยมีคนสนใจครับ
เห็นกระทู้มันเงียบเหงาจังเลย ก็ใกล้จะจบแล้วหล่ะครับ ถ้าอยากรู้ลึกๆ แบบได้รับการ
ถ่ายทอดก็คงต้องหาเรียนตามสถาบันต่างๆ SAE, GenX, อ.โยธิน ฯลฯ จะยิงเพลินครับ
เพราะพูดคุยกันมันส์กว่าอ่าน มันจะหลับ แหะๆ ที่สำคัญอาจมีการบ้านไรงี้ด้วยก็ถือว่าได้ฝึกจริง
แล้วมาตามอ่านเป็นกำลังใจให้ผมต่อจนจบนะครับ
i'm not a mastering enginer.
i'm not a mastering engenier.
i master music.

http://www.facebook.com/StucoolsMasteringStudio

Work whit analog, digital, tape, tubes, transformers, plug-ins, hardware, etc... whatever best serves the project.

Offline ฮุนจองฮี

  • สิบเอก
  • Posts: 1382
  • Karma: +22/-0
  • ชีวิตเพิ่งเริ่มต้น
Re: Mastering in my mind.
« Reply #44 on: August 26, 2013, 12:03:04 PM »
อ่านตลอดครับ เพียงแต่เวลาอ่านมันต้องอ่านรวดเดียว ไม่งั้นจะคิดตามไม่ได้
ฝีมือไม่มี จะใช้ของดีไปทำไม  :sweat: